Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
หน้าแรก » เนื้อหา » อาหารและยา » ทำอย่างไรลูกไม่ต้องกินยาหมอ?
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
Main Menu
Main Category
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
ลิงค์
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท


สนับสนุนเรา

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

Technorati Profile

free counter with statistics

ทำอย่างไรลูกไม่ต้องกินยาหมอ?

เขียนโดย toon
Thursday, 18 August 2011


เป็น status ที่ตั้งไว้ชวนคุยกับเพื่อนๆ ใน facebook พิมพ์ไปเรื่อยๆ จนยาวหลาย comments เลยก๊อปมาลงไว้เลยดีกว่า แต่ไม่ได้เรียบเรียงใหม่ ก็อาจจะวนเวียนมึนๆ มั่วๆ นิดนึงนะ (^^,)

จะขอละการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงกันป่วยไว้ก่อนนะคะ แต่ขอคุยถึงตอนป่วยเลย ถ้าป่วยแล้วจะทำยังไง

หากใครอ่านแล้วขัดใจ ขัดกับความเชื่อส่วนตัว ขัดกับความรู้สึก ขอให้ถือเอาเป็นข้อมูลอีกด้าน จากความคิดเห็นและจากการเรียนรู้ส่วนตัวนะคะ ไม่ได้คิดจะให้กระทบใครค่ะ

นำทางอาจจะโชคดีมากที่ป่วยน้อย ขวบปีแรกมีไข้ตัวร้อนอย่างเดียว 1 วัน 2 ครั้ง / 1 ขวบ - 3 ขวบ ก็มีไข้อย่างเดียว ประมาณ 1-2 ครั้งเหมือนกัน / มีตอน 3 ขวบ หลังวันเกิดเลย เป็นไข้หวัด มีอาการน้ำมูกอย่างเดียวล้วนๆ เป็นนานอยู่ประมาณเดือนนึงค่ะ ติดจากที่พาไปเล่นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก / และ 4 ขวบนี้ หนักสุด เป็นไข้หวัด 1 เดือน เหมือนกันค่ะ เกิดจากการเดินทางไปอยู่กทม.เดือนเศษ แล้วเดินทางต่อไปนู่นนี่อีก อาการเริ่มจากไออย่างเดียวนาน 2 สัปดาห์ แล้วถึงมีไข้ 2 วัน กับน้ำมูก จนลามไปถึงหูอักเสบ

ตลอด 1-4 ขวบ (ก่อนรอบสุดท้ายนี้) นำทางเคยกินยาพาราฯน้ำของเด็ก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ช้อน แต่แล้วก็ไม่ให้กินอีกเลย ตอนยังกินนมแม่ แม่จะเน้นให้กินนมแม่เยอะขึ้น ตัวเค้าเองก็อยากจะกินนมแม่เยอะขึ้นด้วยค่ะ เป็นไข้ก็จะต้องการน้ำมาก พอโตมาหน่อยซักประมาณ 2 ขวบขึ้นแล้ว ถึงได้ให้ยาสมุนไพรบ้าง เป็นน้ำย่านาง ใส่ในน้ำเปล่าให้ดื่มแทนน้ำเปล่าเฉยๆ ให้กินลดอาการร้อนในร่างกาย

ที่ทำเป็นปกติที่สุด เพื่อลูกไม่ต้องกินยาคือ เช็ดตัวค่ะ เช็ดจนกว่าไข้จะลดเลย วิธีนี้ได้ผลจริงนะคะ แต่คนดูแลต้องเหนื่อยกว่าป้อนยา เพราะต้องเช็ดนาน บางทีเช็ดทั้งคืนจนเช้า แม่ไม่ต้องนอนกันเลย แต่ลูกก็หายไข้ได้ โดยไม่ต้องกินยาสังเคราะห์นะคะ คุ้มค่ากว่ามากมาย ก่อนนี้ก็เช็ดน้ำธรรมดาค่ะ เช็ดไปให้ทั่วตัว เน้นๆ ข้อพับต่างๆ โปะหัวไว้ (ถ้าอยากงีบบ้างก็แอบมีคูลฟีเวอร์ช่วยค่ะ จะได้งีบซัก 10-20 นาที ลุกมาเช็ดใหม่) แต่ตอนนี้ได้วิธีที่เช็ดตัวแบบมีประสิทธิภาพกว่าเดิมมาจากพี่เจี๊ยบ คือ ให้ฝานมะนาวใต้น้ำอุ่น แล้วบีบน้ำมะนาวผสมเช็ดตัวค่ะ มะนาวมีฤทธิ์เย็นจะช่วยลดไข้ได้ดี ถ้าตัวร้อนมากกก ก็ให้เอาผ้าชุบน้ำนี้แล้วพันจากเท้าขึ้นมาถึงหัวเข่า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ไข้จะลดลงได้เร็วค่ะ

นำทางส่วนมากก็จะตัวร้อนเวลาเดินทางหนะแหละค่ะแม่ชุ นั่งรถนานๆ ปีก่อนนู้นที่ทำกิจกรรมนมหมีและเพิ่งขนย้ายลงมาอยู่กระบี่ ขับรถขึ้นลงกระบี่-กรุงเทพสนุกเลย เลยตัวร้อน แต่แม้จะเดินทางอยู่ แม่ก็จะเช็ดตัวให้ทั้งคืนจนกว่าไข้จะลดเหมือนกันค่ะ

ส่วนเวลามีน้ำมูก เป็นทีไรจะนาน ทั้งตอน 3 ขวบและตอน 4 ขวบนี่ เป็นเดือนเล้ย เพราะไม่ได้กินยาค่ะ แต่รักษาแบบธรรมชาติ โตแล้วให้สั่งออกได้ ให้สั่งบ่อยๆ ทุกครั้งที่มันออกมาเลย สั่งกันทั้งวัน สำหรับตอนเล็กๆ เบบี๋ จะใช้ที่ดูดน้ำมูกเอา ถ้าข้นมากก็ล้างจมูกก่อนแล้วค่อยดูดหรือสั่งออกมา เพื่อนที่เป็นหมอหู คอ จมูก คนนึงก็บอกว่า ยาลดน้ำมูก ถ้าเอาน้ำมูกออกเองได้มันก็เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องกินเลย

ถ้าไอ น้ำอุ่นนี่มีไว้ให้กินไม่ว่าจะไอแบบไหน ให้จิบน้ำผึ้งเปล่า น้ำขิงอุ่น น้ำตะไคร้อุ่น อะไรแบบนี้ น้ำอุ่นนี่แหละแทนยาแก้ไอค่ะ เพื่อนหมอก็บอกว่าคือกานนน ^^ (เพื่อนหมอคนนี้ถูกจริตมากค่ะ อะไรเพื่อนก็ไม่ต้องกินยา ฮาาา เพื่อนๆ เคยถามว่า แกรักษาคนไข้หายด้วยหรอ เพื่อนหมอตอบว่า "หายสิ เพราะส่วนมากก็หายกันได้เองตามธรรมชาติอยู่แล้วทั้งนั้นแหละ")

แต่ครั้งล่าสุดนี้ แม่แพ้เพราะด้อยความรู้ พอมันลามถึงหู ทำให้หูชั้นกลางอักเสบ แม่เลยปรี่ไปหาหมอ และขอพึ่งยาหมอจริงจังเป็นครั้งแรก เพราะกลัวจะหนักเข้าไปใหญ่ แล้วก็เลยต้องเสียท่าให้ยาฆ่าเชื้อหรือยาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะ เป็นยาที่แม่เลี่ยงที่สุด ไม่อยากให้กินที่สุดเลย เพราะการได้รับยาปฏิชีวนะ ไม่เป็นผลดีในระยะยาว ถ้าหาหมอเวลาเป็นหวัด เดี๋ยวนี้หมอจ่ายให้ตลอด จะเพิ่งเริ่มเป็น จะหนักจะเบา หมอที่ไหนก็จ่ายยาเหมือนกันหมด - พารา, แก้ไอ ขับเสมหะ, แก้แพ้ (ลดน้ำมูก), ยาฆ่าเชื้อ (สรุปนำทางกินทั้งชุดรอบนี้เพราะว่าอยู่ที่อื่น ไม่ได้อยู่บ้าน กินยาฆ่าเชื้อแล้วเลยให้กินหมดเลย แต่หยุดยาอื่นก่อน ยาฆ่าเชื้อต้องกินให้หมด)

สรุปว่านำทางก็เลยกินยาฆ่าเชื้อไปแล้วเรียบร้อย T^T แม่ได้ข้อมูลมาช้าไป เพิ่งได้วิธีธรรมชาติมาทีหลังค่ะ

ถ้าหูอักเสบ ให้ใช้หอมหัวใหญ่สับ แล้วห่อด้วยผ้า ประมาณผ้าอ้อม ผ้าเช็ดหน้า แล้วเอาประคบหูไว้ หายได้ค่ะ! ดูคลิปนะคะ Dr. Simon เป็นหมอในแนวมนุษยปรัชญาสอนไว้ค่ะ (ขอบคุณพี่เจี๊ยบที่เอามาฝากอีกแล้วค่ะ)

คลิปหอมใหญ่แก้หูอักเสบ

ต่อไปนี้จะไม่ยอมเสียทีอีกแล้ว หูอักเสบก็เถอะ!! คราวหน้าถ้ามี อย่าหวังว่ายาสังเคราะห์จะได้แอ้มค่ะ!

จากการป่วยของนำทางครั้งนี้ ทำให้ตูนหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกเยอะค่ะ เตรียมไว้พร้อมรับคราวหน้า ทำให้ได้เรื่องหอมแดงมาอีก 1 ทีเด็ดค่ะ

""หอมแดง" สามารถต้านเชื้อหวัดได้เหมือนกัน นิยมใช้มาแต่ดึกดำบรรพ์ เช่น เด็กเป็นหวัด หรือมีอาการคัดจมูกคล้ายจะเป็นหวัด โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว นิยมเรียกว่า "ไข้หัวลม" เอา "หอมแดง" กะจำนวนพอประมาณ ทุบพอแตกต้มกับน้ำจนเดือดราดศีรษะเด็กขณะอุ่นหลังอาบน้ำเสร็จ 2 - 3 ขัน เศษ "หอมแดง" ที่ต้มขยี้ศีรษะเช็ดผมให้สะอาด อาการคัดจมูก หรือเป็นหวัดหัวลมจะหายได้ นิยมทำตอนเย็น หรือ หากผู้ใหญ่เป็นไข้หัวลม

หรือเป็นหวัด เอา "หอมแดง" กะจำนวนตามต้องการทุบพอแตกต้มน้ำเดือดแล้วใช้ผ้าคลุมศีรษะรม
สูดเอาไอร้อนจากน้ำที่ต้ม หายใจลึกๆ ทำวันละครั้งก่อนนอน อาการที่เป็นจะหายได้ ซึ่งสูตรดังกล่าวสามารถใช้ป้องกันเชื้อหวัดทุกชนิดได้ คนที่ยังไม่เป็นหวัดก็ทำได้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อหวั
ดได้ดีมาก"
> ที่มา : ต้านหวัดด้วย "หอมแดง"

อ่อ อีกวิธีการที่คงคุ้นเคยกัน คือ ทาน้ำมันย่านาง (หรือถ้าหาไม่ทันเอาที่หาง่ายทั่วไปก็วิคส์) ทาทั้งอก หลัง คอ ใต้จมูก (นำทางยอม มันไม่ค่อยแสบอะเนอะ ถ้ายาหม่องก็จะแสบไป) โดยที่ต้องโบกเยอะหน่อยนะคะ มันย่องกันเลย ที่หลังก็ปาดให้กว้างพาดไหล่ 2 ข้างไปเลย และอีกที่ คือ ที่เท้า ทาแล้วนวดๆๆๆๆ ตูนนวดนานอยู่ค่ะ จนเมื่อยสุดทน ก็เลิกแล้วใส่ถุงเท้าให้ลูกค่ะ ควรทาแล้วนวดใส่ถุงเท้าตลอดนะคะช่วงเป็นหวัด ตอนไม่เป็นหวัดก็ใส่ถุงเท้านอนก็ดีค่ะ (แต่เด็กชอบขี้ร้อนเนอะ นำทางก็ไม่ค่อยใส่นัก แต่ตอนป่วยยอมใส่อยู่ค่ะ)

ตะไคร้ หอม สามารถใส่น้ำอุ่นให้อาบได้ค่ะ (ต้มยำลูกไปเลย 555)

เคยบุบหอมแดงห่อผ้าวางให้สามีตอนฮีเป็นหวัด แต่ตูนทนไม่ได้ค่ะ เวียนหัวมากกก กรุณาแยกกันนอนได้ม้ายยย 55

ผู้ใหญ่เองกินฟ้าทะลายโจรได้ แต่ไม่มีแบบให้เด็กกินง่ายเนาะ เคยกินแล้วให้ลูกได้ผ่านน้ำนมเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้มีผลข้างเคียงอะไรไหม? แต่ตูนก็ไม่ได้กินหักโหม แล้วส่วนมากนำทางก็เป็นไข้วันเดียว ก็เลยไม่ได้เยอะนัก สำหรับใครที่จะกินสมุนไพรแบบแคปซูล ขอให้เลือกดูที่น่าเชื่อถือ เป็นสมุนไพรล้วนๆ ไม่ผสมสเตียรอยด์ค่ะ แบบนี้คงปลอดภัยให้ลูกกินผ่านนมได้อยู่ (เพิ่มเติมข้อมูล พิษร้ายของสเตียรอยด์)

ตอนนี้ต้นมะขามป้อมที่บ้านยังไม่โต คงต้องรออีกนาน มะขามป้อมนี่ช่วยเรื่องหวัดได้มากค่ะ เพราะวิตามินซีสูงมากกก ช่วยขับเสมหะด้วยค่ะ ถ้านำผลแห้งมาต้มดื่มจะช่วยแก้ไข้ด้วย ต้องรีบให้โตซะแล้ววว (แต่ระหว่างนี้อาจต้องหาซื้อผลแห้งไปพลางๆ ก่อน)

ส่วนของเผ็ดอื่นๆ ที่กินเป็นสมุนไพรยามเป็นไข้หวัดได้ก็เช่น กระเทียม ขิง พริก อันนี้เด็กคงไม่ไหว แต่ดีที่นำทางกินน้ำขิง ออกจะชอบด้วย เลยทำน้ำขิงให้ดื่มค่ะ ใช้ขิงสดบุบๆ ฝานๆ แล้วต้ม เติมน้ำตาลนิดหน่อยให้พอดื่มได้ ถ้าเป็นน้ำขิงผงเอามาชงไม่แน่ใจว่าช่วยได้แค่ไหนนะคะ เพราะผ่านกรรมวิธีมาแล้ว คุณค่าอาจหายไปบ้าง

สูตรกระเทียมที่พอจะดูกินได้ง่ายสุดสำหรับเด็กๆ (รวมทั้งผู้ใหญ่ด้วย) น่าจะเป็นสูตรนี้

"แก้ไข้หวัด ใช้กระเทียมกลีบเล็ก 1 กลีบ หั่นเป็นชิ้นบางๆ ใช้ช้อนบี้ให้แตก เติมน้ำร้อนลงไป 1 ถ้วยปิดฝาทิ้งไว้ 5 นาที เติมน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมตามใจชอบ กินวันละ 2 ถ้วย ถ้าอาการหายแล้วให้กินวันละ
1 ถ้วย อีก 3 วัน หรือมากกว่านั้น" > ที่มา : สมุนไพรแก้อาการไอ

สำหรับอาการคัดจมูก สามารถต้มน้ำใส่สมุนไพรพวกนี้ เช่น ตะไคร้ หัวหอม ใบมะขาม ต้มให้เดือดนานๆ แล้วก็ให้สูดไอเอาค่ะ จะโล่งขึ้น

สมุนไพรไทยมีมากมาย ทั้งผักในครัว หาได้ทั่วไป อยากหาสูตรอีกถามอากู๋ได้เลยค่ะ พิมพ์ "สมุนไพร ไข้หวัด" ได้อีกเยอะแน่นอน :)

เว็บนี้แนะนำให้ bookmark กันไว้ค่ะ ไม่แค่ไข้หวัด มีสูตรยาสมุนไพร สูตรธรรมชาติดีๆ สำหรับโรคอื่นๆ อีกมากมายค่ะ

ต้องการค้นหาตามชื่อสมุนไพร กดที่ สมุนไพร ยาไทย ที่เมนูซ้ายมือ
ต้องการค้นหาตามชื่อโรค กดที่ ตำรับยาน่าสน เมนูซ้ายมือเช่นกันค่ะ

ไตรย (THRAI) ฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย

ตอนนี้ป๊านำทางกำลังสนใจศึกษาแพทย์แผนจีน เพราะว่ารักษาทั้งระบบร่างกาย ไม่ใช่เพียงจ่ายยาตามอาการเหมือนแผนปัจจุบัน (หรือการรักษาแบบตะวันตก) การรักษาแบบปัจจุบันเหมาะสำหรับปัจจุบันทันด่วน ฉุกเฉิน อุบัติเหตุ อย่างนี้โอเค แต่เจ็บป่วยภายในก็ควรรักษาอวัยวะภายในทั้งหมดที่มันเกี่ยวเนื่องกัน ตูนเองก็ต้องศึกษาด้วย เพราะจะได้มั่นใจเอง และดูแลลูกได้เต็มที่

ฝังเข็มก็น่าสนใจแต่ตูนคงไม่ไหว แอบกลัว อิอิ จะขอเปลี่ยนไปทางนวดกดจุดก่อนดีกว่า อยากไปเรียนนวดแผนโบราณแล้วเนี่ย จะได้รู้ว่าจุดไหน อวัยวะไหน ช่วยอะไร อาการไหนกดจุดไหน (นวดกดจุดนี่มีทั้งแพทย์แผนไทย แผนจีนเลย)

เรื่องสำคัญที่สุดคือทำให้แข็งแรงไว้ก่อน เช่นนั้นเลยค่ะพี่หน่อย เลยต้องศึกษาเรื่องการกินอาหารด้วยค่ะ กินให้เป็นยารักษาความแข็งแรงของร่างกายไว้ก่อนป่วย ดีกว่าค่ะ

เรื่องอาหาร ธาตุร้อน-เย็น แผนจีนนี่ศึกษากันอยู่ค่ะ ส่วนมากป๊าอ่านแล้วเล่าให้ฟังต่อค่ะ แม่จะเปิดอ่านพวกสมุนไพรไทยมากกว่า

นำทางก็อาจจะแข็งแรงกว่าเด็กหลายๆ คนจริง เพราะกินนมแม่ถึง 3 ขวบ เลิกนมแม่แล้วก็ไม่กินนมวัว เคยกินนมถั่วเหลืองช่วงเดียวแต่ก็เลิกแล้ว (สรุปคือทั้งนมวัว นมถั่วเหลือง ไม่ดีทั้ง 2 อย่างค่ะ ความเข้าใจผิดเรื่องนมถั่วเหลืองว่าจะเขียนๆ กันทั้งสามี-ภรรยาแต่ก็ยังไม่มีใครเขียนซะที แหะแหะ) ปกติอยู่สวน กินอาหารที่ทำเองในบ้าน ไม่ไปโรงเรียนรับเชื้อโรคจากเด็กเล็กด้วยกัน แทบไม่ไปโรงพยาบาลรับเชื้อ แต่ถ้านำทางป่วย เป็นไข้หวัดบ่อยจริง แม่ก็คงรักษาแบบนี้ทุกครั้งแหละค่ะ ยิ่งถ้าเป็นบ่อยแล้วกินยาหมอบ่อยนี่แย่เลย

ถ้าหากว่าเจ็บป่วยหนักมาก โรคเรื้อรัง รุนแรง ไม่สามารถศึกษาหาทางเลือกได้จริงๆ ก็โอเคว่าหาหมอปัจจุบันเถอะ (แต่ถ้าตั้งใจ หาให้ลึก ตูนว่ามันมีทางค่ะ มะเร็งยังมีทางเลือกเลย) แต่อย่างน้อยๆ โรคที่เป็นกันบ่อยๆ โรคพื้นๆ อย่างไข้หวัด ภูมิแพ้ หอบหืด ขอบอกว่าข้อมูลมันเยอะแยะมากมาย แค่ถามอากู๋ก็ได้ แล้วค่อยๆ อ่านแล้วประมวลผลไป แล้วมันก็ไม่ยุ่งยากอะไรเลยด้วยค่ะ พื้นๆ มากๆ

เพียงแต่มันก็คงยากกว่าการไปให้หมอบอกเลยว่าต้องกินยาอะไรบ้าง แล้วกินไปตามนั้น รอเวลาหาย แต่ถ้าต้องการทางเลือก ก็ต้องศึกษา อ่านไม่ใช่ที่เดียวด้วยนะ ควรจะหลากหลายหน่อย เพื่อประมวลผล แล้วก็ต้องใช้แรงกายในการจัดหากินหรือรักษาตามนั้นเอง ใช้เวลาในการรักษาตัวอาจจะมากกว่าบ้าง พ่อแม่ต้องเสียสละเวลามาดูแลรักษาเอง อย่างเช่นนั่งเช็ดตัวทั้งวันทั้งคืน ต้มน้ำขิงให้กิน นวดให้ลูก อะไรแบบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่คงบอกว่าไม่มีเวลาทำหรอก ... อืมมม คงลืมไปว่าค่าหมอ ค่ายา ค่าพยาบาลมาเช็ดตัวลูกแทน ค่านอนโรงพยาบาลเนี่ย ก็ต้องใช้เวลาไปทำงานหาเงินมาจ่ายมิใช่ฤา

ถ้าตูนเป็นคนทำงานประจำ ตูนคิดว่าเวลาลูกป่วยตูนก็คงจะทำอย่างที่ทำอยู่อยู่ดี ถ้าเป็นมาก ต้องดูแลทั้งวัน เช่น ในวันที่ไข้ขึ้นสูง ตูนก็คงลางาน เพราะว่าหน้าที่การงาน ความก้าวหน้า รายได้จากงาน ถ้าจะหยุดเกินก็ช่างมันหละ พวกนี้มันแลกกับสุขภาพลูกทั้งในตอนป่วยและในระยะยาวไม่ได้เลย ลาแล้วก็ดูแลแค่วันที่เป็นหนักๆ เดี๋ยวก็เบาขึ้นก็ค่อยกลับไปทำงานก็ได้

ที่ตกใจสุดๆ คือแบบเห็นบ่อยมากกกก ไข้ขึ้นปุ๊บไปโรงพยาบาลปั๊บ! เคืองจมูกปุ๊บพ่นยาปั๊บ! อะไรแบบนี้ งงอะ แค่ไข้แค่หวัด ทำไมต้องไปทันที นำทางเวลามีไข้ก็สูงเหมือนกัน 39-40 ประจำ ไม่เคยรีบไปหาหมอ เพราะว่าภูมิแกร่ง ต่อสู้กับเชื้อโรค ไข้จะสูงมาก แต่หายเร็ว (อ้างอิงจำราแพทย์แผนจีน) แต่ที่รีบทำคือเช็ดตัวลูกจนกว่าไข้จะลด ถ้าไข้เกิน 2 วัน ไม่มีลดบ้าง หรือมีอาการที่น่าห่วงอื่นๆ ร่วมด้วยนอกจากไข้ น้ำมูก ไอปกติ อย่างนี้ก็โอเคเข้าใจได้ แต่จริงๆ นะ เห็นบ่อยมากกก ไข้ขึ้นปุ๊บหาหมอปั๊บ! น่าตกใจมาก

อะ บ่นมากไป อันนี้อาจจะกระเทือนใจใคร แต่ไม่ได้ว่าใครค่ะ เพราะไม่รู้ว่าใครลาไม่ลา ใครปุ๊บปั๊บแค่ไหน แค่บอกความคิดตัวเองแหละ :)

แล้วอีกอย่าง เวลาลูกป่วยเนี่ย เค้าคงหมดเรี่ยวหมดแรง เพลีย รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว รู้สึกไม่ดีเลย เค้าคงต้องการพ่อแม่มากๆ ดังนั้น มันน่าจะดีกว่าถ้าพ่อแม่เป็นคงลงมือดูแลรักษาเอง ปลอดยาเคมี แล้วยังได้ผลดีทางใจมากกว่าอีกด้วยนะ

วกมาเรื่องว่าทำไมจึงไม่ควรกินยาหมอ(ปัจจุบัน)ก็แล้วกันค่ะ

ตัวอย่างเช่น ยาพาราฯ ที่กินกันเป็นปกติ บางคนอาจรู้ว่ามันมีผลกับตับ แต่คงเห็นว่าโอกาสน้อย หรือตัวเองไม่ได้กินมากกกขนาดนั้นหรอก หรืออะไรก็ตาม แต่ตูนกลับคิดว่ามีความเสี่ยงไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเลยนะ กินทีละพอดีๆ แต่กินบ่อยหรือกินนานล่ะ จะดีหรอ

"อย่างไรก็ตาม การใช้ยานี้อย่างพร่ำเพรื่อ และใช้ติดต่อกันนานเกินไป อาจก่อนปัญหาภาวะพิษต่อตับได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เราอาจจะรู้สึกแปลกใจที่ทราบว่าสาเหตุลำดับต้น ๆ ของการเกิดตับวาย ไม่ใช่มาจากแอลกอฮอล์ หรือมาจากไวรัสตับอักเสบ แต่สาเหตุอันดับหนึ่งกลับมาจากยาโดยเฉพาะพาราเซตามอล เพื่อนคู่บ้านนั่นเอง"
> ที่มา : ภัยเงียบจากพาราเซตามอล

เพิ่มเติมอีกอัน พิษของพาราใครว่าธรรมดา

เวลาตูนปวดหัว ตัวร้อน ปวดท้อง ปวดอะไรก็ตาม จะพยายามทนจนถึงที่สุด หาอะไรอย่างอื่นที่ช่วยให้บรรเทาได้ จนถ้านานเกินจนไม่ไหวจริงๆ อย่างเช่น ครั้งล่าสุดปวดหัวจนครบรอบ 24 ชม. ไม่หายเลย ทนจนถึงเช้าอีกวันถึงได้กินเข้าไปซะหน่อย

ต่อมา ยาปฏิชีวนะ ที่เดี๋ยวนี้เหมือนจะได้แจกจ่ายบ่อยมาก เป็นเซ็ทกันมาเลยอย่างที่บอกไปแล้ว อันนี้หลายๆ คนอาจจะพอรู้มาบ้างแล้วว่าอันตรายยังไง แต่เล่าให้คนไม่รู้อ่านก็แล้วกันค่ะ

ยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อ หรือยาแก้อักเสบที่ชอบเรียกกัน จริงๆ แล้วเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นหากเป็นไข้หวัดธรรมดาซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเชื้อไวรัส แม้ว่ายาปฏิชีวนะจะช่วยรักษาไวรัสบางชนิดได้ แต่ถ้าเป็นย่อมๆ ไม่หนักหนา ไม่ต้องกิน รวมไปถึงท้องเสีย มีบาดแผล ไม่ต้องกิน เพราะพวกนี้ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรียค่ะ

"...มีหลายคนมักเข้าใจผิดว่าหากป่วยเป็นโรคหวัดแล้วมีอาการเจ็บคอ หรือระคายคอ ท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ รวมทั้งเกิดบาดแผลโดยทั่วไป ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ที่จริงส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะอาการป่วยดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อโดยไม่สมเหตุสมผล อาจเสี่ยงต่ออาการข้างเคียงและการแพ้ยา เช่น คลื่นไส้ ท้องเดิน มีผื่นคัน หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต รวมทั้งอาจก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา

ภญ.วีรวรรณเปิดเผยว่า การดื้อของเชื้อโรคต่อยานั้น เกิดจากการที่เชื้อแบคทีเรียถูกคุกคามโดยการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ ทำให้เชื้อเกิดการกลายพันธุ์ สามารถทนทานต่อฤทธิ์ของยาซึ่งเคยใช้ได้ผลมาก่อน ทำให้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่อันตรายมากขึ้นและแพงขึ้น หรืออาจถึงขั้นรักษาไม่หายและเสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาได้..."
> ที่มา : อย.ชี้อันตราย 'ยาปฏิชีวนะ'

เพิ่มเติมอีกนิด ผลเสียและอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะ

อีกอย่างที่นิยมกันมากในปัจจุบันคือ ยาพ่นขยายหลอดลม เพราะมีเด็กที่ป่วยเป็นภูมิแพ้ หอบหืด หายใจไม่สะดวก เพิ่มขึ้นมากมาย แม้ว่ายาพ่นจะปลอดภัยที่สุดถ้าเทียบกับการกินยาเข้าไป (มันคือสเตียรอยด์ทั้งกินทั้งพ่นหนะแหละ แบบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ไม่นิยมใช้เพราะอ่อนกว่า ไม่ค่อยได้ผลทันใจเท่า) และปริมาณที่พ่นเข้าไปจะน้อยมากถ้าเทียบกับยากิน แต่ได้ประสิทธิภาพกว่ามาก แต่...ทราบหรือไม่ว่าหลังพ่นยาแล้วควรทำอย่างไร?

ทุกครั้งที่มีคนบอกว่าพาลูกไปพ่นยามา หรือจะพาลูกไปพ่นยา ก็จะบอกไปว่า "อย่าลืมให้กลั้วคอ บ้วนปาก ล้างปากให้ดีนะ" แล้วก็ยังไม่เคยมีใครเลยที่จะบอกว่า โอเค รู้แล้ว ไม่ลืมจ้ะ มีแต่คนถามกลับว่า ทำไมล่ะ เพราะอะไร ต้องบ้วนด้วยหรอ เลยสงสัยว่ามีใครรู้บ้างเนี่ยยย (นำทางไม่เคยพ่นยา แต่แม่รู้!?) ก็เลยตอบไปว่า "เพราะว่าเป็นยาสเตียรอยด์ แม้ว่าจะบอกว่าปลอดภัยกว่ายากิน แต่ก็ไม่ควรให้ตกค้างอยู่ดีนะ พ่นแล้วถ้ามันจะตกค้างก็ที่ปากหนะแหละ ดังนั้น ควรล้างให้หมดจด" ไม่รู้ว่าหมอไม่มีการบอกเรื่องนี้หรืออย่างไร แม้จะบอกว่าปลอดภัยพอ แต่ถ้ามี % ความไม่ปลอดภัยแม้สักนิดเดียว ก็ควรทำให้ปลอดภัยมากที่สุดจะดีกว่า (ข้อมูลนี้แม่บังเอิญอ่านเจอ คุณหมออะไรสักท่านเขียนไว้ ท่านแนะนำว่าควรกลั้วคอ บ้วนปากให้สะอาดทุกครั้ง แต่ขออภัยจำแหล่งข้อมูลไม่ได้แล้ว)

โอย...ยาวแล้ว ชักเมื่อยมาก เอาเป็นว่าแค่นี้ก่อนแล้วกัน อยากให้ศึกษาแพทย์ทางเลือก แผนจีน แผนไทย แผนไหนก็ลองศึกษาดู เผื่อได้ทางเลือกที่ดีกว่าเสียค่าหมอ ค่ายา ค่านอนโรงพยาบาลแพงๆ แถมยังเป็นการดูแลลึกลงไปถึงอวัยวะที่เจ็บป่วยภายในด้วย ซึ่งยาพารา แก้ไอ ลดน้ำมูก แก้แพ้ ฆ่าเชื้อ ฯลฯ ทำไม่ได้หรอกนะ

คราวหน้าเอาเรื่อง "ทำอย่างไรลูกไม่ป่วย(บ่อย)?" ดีกว่ามั้ย :>

ลิงค์ถาวร

 
 

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 1 Re: ทำอย่างไรลูกไม่ต้องกินยาหมอ?
สูตรโดยทั่วไปพวกนี้ ยังไม่ชัวร์ว่าสามารถแก้ไข หวัดเย็น หรือ หวัดร้อน หรือได้ทั้งสองอย่างกันแน่ แต่ข้อสังเกตสำคัญคือ ถ้าอาการแย่ลงก็ไม่ควรทำต่อ
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 18 Aug 2011 17:26 118.173.57.75]

 TAI


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2 Re: ทำอย่างไรลูกไม่ต้องกินยาหมอ?
ผู้โพสต์ : TAI [Sun, 02 Oct 2011 05:42 115.87.56.251]

 Jeng


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3 Re: ทำอย่างไรลูกไม่ต้องกินยาหมอ?
ขอแชร์ข้อมูลนะคะ
ผู้โพสต์ : Jeng [Tue, 24 Jan 2012 05:41 115.87.153.227]

 toon


ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 4 Re: ทำอย่างไรลูกไม่ต้องกินยาหมอ?
คุณ Jeng ยินดีค่ะ
ผู้โพสต์ : toon [Tue, 24 Jan 2012 07:42 49.228.117.153]
 
หน้า : 1
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net

Fatal error: Uncaught Error: Call to undefined function ereg() in /home/tee/domains/numthang.org/public_html/index.php:425 Stack trace: #0 {main} thrown in /home/tee/domains/numthang.org/public_html/index.php on line 425