Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
หน้าแรก » เนื้อหา » เครือข่ายพึ่งตนเอง » ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
Main Menu
Main Category
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
ลิงค์
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท


สนับสนุนเรา

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

Technorati Profile

free counter with statistics

ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน

เขียนโดย tee
Monday, 13 August 2007




เกษตรกรหัวใจแกร่งแห่งเมืองแปดริ้วใช้เวลาเกือบ 10 ปี พลิกฟื้นผืนบ่อทรายร้าง 8 ไร่ จากเดิมที่แม้แต่ต้นหญ้ายังไม่ขึ้น กระทั่งปลูกข้าวและไม้ผลได้สารพัด สร้างรายได้นับแสนบาทต่อปี พร้อมคว้ารางวัลชะเลิศแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ในงานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ด้านองคมนตรี "อำพล" เผยทิศทางโครงการพระราชดำริ ชูทฤษฎีใหม่บันได 3 ขั้น "พึ่งตนเอง-รวมกลุ่ม-ลุยส่งออก"

เรื่อง ราวการต่อสู้กับสภาพธรรมชาติอันแร้นแค้นของเกษตรกรเมืองแปดริ้วนายแสวง  ธรรมดิษฐ เกษตรกรวัย 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 726 หมู่ 11 ต.เขาหินซ้อน อ .พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเมื่อ  10 ปีก่อนได้พยายามฟื้นบ่อทรายร้าง 8 ไร่   ซึ่งสภาพดินก้นบ่อเป็นดินทรายไม่มีธาตุอาหาร  โดยมีเจ้าหน้าที่ในโครงการพระราชดำริเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำด้านวิชาการ  กระทั่งสามารถเพาะปลูกพืชได้  ล่าสุด  นายแสวงคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ในงาน   "เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์"   จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ( สำนักงาน กปร.) ร่วมกับสำนักงบประมาณ   และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ อ.พนมสารคาม ระหว่างวันที่ 8-12 สิงหาคมนี้

นาย แสวงกล่าวว่า ครอบครัวมีพื้นที่ทำกินจำนวน 38 ไร่   แต่สภาพภูมิประเทศในพื้นที่ อ.พนมสารคาม  เป็นดินร่วนปนทรายความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดินค่อนข้างต่ำ  เกษตรกรส่วนใหญ่จึงปลูกมันสำปะหลัง เพราะเป็นพืชไร่ที่ปลูกง่ายที่สุด   แต่ผลผลิตที่ได้ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย  ประกอบกับการขยายตัวของชุมชนเมืองอย่างรวดเร็ว เมื่อประมาณ 20 ที่ผ่านมา  ซึ่งมีความต้องการทรายจำนวนมาก   เพื่อนำไปใช้ในธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ นายแสวงมองว่า  ในเมื่อปลูกมันสำปะหลังได้เงินไม่ดี  ก็ตัดสินใจขายทราย  โดยให้พ่อค้านำรถแบ็คโฮมาขุดทรายในที่ดินจำนวน 8 ไร่  กระทั่งกลายเป็นบ่อขนาดใหญ่กินเนื้อที่ถึง 8 ไร่ และลึกประมาณ 6 เมตร  ทั้งนี้ พื้นที่บริเวณรอบๆ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ  ก็มีบ่อทรายลักษณะนี้ รวมแล้วกว่า 1 หมื่นไร่  ส่วนใหญ่มีความลึกเฉลี่ยประมาณ 3-6 เมตร

"ในอดีตเกษตรกรไม่มีทางเลือกมากนัก  พอปลูกพืชไม่ได้ผลก็ต้องดิ้นรนหาเงินทองด้วยวิธีอื่น  ซึ่งการขายทรายในที่ดินของตัวเองถือเป็นวิธีที่ทำได้สะดวกที่สุด   แต่สิ่งที่ตามมาซึ่งพวกเราคาดไม่ถึงก็คือ  ทรายที่ถูกขุดออกไปจนกลายเป็นบ่อขนาดใหญ่นั้น  เราไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้เลย  เพราะดินไม่อุ้มน้ำฝนตกมาเท่าไรก็หายไปหมดในเวลาอันรวดเร็วด้วย  แม้แต่ต้นหญ้าซึ่งเป็นวัชพืชที่ทนแล้งได้ดียังไม่งอกมาให้เห็นเลย  ด้วยเหตุนี้บ่อทรายจึงถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างไร้ประโยชน์มากว่า 10 ปี"  นายแสวง กล่าว

เกษตรกรเมืองแปดริ้วกล่าวอีกว่า  ความหวังของชาวไร่ชาวนาใน อ.พนมสารคาม เริ่มจุดประกายอีกครั้งเมื่อปี  2540 หลังจากได้เข้ารับการฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ  ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ  จากนั้นจึงนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงผืนดินในบ่อทรายร้างของตนเอง  โดยยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวคือ  แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ แหล่งน้ำ นาข้าว ปลูกไม้ผล  และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ  สนับสนุนงบประมาณการขุดสระน้ำขนาด 2,000 ลูกบาศก์เมตร  เมื่อมีสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์แล้ว   ขั้นต่อมาก็ปรับปรุงบำรุงดินให้มีประสิทธิภาพตามหลักวิชาการสำหรับปลูกพืชผล  โดยใช้วิธีปลูกขุดหลุมรอบสระน้ำแล้วนำปุ๋ยหมักที่ทำจากมูลวัว มูลควาย  และเศษวัชพืชต่างๆ รองก้นหลุม จากนั้นลงมือปลูกกล้วยน้ำว้า  เพื่อให้รากต้นกล้วยดูดน้ำเก็บไว้รอบๆ กอ  ซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื้นบริเวณหน้าดิน  ต่อมาจึงปลูกมะพร้าวและตามด้วยไม้ผลอีกหลายชนิด

"สิ่ง ที่ยากที่สุดอยู่ที่การปรับปรุงดินเพื่อปลูกข้าว  เพราะต้องทำแปลงใหญ่ใช้ความอดทนสูง ผมรอเวลาให้ไม้ผลเจริญเติบโต  ในสระมีน้ำขังจนอยู่ตัว  จึงหว่านปุ๋ยพืชสดอย่างพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบเพื่อสร้างอินทรีย์วัตถุในดิน  ขั้นต่อมาใส่ปุ๋ยหมัก พยายามทำอยู่หลายปีในที่สุดก็ปลูกข้าวได้สำเร็จ  โดยพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน ได้ข้าวเปลือก 75 ถัง ถือว่าดีมาก  สำหรับการปลูกในที่ดินซึ่งครั้งหนึ่งแม้แต่หญ้าก็ขึ้นไม่ได้  ซึ่งข้าวจำนวนนี้ผมเก็บไว้กินกับภรรยาได้ตลอดปี เพราะอยู่กันเพียง 2 คน  ส่วนลูกๆ เติบโตและแยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว" นายแสวง กล่าว

เกษตรกรรายเดิมกล่าวด้วยว่า  ปัจจุบันมีรายได้จากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในบ่อทรายร้าง คือขายผลไม้ปีละ 3  หมื่นบาท เลี้ยงกบและสุกรอีก 3 หมื่นบาท นอกจากนี้การปลูกมันสำปะหลังอีก  17 ไร่ ก็ได้กำไรปีละ 1.4 แสนบาท  ส่วนการต่อสู้กับความแห้งแล้งอย่างไม่ท้อแท้   เพราะได้แรงบันดาลใจการเห็นในหลวงทรงงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย  เพื่อศึกษาและพัฒนาต้นแบบด้านต่างๆ สำหรับประโยชน์สุขพสกนิกรชาวไทย  แล้วย้อนมาดูตัวเองว่า ตนแค่ทำเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความจน  ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากหากมีความเพียรเป็นที่ตั้ง

ด้านนายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี  กล่าวว่า จุดมุ่งหมายหลักของการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  คือ การพัฒนาคนให้พออยู่พอกินและสามารถพึ่งตนเองได้  โดยการพัฒนาควรเป็นไปตามลำดับขั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง   "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ขึ้นในภูมิภาคต่างๆ  ทั่วประเทศ รวม 6 ศูนย์ ซึ่งกว่า 20 ปีที่ผ่านมา  ได้ดำเนินการทั้งด้านศึกษา ค้นคว้าทดลอง  เพื่อแสวงหาวิธีที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น  และขยายผลไปสู่ประชาชนในรูปแบบศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จในลักษณะพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ที่มีชีวิต อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 8 ทศวรรษแห่งการพัฒนา  มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการ ทั้งการพัฒนาดิน น้ำ  ป่าไม้ พัฒนาอาชีพ และพลังงานทดแทน  ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้าน  และช่วยให้ราษฎรมีชีวิตที่ดีขึ้น

"ทิศทางของโครงการพระราชดำริในอนาคตนั้น  คาดว่ามุ่งเน้นศึกษาการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ทฤษฎีใหม่แบบบันได 3 ขั้น คือ  ขั้นแรก สอนให้คนรู้จักการพึ่งพาตนเองเพื่อความอยู่รอด ขั้นที่สอง  เรียนรู้การรวมกลุ่มไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน  เพื่อจำหน่ายผลผลิต ขั้นที่สาม  ประสานความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์สำหรับช่วยกลุ่มเกษตรกรสำหรับภาคการส่งออก"  นายอำพล  กล่าว

ภาพและข่าวจาก
คมชัดลึก

ลิงค์ถาวร

 
 

 เหม่งเอ๋อ


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
เกษตรกรไทยเก่งจริงๆ
น่ายกย่องมาก
สามารถลดพื้นที่ที่ไม่มีประโยชน์พลิกฟื้นเป็นพื้นที่สร้างรายได้
ให้ 5 ดาวค่ะ
ผู้โพสต์ : เหม่งเอ๋อ [Fri, 03 Jul 2009 13:26 124.120.188.74]

 โตโต้


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
ยอด
ผู้โพสต์ : โตโต้ [Wed, 28 Oct 2009 10:21 124.157.146.39]

 วิรัตน์


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
เยี่ยมมากครับ ดีกว่านักการเมืองบางคนอีก เงินเดือนเป็ฯแสน แต่กลับไม่ทำรัยเลย ...ขอเชิดชูครับ
ผู้โพสต์ : วิรัตน์ [Thu, 12 Nov 2009 13:09 202.28.51.71]

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 4 Re: วิรัตน์
กว่าจะเงินเดือนเป็นแสน ต้องลงทุนเป็นล้านอ่ะครับ คงต้องถอนทุนก่อนนะครับ แต่ถอนเท่าไรก็ไม่พอ เพราะต้องถอนแล้วต้องเพิ่มต่อเป็นทุนต่อๆ ไป ตลอดชั่วโคตรนะครับ
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 12 Nov 2009 13:34 118.173.51.157]

 จาแคล


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
มันจะประเสริฐอะไรขนาดนั้น ถ้าจะให้เจ๋ง อีก ขอให้ท่านจงนำพาลูกหลานปฏิบัติสืบต่อไปรับรอง ท่านได้เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสืบไปแล ข้าน้อยขอสรเสริญ.....แล้วจะนำแนวไปปฏิบัติ....เพื่อประเทศไทยเจริญ...
ผู้โพสต์ : จาแคล [Fri, 20 Nov 2009 15:36 125.27.13.14]

 ทวี


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 6 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
ขอบคุณ
ผู้โพสต์ : ทวี [Wed, 24 Mar 2010 14:22 125.26.125.52]

 กระบือล่าฝัน


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
ผมชอบมากเลยผมมีอยู่ 25 ไร่ดินทรายเก็บน้ำไม่อยู่ก็เลยปล่อยไว้เซยๆ




ผู้โพสต์ : กระบือล่าฝัน [Thu, 22 Apr 2010 12:05 114.128.188.53]

 รินทร์


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
ไม่ต้องใช้ทุ่นอะไรมากขึ้นอยู่ที่ใจ และ ต้องใช้ความอดทนพยายาม มานะบากบั่นมุ่งมั่นทำในสิ่งที่เชื่อเพราะพ่อหลวงของเราได้พิสูจและทำเป็นตัวอย่างให้ประชากรของท่านได้เห็นกับตาแล้ว อันดับแรกเราก็ลองผิดลองถูกเป็นธรรมดา และก็เริ่มต้นด้วยการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ หาข้อมูลตามแหล่งต่างๆ สมควรที่จะได้รับรางวันชีวิต
ผู้โพสต์ : รินทร์ [Fri, 11 Jun 2010 11:57 58.11.72.134]

 จันเสน สุวรรณภูมิ


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
จะนำสิ่งดีๆ ไปประยุกต์ใช้ครับผม
ผู้โพสต์ : จันเสน สุวรรณภูมิ [Fri, 09 Jul 2010 08:50 118.173.245.44]

 ศศิ


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 10 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
ดีมากค่ะ กำลังจะทำทฤษฎีใหม่เหมือนกันค่ะ คุณพ่อท่านเริ่มทำจนสำเร็จบ้างในส่วนของข้าวค่ะ
ข้าวอินทรีย์ค่ะ ปรับดินมาเป็นอินทรีย์ลดต้นทุนได้เยอะจริงๆค่ะ ใช้เวลาศึกษาและทำมานานเหมือนกันค่ะเพราะท่านเป็นข้าราชการที่สนใจในเรื่องอินทรีย์และแหล่งอาหารค่ะ ไม่มีต้นทุนเรื่องปุ๋ยเคมีผลผลิตก็ดีเหลือกินก็ได้ขายค่ะ คุณลุงก็เก่งมากค่ะ นับถือค่ะ
ผู้โพสต์ : ศศิ [Wed, 21 Jul 2010 16:38 111.84.179.151]

 เกล้า


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 11 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
EM คืออะไร จำหน่ายจุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล ดังโงะ หรือ EM BALL การบำบัดน้ำเสีย ปลีก - ส่ง ของศ.ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ 0863007935 0815609691 ช่วยลดสภาวะโลกร้อนค่ะ


การทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้งด้วยจุลินทรีย์ (โบกาฉิ)


จำหน่ายจุลินทรีย์ EM กากน้ำตาล ดังโงะ หรือ EM BALL การบำบัดน้ำเสีย ปลีก - ส่ง ของศ.ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ 0864024375 0815609691 ช่วยลดสภาวะโลกร้อนค่ะ

ร้อนค่ะ มาร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมของเราให้น่าอยู่ค่ะ เป็นแบบเกตรธรรมชาติปลอดสารพิษค่ะ และประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายค่ะ


หัวเชื้อจุลินทรีย์ EM มีประโยชน์มากกว่า 10 สกุล 80 ชนิดปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินและน้ำ เป็นของศ.ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ มหาวิทยาลัยริวกิว โอกินาวา ประเทศญึ่ปุ่น


คุณประโยชน์ของ EM ที่กล่าวมานี้ได้เป็นที่รู้จักกันในแพร่หลายทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศค่ะ

ราคา ของ จุลินทรีย์ EM

EM ขวดใหญ่ 10 ลิตร ราคา 850 บาท

EM ขวด 1 ลิตร 90บาท

กากน้ำตาล 10 ลิตร 300 บาท

กากน้ำตาล 1 ลิตร 30 บาท

โบกาฉิ (ปุ๋ย) 1 กระสอบ 20 โล 300 บาท

โบกาฉิ (ปุ๋ย) ถุงละ 2 โล 30 บาท

ดังโงะ 1 ถุง 6 ลูก 60 บาท



T.0863007935 081-5609691 0864024375



-ถ้าคุณลูกค้าซื้อในปริมาณมากจะมีอัตราพิเศษส่วนลดให้ด้วยค่ะ และช่วยกันร่วมลดสภาวะโลกร้อนค่ะ ขอขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่อ่านขอมูล และขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่มาอุดหนุนค่ะ


ราคา : 90 บาท บาท



ปัจจุบัน EM ได้รับความนิยมขยายไปทั่วโลก เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์ถ้าสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และมุ่งเน้นการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทำให้การขยายการใช้ EM ไปสู่เกษตรกรและ

-องค์กรทั่วโลกกว่า 30 ประเทศ อาทิ Internationnal Nature Farming Reserch Center Movement (INFRC) JAPAN, EM Research Organization (EMRO) JAPAN, International Federation of Agriculture Moverment (IFOAM) GERMANY เป็นต้น และ California Certified Organics Farmers ประเทศสหรับอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเกษตรธรรมชาติ ได้ให้คำรับรองเมื่อ ค.ศ. 1993 ว่า เป็นวัสดุประเภทจุลินทรีย์ (Microbial Innoculant) ที่ปลอดภัยและได้ผลจริง 100%



คุณประโยชน์ของ EM ที่กล่าวมานี้ได้เป็นที่รู้จักกันในแพร่หลายทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศค่ะ


1.ด้านระบบในการกำจัดน้ำเสีย ในบริเวณบ้าน ในโรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนต่าง ๆ คู คลอง หนองบึง

2.กำจัดกลิ่นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนต่าง ๆ

3.ปรับสภาพของเสียจากครัวเรือนให้เป็นประโยชน์ ต่อสัตว์เลี้ยง และการเพาะปลูก

4.กำจัดขยะด้วยการย่อยสลายให้มีจำนวนที่ลดน้อยลงนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ได้

5..ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าทำให้การใช้ไฟฟ้าลดน้อยลง

6.ใช้ล้างผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ได้ และสามารถล้างเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นเหม็นให้ดีได้

7.ใส่กระบอกฉีดน้ำ ฉีดในห้องในที่ทำงานได้แทนการใช้สารเคมีที่มีราคาแพง ช่วยปรับสภาพอากาศเสียให้สะอาดขึ้นและลดเชื้อแบคทีเรียได้ดี

8.ใช้อาบน้ำสุนัขได้ดีไม่มี เห็บ หมัด และกลิ่นสุนัขไม่เหม็นสาบ และสามารถใส่ผสมกับน้ำให้สุนัขกินได้มูลสุนัขจะไม่มีกลิ่นเหม็น และทำให้สุนัข เจริญอาหาร

9.ใช้ทำเป็นน้ำยาผสมล้างจาน ชามได้ดี

10.ใช้ทำความสะอาดถูบ้านได้

11.ใช้ลาดในห้องน้ำ ตามท่อระบายน้ำ ห้องส้วมจะไม่มีกลิ่นเหม็น และไม่ทำให้ห้องส้วมอุดตัน บ่อเกรอะ ส้วม ห้องน้ำ ตามบ้านที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนี่ยม โรงพยาบาล โรงแรม จากตลาดสด ร้านอาหาร

12.ใช้EMผสมกับ แฟ๊บ น้ำยาซักผ้าเพื่อทำให้เสื้อผ้านิ่มรีดผ้าได้ง่ายขึ้น

13.ใช้ EM ล้างทำความสะอาดตู้เย็น แทน แฟ๊บ และน้ำยาล้างจาน

14.ใช้ล้างรถยนตร์ได้ ไม่ทำให้สีของรถเสียหาย ช่วยดักฝุ่นละอองที่มาเกาะรถได้ดี และ
เช็ดที่เบาะในข้างในรถได้ดีด้วย

15.ใช้ทำความสะอาดแผลสดได้ดี นำEMสดทาบริเวณที่เป็นบาดแผล เวลาโดนของมีคมบาด เช่น มีด

16.หรือโดนน้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้ ทำ EM สด ได้จะทำให้แผลเย็น แล้วไปพบแพทย์

17.ทาEM สด ในกรณี โดนยุงกัด รักษาอาการคัน ผื่น ผด ลมพิษ ขึ้นตามผิวหนัง เพราะทาบริเวณ แขน หรือตามผิวหนังจะทำให้เย็น และหายคันได้ ผื่นก็จะหายไป

18.ใช้สระผมหมักก่อนสระผม จะทำให้ผมนิ่มสลวย และไม่มีรังแค

19.ใช้เช็ดหน้าล้างเครื่องสำอางให้สะอาด แทนการใช้สารเคมี

20.ประหยัดค่าใช้จ่าย - ลดต้นทุนการผลิต -เพิ่มรายได้

21.บำบัดน้ำเสีย กำจัดคราบไขมัน กำจัดขี้เลนก้นบ่อ เพิ่มอ๊อกซิเจนในน้ำ

22.ช่วยให้สัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อแข็งแรง

23.ย่อยสลายกากของเสีย ที่เป็นอินทรีย์ในบ่อเกาะ-บ่อบำบัดน้ำเสีย อย่างได้ผล

24.ปลอดภัยต่อชีวิต และลดสภาวะโลกร้อนด้วยค่ะ

25.วิธีการใช้จุลินทรีย์ กำจัดกลิ่นเน่าเสีย กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว กลิ่นสาบ ฯลฯ จากสิ่งปฏิกูลต่างๆ



คุณสมบัติพิเศษของน้ำจุลินทรีย์

1. ใช้ล้างห้องน้ำ – ห้องครัว

2. ดับกลิ่นห้องน้ำ – ราดโถปัสสาวะขจัดคราบ

3. ราดโถส้วมทำให้ไม่เต็มเร็ว ประหยัดค่าดูดส้วมอย่างเห็นได้ชัด

4. ราดที่อ่างล้างหน้า- ล้างจาน บริเวณที่เตรียมอาหารจะช่วยไล่แมลงวัน แมลงสาปและหนู

5. ราดท่อน้ำร่องน้ำช่วยลดการอุดตัน ช่วยกำจัดกลิ่นในท่อน้ำทิ้ง

6. ผสมน้ำรดน้ำต้นไม้ ช่วยบำรุงดิน เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน

7. ผสมน้ำอาบน้ำสัตว์เลี้ยงในน้ำสุดท้ายช่วยลดกลิ่นสาปอันเนื่องมาจากไขมันใต ้ขุมขน (สุนัขขี้เรื้อน อาบแล้วขนจะขึ้น) ทำให้แมลงวันไม่มารบกวนสัตว์เลี้ยง

8. สเปรย์เข้าในบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง จะช่วยปรับสภาพน้ำไม่เน่าเสีย สัตว์น้ำจะแข็งแรงไม่มีโรค

9. ใช้ทาหน้ายางพาราหลังกรีดยาง จะช่วยให้หน้ายางขึ้นมาเรียบเสมอและผิวนิ่ม เพราะจุลินทรีย์จะช่วยป้องกันเชื้อราได้

10. ตัดวงจรชีวิตของแมลงวัน (ทำให้แมลงวันเป็นหมัน)

11. ใช้ล้างเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นคาวก่อนการประกอบอาหาร

ประโยชน์โดยทั่วไปของจุลินทรีย์

ด้านการเกษตร
12. ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ในดินและน้ำ

13. ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ ให้เป็นอาหารแก่พืช พืชจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย โดยไม่สูญเสียพลังงานมาก

14. ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและให้อากาศผ่านได้อย่างเหมาะสม

15. ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศัตรูพืช และโรคระบาดต่าง ๆ

16 ช่วยสร้างฮอร์โมนแก่พืช เพื่อให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีขึ้น

17. ช่วยให้ผลผลิตคงทน สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานมีประโยชน์ต่อการขนส่งไกล ๆ เช่น ส่งออกต่างประเทศ

18. ช่วยให้ระบบนิเวศวิทยา หรือวงจรธรรมชาติ กลับคืนมา

ด้านปศุสัตว์

19. ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากฟาร์มปศุสัตว์ เช่น ไก่ และ สุกร
20. ช่วยบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มปศุสัตว์

21.ช่วยป้องกันโรคระบาดต่าง ๆ ในสัตว์ แทนยาปฏิชีวนะและอื่น ๆ ได้

22. ช่วยกำจัดแมลงวันด้วยการตัดวงจรชีวิตของหนอนแมลงวันไม่ให้เข้าดักแด้เกิดเ ป็นแมลงวัน

23.ช่วยเสริมสุขภาพสัตว์เลี้ยง ทำให้สัตว์แข็งแรง มีความต้านทานต่อโรค ให้ผลผลิตสูงและอัตราการตายต่ำ

ด้านการประมง

24. ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้

25.ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำซึ่งเป็นอันตรายต่อ กุ้ง ปลา หรือสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่เลี้ยงได้

26. ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ เลนไม่เน่าเหม็น สามารถนำไปผสมเป็นปุ๋ยหมักใช้กับพืชต่าง ๆ ได้ดี

ด้านสิ่งแวดล้อม

27. ช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร การปศุสัตว์ การประมง โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชมและสถานประกอบการ ทั่วไป

28 ช่วยกำจัดกลิ่นขยะ ฟาร์มปศุสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนต่าง ๆ

29. ปรับสภาพของเสีย เช่น เศษอาหารจากครัวเรือนให้เป็นประโยชน์ต่อการเลี้ยงสัตว์ และการเพาะปลูก

30. กำจัดขยะด้วยการย่อยสลายให้มีจำนวนน้อยลง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้

31. ช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดใส และมีสภาพดีขึ้น


----หากทุกครัวเรือน ทุกสถานประกอบการ เช่น ร้านอาหาร หอพัก ภัตตาคารต่าง ๆ ใช้น้ำจุลินทรีย์นี้แทนเคมี ก็จะช่วยการบำบัดน้ำเน่าเสียได้

จุลินทรีย์ดับกลิ่นสุนัข-แมวและสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ

น้ำจุลินทรีย์ สามารถนำไปประยุกต์ในการดับกลิ่นสัตว์เลี้ยงได้หลากหลาย เช่น ดับกลิ่นสาบ กลิ่นคาวของสุนัขและแมว และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ


EM จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ

EM กลุ่มจุลลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพและให้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม โดยกลุ่มจุลินทรีย์ที่ได้รับคัด และเลือกสรรเป็นอย่างดีจากธรรมชาติที่มัประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมมารวมกัน

EM คืออะไร

EM ย่อมาจาก Effective Microorganisms หมายถึง กลุ่ม จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ

ซึ่ง ศ.ดร.เทรูโอะ ฮิงะ นักวิทยาศาตร์ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาวา
ประเทศญี่ปุ่น ได้ศึกษาแนวคิดเรื่อง "ดินมีชีวิต" ของท่านโมกิจิ โอกะดะ (พ.ศ.2425-2498)

บิดาแห่งเกษตรธรรมชาติของโลก จากนั้น ดร.ฮิงะ เริ่มค้นคว้าทดลองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 และค้นพบ
EM เมื่อปี พ.ศ. 2526 ท่านอุทิศทุ่มเทการทำวิจัยพบว่ากลุ่มจุลินทรีย์นี้ใช้ได้ผลจริง หลังจากนั้น
ศาสตราจารย์ วาคุกามิ ได้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย โดยท่านประธาน มูลนิธิบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ด้วยกิจกรรมทางศาสนา หรือ (คิวเซ แปลว่า ช่วยเหลือโลก) ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี


จากการค้นคว้าพบความจริงเกี่ยวกับจุลินทรีย์ว่ามี 3 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโรคทำให้เกิดโรคมีประมาณ 10 %

2. กลุ่มทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรคมี ประมาณ 10%

3.กลุ่มกลางมีประมาณ 80 % จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใดมีจำนวนมากกว่า กลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือร่วมด้วย

ดังนั้น การเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดินก็เพื่อให้กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวน มากกว่า ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโคลงสร้างของดินให้กลับมีพลังขึ้นมา อีก หลังจากที่ถูกทำลาย

สารเคมีจนตายไป จุลินทรีย์มี 2 ประเภท

1. ประเภทต้องการอากาศ (Aerobic Bacteria)
2. ประเภทไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic Bacteria)

จุลินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกัยได้ จากการค้นคว้าดังกล่าวได้มีการนำเอาจุลินทรีย์ที่ได้รับการคัดและเลือกสรร อย่างดีจากธรรมชาติที่มีประโยชน์

ต่อพืชสัตว์ และสิ่งแวดล้อม มารวมกัน 5 กลุ่ม (Famillies) 10 จีนัส (Genues) 80 ชนิด (Spicies) ได้แก่

กลุ่มที่ 1

เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย (Filamentous fungi) ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจนมีคุณสมบัติต้านมานความร้อนได้ดี ปกติใช้เป็นหัวเชื้อผลิตเหล้า ผลิตปุ๋ยหมัก ฯลฯ

กลุ่มที่ 2

เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms) ทำหน้าที่สงเคราะห์
สารอินทรีย์ให้แก่ดิน เช่น ไนโตรเจน กรดอะมิโน (Amino acids) น้ำตาล (Sugar) วิตามิน (Vitamins)
ฮอร์โมน (Hormones) และอื่นๆ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดิน

กลุ่มที่ 3

เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก (Zynogumic หรือ Fermented Microorganisms)

ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ต้านทานโรค (DiseasesResistant) เข้าสู่วงจรการย่อยสลายได้ดี
ช่วยลดการพังทลายของดินป้องกัน โรคและแมลงศัตรูพืชบางชนิดของพืชและสัตว์ สามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสีย ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ ได้

กลุ่มที่ 4

เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixing microorganisms) มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่าย (Algae)
และพวกแบคทรีเรีย (Bacteria) ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ เพื่อให้ดินผลิตสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต
เช่น โปรตีน (Protein) กรดอินทรีย์ (Organic acids) กรดไขมัน (Fatty acids) แป้ง (Starch หรือ Carbohydrates)
ฮอร์โมน (Hormones) วิตามิน (Vitamins)ฯลฯ

กลุ่มที่ 5

เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก (Lactic acids) มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อราและแบคทรีเรียที่เป็นโทษ ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพดินเน่าเปลื่อยและดินก่อโรค ให้เป็นดินที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีจำนวนนับแสนหรือทำให้หมดไป นอกจากนี้ยังช่วยย่อยสลายเปลือกเมล็ดพืช
ช่วยให้เมล็ดงอกงาม และแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของ EM

EM เป็นจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มที่มีประโยชน์หรือเรียกว่ากลุ่มธรรมะ ดังนั้นจะใช้

EM ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอว่า EM เป็นสิ่งที่มีชีวิต และมีลักษณะดังนี้

1. ต้องการที่อยู่เหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไปอยู่ในอุณภูมิปกติ

2. ต้องการอาหารจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และสารประกอบอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอัตรายต่อสิ่งมีชีวิต

3. เป็นจุลินทรีย์จากธรรมชาติ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมี และยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้

4. เป็นต้นเอื้อประโยชน์แก่พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

5. EM จะทำงานในที่มืดได้ดี ดังนั้นควรใช้ช่วงเย็นของวันเป็นตัวทำลาย ความสกปรกทั้งหลาย

การดูแลรักษา

1. หัวเชื้อ EM สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปี โดยปิดฝาให้สนิท

2. อย่าทิ้ง EM ไว้กลางแดด และอย่าเก็บไว้นตู้เย็นเก็บรัษาไว้ในอุณภูมิปกติ

3. ทุกครั้งที่แบงไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท เพื่อไม่ให้เชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ในอากาศที่เป็นโทษเข้าไปปะปน

4. การนำ EM ไปขยายต่อ ควรใช้ภาชนะที่สะอาดและใช้ให้หมดในระยะเวลาที่เหมาะสม

ข้อสังเกตพิเศษ

1. หาก EM เปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่า ถือว่า EM ตายไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกให้นำ

EM ที่เสียผสมน้ำรดกำจัดหญ้าและวัชพืชที่ไม่ต้องการได้

2. กรณีเก็บไว้นานๆ จะมีฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ แสดงว่า EM พักตัว เมื่อเข่ยาภาชนะฝ้าขาวจะสลายตัว
กลับไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิมนำไปใช้ได้

3. เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำกากน้ำตาล จะมีกลิ่นหอม และเป็นฟองขาวๆ ภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่มีฟองน้ำนิ่งสนิท

แสดงว่า การหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล

จุลินทรีย์ EM มีประโยชน์อย่างไร

จะเห็นได้ว่าจุลินทรีย์ EM มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในด้านการผลิตอาหารที่ปลอดจากสารเคมี
จุลินทรีย์จะมีบทบาทที่ช่วยจทดแทน การใช้สารเคมีได้มาก

การใช้จุลินทรีย์สด หรือ EM สด หมาบถึง การใช้จุลินทรีย์ (EM) จากโรงงานผลิต ผู้จำหน่ายที่ยังไม่ได้แปลสภาพ

วิธีใช้และประโยชน์ของ EM สด

1. ใช้กับพืช (ปุ๋ยน้ำ)

- ผสมน้ำในอัตรา 1 : 1000 (EM 1 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 10
ลิตร) ใช้ฉีดพ่น รด ราด พืชต่างๆ ให้ทั่วพื้นดิน ลำต้น กิ่ง ใบ และนอกทรงพุ่ม

- พืช ผัก ฉีดพ่น รด ราด ทุก 3 วัน

- ไม้ดอกไม้ประดับเดือนละ1ครั้งการใช้จุลินทรีย์สดในดินควรมีอินทรียวัตถุปก คลุมด้วยเช่นฟางแห้งใบไม้แห้ง

เป็นต้นเพื่อรักษาความชื้นและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ต่อไป

2. ใช้ในการทำ EM ขยายปุ๋ยแห้ง

3. ใช้กับสัตว์ (ไม่ต้องผสมกากน้ำตาล)

- ผสม EM 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 200 ลิตรให้สัตว์กินทำให้แข็งแรง

- ผสม EM 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 10 ลิตรใช้พ่นคอกให้สะอาดกำจัดกลิ่น

- หากสัตว์เป็นโรคทางเดินอาหารให้กิน EM สด 1 ช้อนโต๊ะผสมกับอาหารให้ สัตว์กินฯลฯ

4. ใช้กับสิ่งแวดล้อม

- ใส่ห้องน้ำห้องส้อมและในโถส้อมทุกวัน วันละ 1 ช้อนโต๊ะ (หรือสัปดาห์1/2แก้ว) ช่วยให้เกิดการย่อยสลายไม่มีกากทำให้ส้อมไม่เต็ม

- ใช้กำจัดกลิ่นด้วยการผสมน้ำและกากน้ำตาลในอัตราส่วน1:1 1000(EM1ช้อนโต๊ะ:น้ำ1ลิตร)ฉีดพ่นทุก3วัน

- บำบัดน้ำเสีย 1:100หรือEM2ช้อนโต๊ะ:น้ำ200ลิตร

- ใช้กำจัดเศษอาหารหรือทำปุ๋ยน้ำจากเศษอาหาร

- แก้ไขท่ออุดตันEM1ช้อนโต๊ะใส่5-7วัน/ครั้ง

- ฉีดพ่นปรับอากาศในครัวเรือน

- กำจัดกลิ่นในแหล่งน้ำใช้ฉีดพ่น หรือ ราดลงไปใน

แหล่งน้ำ 1 ลิตร : 10 ลบ.ม. กลิ่นจากของแห้ง แข็ง มีความชื้นต่ำแล้วแต่สภาพความแห้ง หรือความเหม็น โดยผสมน้ำ 1 : 100 หรือ 200 หรือ 500 ส่วนขยะแห้งประเภทกระดาษใบตอง เศษอาหาร ใช้ฉีดพ่น อัตรา

EM ขยาย 1ส่วยผสมน้ำ 500 ส่วน หรือ EM ขยาย 1 ลิตร : น้ำ 500 ลิตร

วีธีใช้และประโยชน์ EM ขยาย

1.ใช้กับพืชเหมือน EM สด

2.ใช้กับสัตว์

-ผสมน้ำ 1 : 100 ฉีดพ่นคอก กำจัดแมลงรบกวน
-ผสมน้ำ 1 : 1000 ล้างคอก กำจัดกลิ่น
-ผสมน้ำในอัตรา 1 : 500 หรือ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำ 10 ลิตร เพื่อหมักหญ้าแห้ง ฟางแห้งเป็นอาหารสัตว์

3.ใช้ทำปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยแห้ง เหมือนใช้ EM สด








การทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้งด้วยจุลินทรีย์ (โบกาฉิ)คืออะไร

การทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้งคือ การนำ EM มาหมักกับอินทรีย์วัตถุเป็นการขยายจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพให้มีจ ำนวนมากขึ้นแข็งแรงขึ้น และฟักตัวอยู่ในอินทรีย์วัตถุเพื่อนำไปใช้ปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย มีธาตุอาหารที่สำคัญเหมาะแก่การเพาะปลูก และยังใช้กับการเลี้ยงสัตว์ได้ด้วย

ส่วนผสม

1. มูลสัตว์แห้ง 1 ส่วน หรือ 1 กระสอบ เช่น ไก่ สุกร เป็ด ค้างคาว วัว ฯลฯ
2. แกลบดิบ หรือฟางแห้ง หรือหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้ง หรือผักตบชวาแห้ง หรือขี้เลื่อย 1 ส่วน หรือ 1 กระสอบ
3. รำละเอียด หรือมันสำปะหลังป่น หรือคายข้าว 1 ส่วน หรือ 1 กระสอบ
4. EM+กากน้ำตาล อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตร หรือ 1 ถัง คนให้เข้ากัน

วิธีทำ



1. คลุกรำละเอียดกับมูลสัตว์ที่บดหรือย่อยให้เล็กเข้าด้วยกัน
2. นำแกลบดิบหรือวัสดุที่ใช้แทนจุ่มลงในถังน้ำที่ผสม EM+กากน้ำตาลไว้ ช้อนเอามาคลุกกับรำและมูลสัตว์ที่ผสมไว้แล้วคลุกส่วนผสม ทั้งหมดให้เข้ากัน
3. ความชื้นให้ได้ 40-50% สังเกตจากการทำส่วนผสมเมื่อบีบเป็นก้อนจะไม่มีน้ำไหลออกตามง่ามนิ้วมือ และแตกเมื่อคลายมือออก หรือ แตกออกเมื่อทิ้งลงพื้น แสดงว่าใช้ได้
4. นำส่วนผสมใส่ลงในกระสอบ หรือถุงปุ๋ย หรือถุงอาหารสัตว์ที่อากาศถ่ายเทได้ ปริมาณ 3/4 ของกระสอบแล้วมัดปากกระสอบให้แน่น พลิกกระสอบทุกวันครบ 6 ด้าน วันที่ 2-3 จับกระสอบดูจะร้อนอุณหภูมิประมาณ 40-45 องศาเซลเซียส วันที่ 4-5 จะค่อย ๆ เย็นลงจนอุณภูมิปกติ เปิดกระสอบดูจะได้ปุ๋ยแห้งร่วนนำไปใช้ได้

5. หากไม่มีกระสอบหรือทำปริมาณมาก เมื่อผสมกันดีแล้วให้นำไปกองบนกระสอบป่านหรือฟางแห้งที่ใช้รองพื้นหนาประม าณ 1 ฟุต แล้วคลุมด้วยกระสอบหรือสแลนกันแดดกลับส่วนผสมวันละ 1-2 ครั้ง ให้อากาศถ่ายเททั่วถึงทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ดูให้อุณหภูมิปกติปุ๋ยแห้งร่วนดี ให้เก็บใส่ถุงไว้ใช้ต่อไป


ประโยชน์ของการกลับกองปุ๋ยหมัก



1. เพื่อให้การหมักทั่วถึง
2. ทำให้แห้งเร็ว
3. ไม่จับเป็นก้อนแข็ง ง่ายต่อการนำไปใช้

การเก็บรักษา



เก็บปุ๋ยแห้งไว้ในที่ร่ม ไม่ให้ถูกแสงแดด หรือฝน หรือที่มีความชื้น เก็บรักษาได้ประมาณ 1 ปี

วิธีใช้

1. ปุ๋ยแห้งที่หมักด้วย EM จะร่วนและมีกลิ่นหอมเหมือนเชื้อเห็ด
2. ใช้ในการเตรียมดินปลูกพืชดังนี้
2.1 รองก้นหลุมปลูกประมาณ 2 กำมือ
2.2 คลุกผสมดินในหลุมปลูก 2 กำมือ
2.3 รองก้นแปลง (แหวะท้องหมู) ตารางเมตรละ 1 กำมือ
2.4 หว่านในแปลงพืชหรือนาข้าวตารางเมตรละ 1 กำมือแล้วใช้ปุ๋ยน้ำฉีดพอชุ่ม
3. ใช้หลังการเพาะปลูกแล้ว
3.1 แปลงผักใส่ระหว่างแนวผักตารางเมตรละ 1 กำมือ
3.2 ไม้ต้นใส่ใต้ทรงพุ่มตารางเมตรละ 1 กำมือ
3.3 ไม้กระถางโรยใส่ลงในกระถางประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
4. ใช้ในการเลี้ยงสัตว์
4.1 ผสมอาหารสัตว์ เช่น ไก่ หมู วัว ฯลฯ
4.2 บำบัดน้ำเสียและสร้างอาหารในน้ำ ในบ่อปลา ในบ่อกุ้ง บ่อตะพาบน้ำ ฯลฯ
5. ใช้กับสิ่งแวดล้อม ใช้บำบัดน้ำเสีย กำจัดกลิ่น
หมายเหตุ หลังจากการใส่ปุ๋ยแห้งแล้วควรฉีดพ่น รด ราด ด้วย EM ผสมน้ำ+กากน้ำตาล (ยกเว้น ที่ใช้กับสัตว์ให้ใช้วัสดุแทน) และไม่ควร ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง สารเคมีทุกชนิด ยาฆ่าเชื้อใด ๆ ทุกชนิด

การทำปุ๋ยเม็ด


1. นำปุ๋ยหมัก(โบกาฉิ)ที่ผสมเสร็จแล้วมาบดให้ละเอียด
2. นำแป้งเปียกมาผสมให้เข้ากัน
3. นำเข้าเครื่องอัดเม็ด
4. ผึ่งลมให้แห้งแล้วเก็บใส่ถุงหรือภาชนะหรือนำไปใช้


การทำจุลินทรีย์ขยาย(EM ขยาย)

EM ขยายคืออะไร
การขยายจำนวนจุลินทรีย์สด(EM สด)ที่มีอยู่ให้ได้จำนวนปริมาณมากขึ้น หรือการทำให้จุลินทรีย์ที่แข็งแรงมีประสิทธิภาพและเพิ่มจำนวนขึ้น เป็นการลดต้นทุน และมีคุณภาพเทียบเท่าจุลินทรีย์สด(EM สด) โดยสามารถทำได้ 3 รุ่น(จาก EM สด(รุ่นแม่) ไปสู่ รุ่นลูก-รุ่นหลาน-รุ่นเหลน)

ส่วนผสม


1. EM สด 2 ช้อนโต๊ะ
2. กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำสะอาด 1 ลิตร

วิธีทำ


1. ใส่น้ำสะอาดในภาชนะที่ต้องการ เช่น ขวดพลาสติกที่มีฝาเกลียวตามส่วน(ไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นแก้วเพราะเมื่อจุลิ นทรีย์เพิ่มจำนวน จะเกิดแก๊สทำให้แตกได้)
2. ใส่ EM สดและกากน้ำตาลลงในน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ปิดฝาให้สนิท
3. เขย่าให้ละลายเข้ากัน หมักทิ้งไว้ 3 วัน และนำไปใช้ได้

วิธีใช้


1. นำไปใช้เหมือน EM สด (ยกเว้น การให้สัตว์กิน การฉีดพ่นเพื่อปรับอากาศ ไม่ต้องใส่กากน้ำตาล)

ข้อสังเกต

1. ควรคลายฝาเกลียวทุก ๆ 3 วันเพื่อระบายแก๊สออกจากภาชนะ
2. ควรใช้ให้หมดภายใน 3 เดือน
3. เมื่อครบ 3 วันหรือสังเกตว่า EM แข็งแรง(เขย่าและมีฟองอากาศหรือฟองแก๊ส)ให้นำไปขยายได้อีก 2 รุ่น(รุ่นหลาน-รุ่นเหลน)
4. ถ้าใช้ EM กับสัตว์ทุกชนิดควรผสมกับวัสดุที่ใช้แทนกากน้ำตาล(รายละเอียดตามข้างล่างน ี้)

วัสดุที่ใช้แทนกากน้ำตาล (1 ช้อนโต๊ะ)


- น้ำอ้อย น้ำตาลสด น้ำมะพร้าว น้ำซาวข้าว น้ำตาลทรายแดงผสมน้ำเข้มข้น น้ำผลไม้คั้นสด ๆ เช่น น้ำส้ม น้ำสับปะรด ฯลฯ ที่ไม่ใส่สารกันบูด อย่างใดอย่างหนึ่งแทนกากน้ำตาลปริมาณ 1/4 แก้ว
- นมข้นหวาน หรือนมเปรี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปัสสาวะ 1/2 แก้ว



การทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้งด้วยจุลินทรีย์ (โบกาฉิ)



การทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้งด้วยจุลินทรีย์ (โบกาฉิ)คืออะไร
การทำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยแห้งคือ การนำ EM มาหมักกับอินทรีย์วัตถุเป็นการขยายจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพให้มีจ ำนวนมากขึ้นแข็งแรงขึ้น และฟักตัวอยู่ในอินทรีย์วัตถุเพื่อนำไปใช้ปรับปรุงสภาพดินให้ร่วนซุย มีธาตุอาหารที่สำคัญเหมาะแก่การเพาะปลูก และยังใช้กับการเลี้ยงสัตว์ได้ด้วย

ส่วนผสม



1. มูลสัตว์แห้ง 1 ส่วน หรือ 1 กระสอบ เช่น ไก่ สุกร เป็ด ค้างคาว วัว ฯลฯ
2. แกลบดิบ หรือฟางแห้ง หรือหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้ง หรือผักตบชวาแห้ง หรือขี้เลื่อย 1 ส่วน หรือ 1 กระสอบ
3. รำละเอียด หรือมันสำปะหลังป่น หรือคายข้าว 1 ส่วน หรือ 1 กระสอบ
4. EM+กากน้ำตาล อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตร หรือ 1 ถัง คนให้เข้ากัน

วิธีทำ



1. คลุกรำละเอียดกับมูลสัตว์ที่บดหรือย่อยให้เล็กเข้าด้วยกัน
2. นำแกลบดิบหรือวัสดุที่ใช้แทนจุ่มลงในถังน้ำที่ผสม EM+กากน้ำตาลไว้ ช้อนเอามาคลุกกับรำและมูลสัตว์ที่ผสมไว้แล้วคลุกส่วนผสม ทั้งหมดให้เข้ากัน
3. ความชื้นให้ได้ 40-50% สังเกตจากการทำส่วนผสมเมื่อบีบเป็นก้อนจะไม่มีน้ำไหลออกตามง่ามนิ้วมือ และแตกเมื่อคลายมือออก หรือ แตกออกเมื่อทิ้งลงพื้น แสดงว่าใช้ได้
4. นำส่วนผสมใส่ลงในกระสอบ หรือถุงปุ๋ย หรือถุงอาหารสัตว์ที่อากาศถ่ายเทได้ ปริมาณ 3/4 ของกระสอบแล้วมัดปากกระสอบให้แน่น พลิกกระสอบทุกวันครบ 6 ด้าน วันที่ 2-3 จับกระสอบดูจะร้อนอุณหภูมิประมาณ 40-45 องศาเซลเซียส วันที่ 4-5 จะค่อย ๆ เย็นลงจนอุณภูมิปกติ เปิดกระสอบดูจะได้ปุ๋ยแห้งร่วนนำไปใช้ได้
5. หากไม่มีกระสอบหรือทำปริมาณมาก เมื่อผสมกันดีแล้วให้นำไปกองบนกระสอบป่านหรือฟางแห้งที่ใช้รองพื้นหนาประม าณ 1 ฟุต แล้วคลุมด้วยกระสอบหรือสแลนกันแดดกลับส่วนผสมวันละ 1-2 ครั้ง ให้อากาศถ่ายเททั่วถึงทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ดูให้อุณหภูมิปกติปุ๋ยแห้งร่วนดี ให้เก็บใส่ถุงไว้ใช้ต่อไป

ประโยชน์ของการกลับกองปุ๋ยหมัก


1. เพื่อให้การหมักทั่วถึง
2. ทำให้แห้งเร็ว
3. ไม่จับเป็นก้อนแข็ง ง่ายต่อการนำไปใช้

การเก็บรักษา


เก็บปุ๋ยแห้งไว้ในที่ร่ม ไม่ให้ถูกแสงแดด หรือฝน หรือที่มีความชื้น เก็บรักษาได้ประมาณ 1 ปี

วิธีใช้


1. ปุ๋ยแห้งที่หมักด้วย EM จะร่วนและมีกลิ่นหอมเหมือนเชื้อเห็ด
2. ใช้ในการเตรียมดินปลูกพืชดังนี้
2.1 รองก้นหลุมปลูกประมาณ 2 กำมือ
2.2 คลุกผสมดินในหลุมปลูก 2 กำมือ
2.3 รองก้นแปลง (แหวะท้องหมู) ตารางเมตรละ 1 กำมือ
2.4 หว่านในแปลงพืชหรือนาข้าวตารางเมตรละ 1 กำมือแล้วใช้ปุ๋ยน้ำฉีดพอชุ่ม
3. ใช้หลังการเพาะปลูกแล้ว
3.1 แปลงผักใส่ระหว่างแนวผักตารางเมตรละ 1 กำมือ
3.2 ไม้ต้นใส่ใต้ทรงพุ่มตารางเมตรละ 1 กำมือ
3.3 ไม้กระถางโรยใส่ลงในกระถางประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ
4. ใช้ในการเลี้ยงสัตว์
4.1 ผสมอาหารสัตว์ เช่น ไก่ หมู วัว ฯลฯ
4.2 บำบัดน้ำเสียและสร้างอาหารในน้ำ ในบ่อปลา ในบ่อกุ้ง บ่อตะพาบน้ำ ฯลฯ
5. ใช้กับสิ่งแวดล้อม ใช้บำบัดน้ำเสีย กำจัดกลิ่น
หมายเหตุ หลังจากการใส่ปุ๋ยแห้งแล้วควรฉีดพ่น รด ราด ด้วย EM ผสมน้ำ+กากน้ำตาล (ยกเว้น ที่ใช้กับสัตว์ให้ใช้วัสดุแทน) และไม่ควร ใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง สารเคมีทุกชนิด ยาฆ่าเชื้อใด ๆ ทุกชนิด

การทำปุ๋ยเม็ด

1. นำปุ๋ยหมัก(โบกาฉิ)ที่ผสมเสร็จแล้วมาบดให้ละเอียด
2. นำแป้งเปียกมาผสมให้เข้ากัน
3. นำเข้าเครื่องอัดเม็ด
4. ผึ่งลมให้แห้งแล้วเก็บใส่ถุงหรือภาชนะหรือนำไปใช้


การทำซุปเปอร์โบกาฉิผสมอาหารสัตว์


ส่วนผสม

1. เปลือกหอยป่น 2 ขีด
2. กระดองปูม้า, ปูทะเลป่น 2 ขีด
3. กระดูกสัตว์ป่น 2 ขีด
4. แกลบเผา 2 ขีด
5. ปลาป่น 6 กก.
6. กากถั่ว 6 กก.
7. รำละเอียด 20 กก.
8. EM 1 ช้อนโต๊ะ
9. กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
10. น้ำสะอาด 5 ลิตร
11. กระสอบป่าน 1 ใบ
12. ถุงพลาสติกดำ 1 ใบ

วิธีทำ


1. ผสมวัสดุทั้งหมดให้เข้ากันดี (1)
2. ละลาย EM+กากน้ำตาล น้ำให้เข้ากัน นำไปพ่นฝอย ๆ บนส่วนผสมในข้อ (1) แล้วคลุกให้เข้ากันให้ความชื้นไม่เกิน 40%
3. นำส่วนผสมบรรจุลงในกระสอบป่านผูกปากให้แน่น จากนั้นใส่ลงในถุงพลาสติกดำอีกชั้นหนึ่งมัดปากถุงให้แน่นหมักทิ้งไว้ 3 วัน
4. ครบ 3 วันแล้ว นำกระสอบป่านออกจากถุงพลาสติกดำแล้วตั้งทิ้งไว้ในที่ร่มอีก 3 วัน สังเกตจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและเย็นลง ให้กลับกระสอบทุกวันเพื่อไม่ให้ความชื้นในกระสอบลงไปกองด้านใดด้านหนึ่งจะ จับเป็นก้อนแข็งได้

วิธีใช้


1. ใช้ผสมอาหารสัตว์ เช่น หมู ไก่ ปลา กุ้ง กบ ฯลฯ ในอัตรา 2 % ของอาหารที่ให้แต่ละครั้ง หรือ 2 กก.ต่ออาหารสัตว์ 100 กก.
2. นำใส่ถุงผ้าละลายน้ำในอัตราส่วน 1/2 กก.ต่อน้ำ 100 ลิตร ทำเป็นน้ำ "โบกาฉิ" หมักไว้ 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำไปรดพืช ผักต่าง ๆ จะทำให้พืชผักที่ปลูกใหม่ ๆ ฟื้นตัวและโตเร็ว
3. นำใส่แปลงพืชตารางเมตรละ 1 กำมือ (100 กรัมต่อ 1 ตารางเมตร)
4. ใช้หว่านในบ่อน้ำเพื่อช่วยปรับสภาพน้ำที่เน่าเสียให้กลับดีขึ้น หรือช่วยทำให้น้ำที่ดีอยู่แล้วไม่เน่าเสียได้

การทำฮอร์โมนผลไม้

ส่วนผสม


1. มะละกอสุก 2 กก.
2. ฟักทองแก่จัด 2 กก.
3. กล้วยน้ำว้าสุก 2 กก.
4. EM 250 ซีซี หรือ 1 แก้ว หรือ 25 ช้อนโต๊ะ
5. กากน้ำตาล 250 ซีซี หรือ 1 แก้ว หรือ 25 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำสะอาด 10 ลิตร

วิธีทำ

1. หั่นมะละกอ ฟักทอง กล้วยทั้งเปลือกและเมล็ดเข้าด้วยกันใส่ในถังพิทักษ์โลก (ดูรายละเอียดในวิธีทำ) หรือถังพลาสติก หรือภาชนะดินเคลือบ
2. ผสม EM กากน้ำตาลลงในภาชนะ ใส่น้ำให้ท่วมผลไม้ คลุกให้เข้ากันปิดฝา หมักไว้ 7-10 วัน
3. เมื่อเปิดฝาออก ส่วนที่เป็นไขมันเหลืองด้านบน นำไปใช้ทากิ่งตอน กิ่งปักชำ ฯลฯ ช่วยเร่งรากดีมาก
4. กรองน้ำหรือรินใส่ขวดพลาสติกฝาเกลียว เก็บไว้ใช้ได้นาน 3 เดือน

วิธีใช้

1. นำฮอร์โมน 4-5 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 10 ลิตรฉีด พ่น รด ราด ไม้ผลช่วงติดดอก ก่อนดอกบานทำให้ติดผลดี หรือฉีดเร่งการออกดอก บำรุงรากเดือนละครั้ง
2. ใช้กับพืชผักสวนครัว สัปดาห์ละครั้งสลับกับปุ๋ยน้ำ
3. นำกากที่เหลือในถังหรือภาชนะที่ใช้หมักไปใส่ต้นไม้บำรุงดิน หรือทิ้งไว้ให้แห้งทำปุ๋ยแห้งได้อีก

การทำสารไล่ศัตรูพืช(สุโตจูหรือ EM 5)

ส่วนผสม

1. เหล้าขาวไม่เกิน 40 ดีกรี 2 แก้ว
2. น้ำส้มสายชูกลั่น 5 % 1 แก้ว
3. EM 1 แก้ว
4. กากน้ำตาล 1 แก้ว
5. น้ำสะอาด 10 ลิตร

วิธีทำ


1. นำกากน้ำตาลผสมเขย่าให้เข้ากันใส่เหล้าขาวและน้ำส้มสายชูกลั่น
2. ใส่ EM คนให้เข้ากัน ปิดฝาเกลียวให้มิดชิด หมักไว้ 10-15 วัน
3. ให้เขย่าภาชนะทุกวันเพื่อไม่ให้นอนก้น เปิดฝาระบายแก๊สหลังจากเขย่าภาชนะ ครบกำหนดนำไปใช้เพื่อขับไล่แมลง ป้องกันโรคพืช บางชนิด เช่น ใบหงิก ใบด่าง เพลี้ยแป้ง หนอนชอนใบ ฯลฯ

วิธีใช้


1. นำน้ำหมักที่ได้ 1-5 ช้อนโต๊ะ(10-50 ซีซี) ผสมน้ำ 5-10 ลิตร
2. ฉีดพ่น ให้ชุ่มและทั่วถึงนอกและในทรงพุ่ม
3. ใช้กับพืชผักทุก 3 วัน สลับกับการพ่นปุ๋ยน้ำ
4. พืชไร่ พืชสวน ทุก 3-7 วัน สลับกับการพ่นปุ๋ยน้ำ
5. ผสมกับกากน้ำตาล หรือ นมสด ฯลฯ เป็นสารจับใบ


สูตรป้องกันเชื้อราหรือไร

ส่วนผสม


1. EM 1 ลิตร
2. กากน้ำตาล 1 ลิตร
3. ตะไคร้หอม 2 กก.
4. ข่าแก่ 2 กก.
5. ใบและเมล็ดสะเดา 2 กก.

วิธีทำ


1. นำตะไคร้หอม ข่า สะเดา ปั่นหรือโขลกให้ละเอียดใส่น้ำพอคั้นได้ คั้นเอาแต่น้ำจะได้น้ำสมุนไพรประมาณ 3 กก.
2. นำ EM ผสมกากน้ำตาล ผสมลงในน้ำสมุนไพร
3. ปิดฝาภาชนะหมักไว้ 3 วัน
4. เก็บไว้ได้นานประมาณ 3 เดือน


วิธีใช้



ใช้ 1/2 ลิตร ผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร ฉีดพ่น ต้นไม้ทุก 3 วัน

สารสมุนไพรชลอการเติบโตของเชื้อรา เอ็นแท็กโน๊ต(หมายเลข 07)



ส่วนผสม


1. ว่านน้ำ(ต้น ใบ ราก) 1 กก.
2. แอลกอฮอล์ 1 ขวด(เหล้าแม่โขง)
3. เปลือกมังคุด 1 กก.
4. หมากดิบ(สด)กะเทาะเปลือกออกแล้ว 1/2 กก.
5. ตะไคร้หอม 1 กก.
6. กากน้ำตาล 100 ซีซี
7. EM 100 ซีซี
8. น้ำสะอาด 5 ลิตร


วิธีทำ


1. นำว่านน้ำล้างให้สะอาดมัดเป็นก้อนทุบผิวให้แตกแล้วแช่ในแอลกอฮอล์ 1 คืน
2. นำเปลือกมังคุดมาต้มในน้ำจำนวน 2 ลิตร ให้งวดเหลือน้ำ 1 ลิตร
3. นำหมากดิบมาหั่นซอยเป็นแผ่นบาง ๆ ต้มน้ำร้อนเทใส่ทิ้งไว้ 1 คืน
4. นำตะไคร้หอมทุบเล็กน้อยและกากน้ำตาลแช่น้ำ 5 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน
5. หลังจากผ่านไป 1 คืน ให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาแช่รวมกัน หมักต่อไปอีก 15 วัน


วิธีใช้


นำน้ำหมักสมุนไพรอัตราส่วน 150 ซีซี(หรือ 15 ช้อนโต๊ะ) ผสมจุลินทรีย์(EM) 100 ซีซี(หรือ 10 ช้อนโต๊ะ) ผสมน้ำสะอาด 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นไม้ประมาณ 5-6 วันต่อครั้ง



สตรไล่แมลง


ส่วนผสม


1. เปลือกมังคุดสด 2 กก.
2. น้ำสะอาด 5 ลิตร หรือพอท่วมเปลือกมังคุด
3. EM 200 ซีซี หรื
ผู้โพสต์ : เกล้า [Wed, 21 Jul 2010 18:48 183.89.207.234]

 สายลม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
สุดยอดมากค่ะ....อยากให้แฟนทำแบบนี้บ้างจัง มองความเป็นไปได้แล้วยังโชคดีกว่าที่บ่อทรายร้างเยอะ คิดทำอยู่คนเดียวอีกคนไม่ร่วมมือ หาว่าเพ้อเจ้อ ก็ไม่รู้จะพูดไงแล้วค่ะ
ผู้โพสต์ : สายลม [Fri, 13 Aug 2010 13:38 118.172.152.50]

 ดอกบัว


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13 ดอกบัว บัวไหว้พระ
ถ้าพูดถึงดอกไม้ไหว้พระ สิ่งแรกที่นึกถึงก็คิอ บัว หรือ ดอกบัว ซึ่งเป็นพืชน้ำล้มลุก

บัว หรือ ดอกกบัว เป็นราชินีแห่งไม้น้ำ มีลักษณะลำต้นมีทั้งที่เป็นเหง้า ไหล มีใบ
เป็นพิชใบเดี่ยว เจริญขึ้นจากลำต้น อบู่ผิวน้ำหรือเหนือน้ำ รูปร่างของใบส่วนใหญ่กลม
มีหลายแบบ หลายชนิด

บัว เป็นราชินีแห่งไม้น้ำ จัดเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ถือเป็นสัญญลักษณ์ ของคุณงามความดี
อยู่ในน้ำลึกสมควร บัวหลวงชอบขึ้นในน้ำจืดออกดอกตลอดปี ชอบน้ำสะอาด
จะเริ่มบานตั้งแต่ตอนเช้า ก้านดอกยาวมีหนามเหมือนก้านใบ ชูดอกเหนือน้ำ
และชูสูงกว่าใบเล็กน้อย กลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ สีขาวอมเขียวหรือสีเทาชมพู ร่วงง่าย
กลีบดอกจำนวนมากเรียงซ้อนหลายชั้น เกสรตัวผู้มีจำนวนหลายสี
ถิ่นกำเนิดของบัวอยู่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ดอกบัว ที่นิยมปลูกในประเทศไทย มาจาก 3 สกุล คือ

1.ดอกบัว หลวง (lotus) เป็นบัวในสกุล Nelumbo มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า ปทุมชาติ
หรือบัวหลวง
2.ดอกบัว ผัน, บัว(กิน)สาย (waterlily) เป็นบัวในสกุล Nymphaea มีลำต้นใต้ดิน
เป็นหัว หรือเหง้า ใบและดอกเกิดจากตาหรือหน่อที่เจริญขึ้นมาที่ผิวน้ำด้วยก้านส่งใบและยอด
3.ดอกบัว วิกตอเรีย (Victoria) เป็นบัวในสกุล Victoria มีชื่อเรียกกันทั่วไปว่า
บัวกระด้ง จัดเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ดอกบัว เป็นสัญลักษณ์ และความเชื่อ ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ อ่านเพิ่มเติม ได้ที่ http://ya2512.wordpress.com/2010/08/06/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b9%86/

และถ้าท่านสนใจ ต้องการดอกบัวไปใช้ ในงานพิธี่ต่างๆๆ หาไม่ได้โทร มาเราซิค่ะ ที่ 0815582320
THAI CENTRAL GARDEN บัวของเราปลอดสารพิษ ไม่ได้ฉีดยาเคมี ดอกใหญ่สามารถ
นำมาจัดกลีบลอยใส่ขันน้ำทานได้สบายใจ หอมหวล

ผู้โพสต์ : ดอกบัว [Tue, 07 Sep 2010 12:41 222.123.156.235]

 ต้นข้าว


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
เว็บนี้คงทำให้ชั้นสอบผ่านสักกะที
ผู้โพสต์ : ต้นข้าว [Wed, 21 Sep 2011 22:29 125.26.54.82]

 วีระพงษ์


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 15 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
PorPeangNetwork.com สื่อกลางประชาสัมพันธ์ข่าวสารชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ข่าวสารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ภายในชุมชนหรือแนะนำให้รู้จักชุมชนของท่าน เพียงแค่ ลงทะเบียน เป็นสามาชิกกับ porpeangnetwork ก็จะสามารถสร้างเครือข่ายพอเพียงกับเราได้ทันที พลังงานชุมชน พลังคุณ
http://www.porpeangnetwork.com/

ผู้โพสต์ : วีระพงษ์ [Tue, 24 Jan 2012 16:01 125.26.185.216]

 เอนกพงศ์


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 16 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
PorPeangNetwork.com สื่อกลางประชาสัมพันธ์ข่าวสารชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ข่าวสารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ภายในชุมชนหรือแนะนำให้รู้จักชุมชนของท่าน เพียงแค่ ลงทะเบียน เป็นสามาชิกกับ porpeangnetwork ก็จะสามารถสร้างเครือข่ายพอเพียงกับเราได้ทันที พลังงานชุมชน พลังคุณ
ผู้โพสต์ : เอนกพงศ์ [Wed, 25 Jan 2012 18:14 180.183.70.178]

  เอนกพงศ์


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 17 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
http://www.porpeangnetwork.com/ สื่อกลางประชาสัมพันธ์ข่าวสารชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ข่าวสารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ภายในชุมชนหรือแนะนำให้รู้จักชุมชนของท่าน เพียงแค่ ลงทะเบียน เป็นสามาชิกกับ porpeangnetwork ก็จะสามารถสร้างเครือข่ายพอเพียงกับเราได้ทันที พลังงานชุมชน พลังคุณ
ผู้โพสต์ : เอนกพงศ์ [Wed, 25 Jan 2012 18:17 180.183.70.178]

 อดุลย์


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 18 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
http://www.porpeangnetwork.com/ สื่อกลางประชาสัมพันธ์ข่าวสารชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ข่าวสารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ภายในชุมชนหรือแนะนำให้รู้จักชุมชนของท่าน เพียงแค่ ลงทะเบียน เป็นสามาชิกกับ porpeangnetwork ก็จะสามารถสร้างเครือข่ายพอเพียงกับเราได้ทันที พลังงานชุมชน พลังคุณ
ผู้โพสต์ : อดุลย์ [Thu, 26 Jan 2012 10:18 180.183.68.80]

 นรินทร์


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 19 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
http://www.porpeangnetwork.com/สื่อกลางประชาสัมพันธ์ข่าวสารชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ข่าวสารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ภายในชุมชนหรือแนะนำให้รู้จักชุมชนของท่าน เพียงแค่ ลงทะเบียน เป็นสามาชิกกับ porpeangnetwork ก็จะสามารถสร้างเครือข่ายพอเพียงกับเราได้ทันที พลังงานชุมชน พลังคุณ
ผู้โพสต์ : นรินทร์ [Thu, 26 Jan 2012 11:53 180.183.68.80]

 นรินทร์


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 20 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
http://www.porpeangnetwork.com/สื่อกลางประชาสัมพันธ์ข่าวสารชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ข่าวสารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ภายในชุมชนหรือแนะนำให้รู้จักชุมชนของท่าน เพียงแค่ ลงทะเบียน เป็นสามาชิกกับ porpeangnetwork ก็จะสามารถสร้างเครือข่ายพอเพียงกับเราได้ทันที พลังงานชุมชน พลังคุณ
ผู้โพสต์ : นรินทร์ [Thu, 26 Jan 2012 13:03 180.183.65.114]

 นิติรัตน์


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 21 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
สื่อกลางประชาสัมพันธ์ข่าวสารชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ข่าวสารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ภายในชุมชนหรือแนะนำให้รู้จักชุมชนของท่าน เพียงแค่ ลงทะเบียน เป็นสามาชิกกับ porpeangnetwork ก็จะสามารถสร้างเครือข่ายพอเพียงกับเราได้ทันที พลังงานชุมชน พลังคุณhttp://www.porpeangnetwork.com/
ผู้โพสต์ : นิติรัตน์ [Thu, 26 Jan 2012 22:22 180.183.65.114]

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 22 Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
รู้สึก porpeangnetwork จะไม่พอเพียงละ
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 26 Jan 2012 22:48 110.49.242.233]
 
หน้า : 1
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net

Fatal error: Uncaught Error: Call to undefined function ereg() in /home/tee/domains/numthang.org/public_html/index.php:422 Stack trace: #0 {main} thrown in /home/tee/domains/numthang.org/public_html/index.php on line 422