Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
หน้าแรก » เนื้อหา » เครือข่ายพึ่งตนเอง » พอเพียงนิยม
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
Main Menu
Main Category
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
ลิงค์
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท


สนับสนุนเรา

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

Technorati Profile

free counter with statistics

พอเพียงนิยม

เขียนโดย tee
Sunday, 09 December 2007


คำนิยาม "พอเพียงนิยม" เป็นคำที่ตอบได้ตรงใจมาก ไม่ว่าจะเป็นการมองพอเพียงนิยมเหมือนกับจตุคามฟีเวอร์ และสิ่งที่พอเพียงนิยมนิยมเสนอคือ "จงพอใจในความจนของตัวเองที่มีอยู่" และมีหลายคนเข้าใจไปตามนั้นจริงๆ ส่วนอีกพวกที่เอานิยามแบบพอเพียงนิยมมาแขวะอีกเช่น เศรษฐกิจพอเพียงกลัวโลกาภิวัฒน์ ของข้างในเราดีหมด สิ่งที่เลวนั้นมาจากภายนอก ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะอันที่จริงนั้นตรงกันข้ามกันเลย ยิ่งมาเจอรัฐบาล(ทหาร)พอเพียงนิยมด้วยแล้ว ยิ่งซ้ำเติมให้เตลิดกันไปจนกู่ไม่กลับ แต่ก็เหมาะสมแล้วกับสังคมมนุษย์ที่มักนิยมความฉาบฉวย รวมทั้งวิกฤติที่หนักหนากว่านี้อย่าง "โลกร้อนนิยม" นั่นอีกประไร

อีกส่วนหนึ่งที่ว่า เศรษฐกิจพอเพียงในฐานะแนวคิด นั้นไม่ใช่มีหนึ่งเดียวในประเทศไทย ความคิดแบบที่ว่ามีหนึ่งเดียวและดีที่สุดนั้นอาจก่อตัวไปจนเป็นลัทธิพอเพียงได้ รวมทั้งแนวคิดพระราชาผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวที่สุดในโลกก็เช่นเดียวกัน ยังมีคนอีกหลายกลุ่มในโลกนี้ที่พูดถึงและปฏิบัติรวมทั้งตัวผมเองที่ปฏิบัติตามแนวคิดนี้โดยที่ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงเลย บอกตรงๆว่าคิดได้เองก่อนที่จะได้รู้จักเกษตรทฤษฏีใหม่ด้วยซ้ำ จริงๆถ้าให้นั่งนึกยังไม่รู้เลยได้รับอิทธิพลแนวคิดนี้มาจากไหน ลองมาอ่านบทความนี้กัน ให้คำนิยามพอเพียงนิยมได้สะใจดี


"การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้เราพบว่า เรา ไม่สามารถยืนอยู่อย่างโดดเด่นเป็นสง่าภายใต้ความเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยอีกต่อ ไป เพราะมันไม่สามารถให้ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ เราจึงกลับไปถวิลหาอดีต และกลับไปสู่ความเป็นอนุรักษ์นิยมที่มีมูลนายไว้คอยปกป้องคุ้มครองมากขึ้น"

ถ้า เรามอง"เศรษฐกิจพอเพียง" ในบริบทที่ถูกนำเสนอในสื่อมวลชน การอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น มีข้อจำกัดถ้าใช้แต่ทฤษฎีสื่อสารมวลชน เช่น การอธิบายว่า ข่าวสารเข้าถึงผู้รับสารได้เหมือนเข็มฉีดยา เศรษฐกิจพอเพียงไม่เหมือนเข็มฉีดยา มันมีวิธีการและอำนาจอย่างอื่น ทำให้เราคิดว่ามันมีคุณค่า หรือถ้าใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง มองว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำเพื่อใช้ประโยชน์ในการครอบงำทาง อุดมการณ์ ก็อาจอธิบายความจริงไม่ได้ทั้งหมดในแง่การนำเสนอของสื่อ จึงพยายามหาคำอธิบายใหม่ๆ คือ คนธรรมดาสามัญมีส่วนสำคัญในการสร้างความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นล่าง คนชั้นกลาง หรือผู้บริโภคข่าวสาร

ก่อนอื่น เราจะเข้าใจโครงสร้างสังคมไทยที่เปลี่ยนไปอย่างไร เราพูดกันมากว่า สังคมกำลังเคลื่อนตัวสู่โลกาภิวัตน์ หรือยุคข้อมูลข่าวสาร สิ่งที่อธิบายได้ดีที่สุด คือ พื้นที่ที่คนแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเปลี่ยนไป เปลี่ยนจากเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จนถึง ปี 2500 กว่าๆ ที่พื้นที่การแลกเปลี่ยนอยู่ที่วัด กลายมาเป็นสื่อในยุคปัจจุบัน สื่อทำให้เรารู้สึกว่า เราอยู่ในชุมชนเดียวกัน มีจินตนาการเดียวกันว่า เราเป็นคนไทยเหมือนกัน ดังนั้น สื่อจึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ให้ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงใน บริบทของสังคมไทย

มีงานวิจัยของ อ.สมพงษ์ จิตระดับ จากจุฬาฯ พบว่ารายการโทรทัศน์เผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียงสู่เยาวชนได้มากที่สุด คือ 31.14% รองลงมาคือ ครูอาจารย์ 26.35% อินเตอร์เน็ต 10.78% พ่อแม่ และคนในครอบครัว 9.58% สถิตินี้มีนัยยะบอกว่า โทรทัศน์กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของคนไทย ไม่เฉพาะแค่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

ประเด็นที่ จะนำเสนอคือ การนำเศรษฐกิจพอเพียงมานำเสนอในสื่อ ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายเดิม เป็นแบบเดิมตามที่ในหลวงทรงตรัสไว้ มันทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างอื่น บางส่วนก็เป็นแบบเดิม แต่บางส่วนก็มีนัยยะแตกต่างไปจากเดิม ในที่นี้จะเรียกกระแสการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในสื่อต่างๆ ว่า "พอเพียงนิยม" ซึ่งคือ การตีความ/ทำให้เศรษฐกิจพอเพียงเข้าถึงกลุ่มคนที่หลากหลายในสังคมได้ ไม่ใช่เพียงกลุ่มเป้าหมายใดกลุ่มเป้าหมายหนึ่ง "พอเพียงนิยม"คือภาพแทนความจริงของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น จึงมีทั้งด้านที่เหมือนและด้านที่แตกต่างออกไป

พอเพียงนิยมต่างจากเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร เศรษฐกิจพอเพียงเน้นความรอบรู้ ใช้สติปัญญาตรึกตรองว่าจะประพฤติปฏิบัติให้ดีอย่างไร ในขณะที่พอเพียงนิยมเน้นกระตุ้นการรับรู้ ความอยากรู้อยากเห็น ความเร้าใจ โดยไม่เน้นการใช้ปัญญา พอเพียงนิยมจึงมีรูปแบบที่พยายามดึงดูดความสนใจ เช่น รายการยุทธการพอเพียง ทางช่อง 5 ซึ่งใช้รูปแบบ reality show

เศรษฐกิจพอเพียงเน้นความเป็นเหตุเป็นผล ในขณะที่พอเพียงนิยมเน้นอารมณ์ ความรู้สึกนำหน้าเหตุผล ใช้อารมณ์ความรู้สึกหว่านล้อม ชักจูงให้คนที่ดูสามารถคิดอย่างใช้เหตุผล เช่น โฆษณาสำนึกรักบ้านเกิด ของ DTAC ที่กระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม วัตถุนิยมทำลายความเป็นชาติของไทย วิถีชีวิตที่พอเพียงจะช่วยให้ชาติไทยรอดพ้นไปจากปัญหาต่างๆ

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ปฏิบัติได้ ในขณะที่พอเพียงนิยมเน้นไปที่การสื่อสารกับคนชั้นกลางหรือคนรุ่นใหม่ ใน ฐานะกลุ่มเป้าหมายของการบริโภคข่าวสาร เพื่อหว่านล้อมให้คนเหล่านั้นหันมาปฏิบัติตาม การนำเสนอในสื่อของพอเพียงนิยมจึงถูกปรับให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย โดยนำเสนอตัวอย่างของการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น หนังสือเรื่อง คมช.(คุณแม่ช่วย)พอเพียง โดยลอร่า ศศิธร วัฒนกุล นำเสนอการนำเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในระดับครอบครัวแบบคนชั้นกลาง เลี้ยงลูกอย่างพอเพียง ทำกับข้าวอย่างพอเพียง ออกกำลังกายอย่างพอเพียง ฯลฯ

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่เน้นให้คนนำไปปฏิบัติตาม เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ ในขณะที่พอเพียงนิยมเน้นการปฏิบัติได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับแนวคิด DIY[do it yourself] ซึ่งเป็นกระแสหนึ่งของยุคสมัยนี้ว่า อะไรเราก็ทำเองได้ ซ่อมบ้านเอง ทำเฟอร์นิเจอร์เอง พอเพียงนิยมสอดคล้องกับ DIY บนพื้น ฐานของการมองมนุษย์เป็นปัจเจกชนหรือเสรีชน ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ตัวอย่างของสื่อในแง่นี้ เช่น ป้ายของนายก อบจ.ศรีสะเกษ มีข้อความว่า "เศรษฐกิจพอเพียง"เลี้ยงชีวา สุขประสาเสรีชนคนบ้านเรา ป้ายนี้ไม่ได้บ่งบอกความประหยัด ความมีเหตุผล แต่บอกว่า เราจงเป็นเสรีชนเถิด แล้วจะมีเศรษฐกิจพอเพียงได้ การเป็น"เสรีชน"บ่งบอกนัยยะของการเป็นมนุษย์ที่มีเจตจำนงเสรี กำกับ ควบคุมตัวเองได้ โดยไม่ตั้งคำถามกับโครงสร้างสังคม หรือโฆษณาของธนาคารทหารไทย ที่กล่าวถึงคนขายปาท่องโก๋ และชี้ให้เห็นว่า คนธรรมดาสามัญก็มีความสุขได้ โดยการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ดังนั้น คำขวัญที่สำคัญของพอเพียงนิยมคือ "ฉันทำ ฉันจึงมีอยู่"

รสนิยมการบริโภคของคนชั้นกลางเป็นตัวผลักดันการนำเสนอข่าวสารของสื่อ หรือกำกับควบคุมตรรกะในการผลิตสื่อ ขณะที่คนชั้นสูงหรือคนชั้นล่างก็ล้วนเสพข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อ ดังนั้น รสนิยมของคนชั้นกลางจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับคนชั้นกลางเท่านั้น มันมีพลังอำนาจ หรืออีกนัยหนึ่งมันมี"อำนาจทางวัฒนธรรม "ในการสร้างค่านิยมและวิถีการบริโภคขึ้นมาในสังคม กลายเป็น"วัฒนธรรมกระฎุมพี"ซึ่งมีลักษณะผสมผสานและหยิบยืมทางวัฒนธรรม ดังนั้น คนรวยหรือคนจนก็มีวัฒนธรรมกระฏุมพีได้ เช่น มีโทรศัพท์มือถือ ดูทีวี เดินห้างสรรพสินค้า ซื้อหามาบริโภค การตีความเศรษฐกิจพอเพียงให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมกระฎุมพีไทย เพื่อให้เข้าถึงทุกชนชั้นและมีอำนาจในการสร้างค่านิยมขึ้นมานี้เองที่สร้าง "พอเพียงนิยม"ขึ้นมาในโลกแห่งการสื่อสาร ในอีกด้าน การที่"วัฒนธรรมกระฎุมพี" และ"พอเพียงนิยม"แพร่ กระจายไปยังสังคมวงกว้างได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากระบบคุณค่าของความเป็นคนชั้นกลางไทยอันมีลักษณะของการสร้าง สรรค์ที่ดำรงอยู่ในสังคม

จากการมองพอเพียงนิยม ทำให้เห็นว่า พอเพียงนิยมเกิดขึ้นบนตรรกะเดียวกับจตุคามรามเทพ ที่ว่า เรากำลังพยายามหาความสมดุลระหว่างความเป็นไทยกับความเป็นสากล ระหว่างอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยม การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้เราพบว่า เราไม่สามารถยืนอยู่อย่างโดดเด่นเป็นสง่าภายใต้ความเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยอีกต่อ ไป เพราะมันไม่สามารถให้ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้ เราจึงกลับไปถวิลหาอดีตและกลับไปสู่ความเป็นอนุรักษ์นิยมที่มีมูลนายไว้คอยปกป้อง คุ้มครองมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป เศรษฐกิจพอเพียงในบริบทการนำเสนอของสื่อมีแง่มุมดังนี้

1.การเสนอเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในสื่อ เป็นความพยายามยึดพื้นที่ข่าวสาร/ข้อมูลของสังคมให้กลับมาสู่ความดีงามมากขึ้น

2.พอเพียงนิยมเป็นการสร้างชุมชนเสมือนรูปแบบใหม่ ของคนที่เท่าทันภาวะทันสมัย มีภูมิคุ้มกันปัญหา

3.พอเพียงนิยมมีข้อจำกัดในตัวเองคือ 1) พอเพียงนิยมไม่อาจทัดเทียมกับข้อมูล/ข่าวสารกระแสหลักที่กระตุ้นเร้าการบริโภคได้ 2) พอเพียงนิยมทำให้เศรษฐกิจพอเพียงถูกสื่อความหมายในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าเนื้อหา และถูกตีความไปมากมาย ทำให้ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงสับสนมากขึ้น

4.พอเพียงนิยมซึ่งผลิต/สร้างความหมายภายใต้วัฒนธรรมกระฎุมพีไทย ได้เบียดขับการตีความเศรษฐกิจพอเพียงโดยคนกลุ่มอื่นๆ หรือเปล่า เช่น การพยายามโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกับฐานทรัพยากรของชุมชน หรือธัมมิกสังคมนิยม เป็นต้น

5.พอเพียงนิยมเป็นอำนาจที่เกิดจากการสื่อสารในสังคมภายใต้วัฒนธรรมกระฎุมพีไทย ด้วยการใช้รูปแบบการสื่อสารสร้างกระบวนการรับรู้ของสังคม ซึ่งแตกต่างไปจากอำนาจแบบครอบครองความเป็นใหญ่หรืออำนาจนำซึ่งมาจากข้างบนอย่าง เดียว แต่อำนาจในการสื่อสาร ผู้บริโภค หรือคนในสังคมมีอำนาจในการกำหนด/ควบคุมตัวเอง รวมถึงกำหนดรูปแบบสื่อด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งวัฒนธรรมกระฎุมพีไทยมีอิทธิพลต่อการสื่อสารในสังคม รวมทั้งกำหนดพอเพียงนิยมด้วย แต่วัฒนธรรมกระฎุมพีมีความฉาบฉวย เปลี่ยนง่าย เมื่อพ้นวิกฤติกลับสู่ภาวะปกติแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงและพอเพียงนิยมจะมีความหมายอย่างไรต่อไปในสังคมไทย

"สิ่งที่กระแสพอเพียงนิยมทำ คือทำให้คนพึงพอใจกับความยากจน และตรึงให้อยู่กับชนชั้นทางสังคมที่ตนเองดำรงอยู่ โดยไม่ต้องตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่าความยากจนมาจากไหน"

ดร.นฤมล ทับชุมพล :     อ. สุรสมได้พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะที่เป็นการแข่งขันกันให้ความหมายว่าอะไรคือ ความพอเพียง คำถามที่เกิดขึ้นคือ เวลาเราได้ยินคำว่า"พอเพียง"หรือดูรายการที่พูดถึงความพอเพียง เราอาจต้องตั้งคำถามว่า ใครเป็นคนให้นิยาม แล้วใครเป็นผู้มีชัยชนะในการให้นิยาม เราอาจต้องกลับไปดูแนวคิดเรื่องชนชั้นว่า นัยยะของเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทของสังคมไทยอยู่ตรงไหน หรือแนวคิดเรื่องการสร้างอุดมการณ์รัฐในสังคมแบบสื่อสมัยใหม่ของฮาเบอร์มาส มันทำให้เราคิดยังไง

ปัจจุบัน กระแสเศรษฐกิจพอเพียงอาจแบ่งได้ 3 ส่วน คือ เศรษฐกิจพอเพียงในฐานะที่เป็นแนวคิด, ในฐานะที่เป็นแนวปฏิบัติที่รัฐไทยหรือคนอื่นๆ เอามาใช้, และในบริบทที่สังคมไทยกำลังพูดถึง หรือสื่อนำมาแสดงกลายเป็นกระแสหลัก

เศรษฐกิจพอ เพียงในฐานะแนวคิด ไม่ใช่หนึ่งเดียวในประเทศไทย มันมีกลุ่มอื่นๆ มากมายในหลายๆ ประเทศพูดเรื่องนี้ เช่น กลุ่มมอร์มอลในอเมริกา แม้แต่องค์กรพัฒนาเอกชนไทยก็พูดเรื่องนี้ก่อนปี 2540 พุดถึงแนวคิดที่เราจะต้องมีระยะห่างกับระบบตลาด เพื่อไม่ให้ระบบตลาดครอบงำเราในแง่วิถีการผลิตทางเศรษฐกิจจนเกินไป แต่ในการพัฒนาประเทศ เราใช้ระบบตลาดเสรีนิยมมาโดยตลอดแม้ในปัจจุบัน

การพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงครั้งแรกในปี 2540 เป็นปฏิกิริยาที่จะช่วยตอบคำถามโต้กลับกับความล้มเหลวของสังคมไทยในระบบเศรษฐกิจโลก 10 ปีต่อมา หลังรัฐประหาร กระแสเศรษฐกิจพอเพียงถูกนำมาพูดถึงอีก แต่ในฐานะเป็นปฏิกิริยาโต้กลับกับประชานิยมแบบทักษิณ ซึ่งเน้นให้คนจนเป็นหนี้ เพื่ออธิบายวิกฤติการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงปีที่ผ่านมา

ปรัชญา เบื้องหลังเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร อ.สุรสมพูดถึงแต่ไม่ได้ให้น้ำหนัก การพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงในเชิงแนวคิดนั้น ในระบบรัฐไทยเราไม่ได้ตั้งคำถามเรื่องโครงสร้างการผลิต การพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ชาวนาต้องมีที่ดินเพียงพอ แต่ในอีสานมีชาวนากี่คนที่เป็นเจ้าของที่ดิน มีกี่คนที่ไม่ต้องอาศัยเข้าไปยึดที่ในป่าสงวน และในระบบการผลิตแบบพืชเชิงเดี่ยวของไทย เราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง แต่เราก็กลุ้มใจว่าข้าวเวียตนามกำลังมาเป็นที่หนึ่งแทนข้าวไทย แปลว่าวิธีคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงในสังคมไทยไม่ได้คิดทั้งระบบ

เศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติหรือนโยบายสาธารณะ ในปี 2540 เราพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่ได้ทำอะไร ที่มีคือโครงการเกษตรนำร่องทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเกิดจากการเรียกร้องของสมัชชาคนจนและเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในสมัยรัฐ บาลชวน

ปี 2549 ภายใต้นโยบายของพล.อ.สุรยุทธ์ ที่ลอกแผนฯ 10 มามากมาย ประกาศชัดเจนว่าจะทำตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะมีงบประมาณ แต่ไม่มีรูปธรรมในแง่มาตรการของการปฏิบัติและการบริหารราชการแผ่นดิน มีแต่โครงการหมู่บ้านคุณธรรม ดื่มน้ำสาบาน มีงบประมาณของหน่วยงานราชการที่เปลี่ยนจากงบประชาสัมพันธ์เป็นงบสนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง มีกิจกรรมรณรงค์ มีงบประมาณส่งเสริม มีโครงการให้นักเรียนทำอะไรต่างๆ เช่น ปลูกผัก หรือส่งเสริมกลุ่มที่มีการทำอยู่แล้ว เช่น เกษตรอินทรีย์ แต่คนที่ทำเกษตรอินทรีย์อยู่อาจบอกได้ว่า มันมีรูปธรรมจริงหรือเปล่า

สิ่ง ที่พบ คือสิ่งที่ อ.สุรสมเสนอ เศรษฐกิจพอเพียงในบริบทของสังคมไทยกลับกลายเป็นการใช้วาทกรรม อ.สุรสมใช้คำว่า"พอเพียงนิยม" คือเป็นกระแสฟีเว่อร์ แต่ในที่นี้เรียกว่าเป็นพอเพียงแบบสำเร็จรูปกระแสหลัก รูปธรรมคือ คุณอาจใช้ชีวิตปกติที่ทำลายทรัพยากร หรือทำธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ ขอเพียงมีการบอกว่าจะทำอะไรบางอย่าง เช่น คนชั้นกลางอาจไปเดินสยามพารากอน แต่หิ้วถุงผ้า ซื้อกับข้าวที่เป็นโฮมเมด แปลว่าเราพอเพียงแล้ว แต่นี่ไม่ใช่คำตอบ

นี่เป็นภาพสะท้อน 2 เรื่อง คือ 1)สะท้อน ความล้มเหลวในแง่ความเข้าใจต่อแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งในแง่วิถีการผลิตทางเศรษฐกิจและวิธีคิด สิ่งที่ทำเป็นแค่การสร้างวาทกรรมอันใหม่แทนวาทกรรมแบบที่มีอยู่เดิมในสมัยรัฐ บาลทักษิณ 2)สะท้อนความล้มเหลวของสื่อไทย สื่อไทยแค่สะท้อนความฉาบฉวย เนื่องจากสื่อที่พูดถึงเรื่องพอเพียงเองก็ไม่พอเพียง เพราะเป็นสื่ออิเลคโทรนิคส์ และเป็นแอดเวอร์ไทซิ่งของบริษัทโฆษณา บอกว่าคุณจะใช้ชีวิตปกติก็ได้ ขอเพียงทำอะไรบางอย่าง

ปัญ หาอีกอันหนึ่ง คือ กระแสเศรษฐกิจพอเพียงถูกนำไปผูกติดกับโครงการพระราชดำริ และกระแสพระราชดำรัส ทำให้ไม่มีใครกล้าวิจารณ์หรือตั้งคำถาม ซึ่งเป็นปัญหา เพราะทุกแนวคิดมีข้อจำกัด เมื่อวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แนวคิดนั้นก็จะมีปัญหา ต่อให้เห็นด้วยแล้วอยากพัฒนาให้ดีขึ้นก็ไม่เกิด สิ่งที่สื่อทำได้ คือพูดในแง่ที่เป็นแค่รูปธรรม มีภาษาเพราะๆ แล้วก็โฆษณา

สรุปก็ คือ สิ่งที่สื่อทำ อ.สุรสมใช้คำว่าสร้างวัฒนธรรมกระฎุมพี แต่สิ่งที่กระแสพอเพียงนิยมทำคือ ทำให้คนพึงพอใจกับความยากจน และตรึงให้อยู่กับชนชั้นทางสังคมที่ตนเองดำรงอยู่ โดยไม่ต้องตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่าความยากจนมาจากไหน เมื่อก่อนเราบอกว่า เราจนเพราะชาติที่แล้วเราทำบาป ตอนนี้ เราอธิบายว่าเราจนเพราะเราสุรุ่ยสุร่าย กินเหล้า ลืมทำบัญชีครัวเรือน เราไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่า โครงสร้างสังคมไทยมีปัญหาอะไร ควรจะแก้เรื่องภาษีมรดกมั้ย ทำไมจึงมีบางคนสะสมทุนมากกว่าอีกคน

แน่น อนสังคมไทยมีปัญหาเรื่องหนี้สินครัวเรือน และการสะสมทุน แต่วิธีคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคำตอบหรือเปล่า ที่สำคัญคือมันทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงอำนาจชนิดใหม่ ทำให้คนมีความสุขและไม่รู้สึกว่าอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่ากัน แต่รู้สึกว่าเป็นปัญหาปัจเจก และค่อยๆแก้กันไปแบบสังคมไทยที่ดีงาม ซึ่งมันไม่จริง ถ้าจริงคนจะไม่ออกมาโวยวายเรื่องราคาน้ำมัน ต้องปรับพฤติกรรมและปรับวิถีการผลิตใหม่

ถ้า เราคิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงมีประโยชน์ในฐานะวิธีคิดทางเศรษฐกิจ เราก็ต้องคิดทั้งระบบ ตั้งแต่โครงสร้างของวิถีการผลิตทางเศรษฐกิจ การบริหาร หรือนโยบายสาธารณะที่จะมาสัมพันธ์กับมัน ถ้าไม่เช่นนั้น เศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นแค่การช่วงชิงการนิยามทางวาทกรรม เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่ดำรงอยู่ และทำให้คนพึงพอใจกับสภาพชีวิตในขณะนั้น และคนที่ได้ประโยชน์จากวาทกรรมคือ คนที่ไม่มีปัญหาความยากจน มีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และไม่มีปัญหากับความไม่เพียงพอที่มีอยู่ตอนนี้

ที่มา
http://www.prachatai.com/05web/th/home/10501

ปล. ประชาไททำ clean url แล้วค่อยลง link สะดวกหน่อย

ลิงค์ถาวร

 
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net

Fatal error: Uncaught Error: Call to undefined function ereg() in /home/tee/domains/numthang.org/public_html/index.php:422 Stack trace: #0 {main} thrown in /home/tee/domains/numthang.org/public_html/index.php on line 422