Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
หน้าแรก » เนื้อหา » ข่าวและบทความอื่นๆ » ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
Main Menu
Main Category
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
ลิงค์
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท


สนับสนุนเรา

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

Technorati Profile

free counter with statistics

ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)

เขียนโดย tee
Thursday, 23 April 2009


เท่าที่ผมนึกอาจจะเรียกได้ว่า "ไม่มี" ผมซึ่งเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องของความเลอเลิศของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีแต่ข้อดีหรือข้อเสียเพียงด้านเดียว แต่เท่าที่พยายามนึกหาข้อเสียของ Home School แล้วนึกไม่ออก เพราะจริงๆแล้วมันขึ้นอยู่ที่ตัวผู้สอนเสียมากกว่า ไม่ต่างจากระบบในโรงเรียน ผมซึ่งได้รู้จักการใช้งานอินเตอร์เน็ตมาเมื่อหลายปีก่อนก็รู้สึกได้ในทันทีว่า ทุกวันนี้เรายังต้องไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยกันอีกทำไม และเราสามารถพึ่งตนเองได้แทบทุกอย่าง โดยใช้การพึ่งพาเทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีมันก็ไม่ใช่ว่าจะหมดหนทางแต่ต้องใช้พลังที่มากขึ้นเท่านั้นเอง

เรื่องสำคัญที่จะมีคนแย้งแทบจะเรียกได้เป็นเอกฉันท์คือ "แล้วลูกไม่ต้องมีสังคมหรือยังไง" "เด็กมันต้องมีสังคม ต้องมีเพื่อนเล่น" "สิ่งสำคัญคือ EQ และ MQ ด้วยไม่ใช่ IQ อย่างเดียว" "คนเรามันต้องมีสังคมไว้พึ่งพาอาศัยกัน" ทุกวลีที่กล่าวมาล้วนไปในทางเดียวกันที่คนส่วนใหญพอจะนึกออกก็ไม่พ้นเรื่องพวกนี้ คือ "คนเรามันต้องมีสังคม"

แน่นอนว่าผมไม่ปฏิเสธสิ่งนี้ การใช้อินเทอร์เน็ตทำให้เรายิ่งมีสังคมที่มีคุณภาพและตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น เราสามารถหาจุดตัดที่เราจะพบเจอสังคมที่ตรงกับเราได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ยกตัวอย่างเช่น หากเราเดินไปตามท้องถนน ขึ้นรถโดยสาร ไปห้าง สวนสาธารณะ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เราพบเจอเป็นอย่างไรและเหมาะกับเราหรือเปล่า เราอาจจะพูดคุยทักทายแต่แล้วสิ่งนี้ไม่ค่อยจะได้ประสิทธิภาพสักเท่าไร มันช่างยากเย็นแสนเข็ญเหมือนงมเข็ม โอกาสที่จะตรงเป้าหมายคือ 1 ในหลายล้านสำหรับประชากรชาวไทย

แต่จะง่ายขึ้นถ้าเราเข้าไปในสมาคมที่เราสนใจ อย่างวัด โบสถ์ งานสัมนา โอกาสอาจจะลดลงเหลือแค่หลักร้อยได้ ก็เป็นวิธีที่ได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่อินเทอร์เน็ตทำให้เราได้ผ่านกระบวนกลั่นกรองกันอีกรอบจากการปฏิสัมพันธ์กันในโลกไซเบอร์แล้ว โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปไหนเลย ไม่ต้องเสียเวลา เสียพลังงานในการสุ่มไปมากมาย

ทุกวันนี้มีผู้มาเยี่ยมเยียนบ้านเราบ่อยๆ หรือเราไปหาพวกเค้าจากสิ่งที่เราสนใจจนกลายมาเป็นกัลยาณมิตรที่พึ่งพาอาศัยกันได้โดยไม่ขัดเขินและคุยกันรู้เรื่องตรงจุด และส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่สนใจใน Home School ไม่ต้องเจอะเจอประเด็นที่น่าเบื่ออย่าง "ทำงานเป็นไง เงินดีไหม เงินเดือนเท่าไรแล้ว ร่ำรวยหรือยัง ทำงานอะไรดีถึงจะรวย เมื่อไรจะรวยสักที " จนทุกวันนี้เราแทบไม่ค่อยได้อยู่กับบ้านสักเท่าไรเพราะมัวแต่ไปเข้าสังคมกันเสียมากกว่าและเป็นสังคมที่เราคัดกรองแล้ว ทั้งหมดนี้มาจากอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่มั่วๆแบบการเข้าระบบโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ที่โอกาสจะเกิดจุดตัดที่เหมาะสมกับเรามีน้อยเหมือนกับการเดินสุ่มเช่นกัน

อีกทั้งยังเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ ใหญ่กว่าห้องเรียน โรงเรียน มหาวิทยาลัยเล็กๆอีกด้วย แต่เป็นสังคมของโลกทั้งใบเลยทีเดียว เชื่อว่าถ้ามีมนุษย์อาศัยอยู่ดาวอังคารก็คงจะเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนกันได้อีกด้วย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงต้อง Home School สิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่เราไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นฟังได้ในไม่กี่ประโยคเพราะเป็นตัวอย่างที่คนยุคปัจจุบันยังไม่เคยชินโดยเฉพาะรุ่นพ่อแม่เราขึ้นไป จนกว่าพวกเขาจะได้เห็นมันจากสิ่งที่เราทำ พอดีว่ามีคนจุดประกายกันใน "ไม่จำเป็นต้องไปมหาวิทยาลัยอีกแล้วเพราะมันล้าหลัง"  ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เลยได้เวลาเขียนถึงเรื่องนี้กันสักที

ลิงค์ถาวร

 
 

 อ็อด แม่น้องปาล์ม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
ข้อเสียของโฮมสคูลที่พบมาตลอดตั้งแต่ประกาศไปตอนรู้ว่าตั้งท้องและตั้งใจว่าจะไม่ให้ลูกเข้าโรงเรียน จวบจนถึงปัจจุบันลูก 5 ขวบกว่าแล้ว คือ การต้องคอยตอบคำถามจากคนอื่น ค่ะ


คำถามเดิม ๆ แนว ๆ เดียวกัน ซ้ำ ๆ ที่ถึงให้เราพยายามหาคำพูดที่คิดว่าเข้าใจง่าย มีเหตุมีผล มาตอบหรืออธิบายพวกเขาเหล่านั้นยังไง ก็มักจะไม่เข้าใจ หรือ พยายามที่จะไม่เข้าใจ แล้วก็มักจบการสนทนาด้วยข้อความว่า ระวังนะ เด็กจะเข้าสังคมไม่เป็น

ทำไมชอบคิดกันว่า เพื่อนมีแต่ในโรงเรียนกันนะ เพื่อนข้างบ้าน เพื่อนใน play group เพื่อนที่ไปเล่นกีฬาด้วยกัน เพื่อนที่ไปเจอในวัด ในห้องสมุด ไม่มีกันเชียวเหรอ

เฮ้อ........ขอบ่นนิดนึงนะคะ




แวะไปคุยกับน้องปาล์มได้ที่ http://nongpalm.pantown.com/ นะคะ
ผู้โพสต์ : อ็อด แม่น้องปาล์ม [Thu, 23 Apr 2009 13:43 124.120.119.213]

 มนควินน์&ลิสา


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
เหมือนกันเลยค่ะ คุณอ๊อด เป็นอะไรที่ลำบากใจมาก

ผู้โพสต์ : มนควินน์&ลิสา [Thu, 23 Apr 2009 15:03 124.120.124.30]

 modernmummy


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
คิดจะให้ลูกเรียนกับเราที่บ้านเหมือนกันค่ะ แต่โดนคัดค้านจากสามี จนเบื่อ

คนใกล้ตัวยังไม่เข้าใจ นับประสาอะไรกับคนนอก
ผู้โพสต์ : modernmummy [Sun, 26 Apr 2009 17:46 125.25.71.31]

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 4 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
To : modernmummy

ตัวเองต้องทำให้ภาพของโฮมสคูลชัดเจน ต่อสามีให้ได้แม้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนก็ตาม ถ้าทำไม่ได้จริงๆ การศึกษาในบ้านหลังเลิกเรียนก็สามารถทดแทนได้เช่นกัน

โฮมสคูลมีปัญหาตรงชื่อเนี่ยแหละที่ทำให้เข้าใจกันผิดพลาดไปหน่อย ยิ่งแปลเป็นบ้านเรียนยิ่งผิดใหญ่ ต้องเปลี่ยนเป็น Earth School หรือ Universe School แล้วจะเขียนถึงกันอีกครั้ง
ผู้โพสต์ : tee [Sun, 26 Apr 2009 17:57 114.128.230.156]

 ปลายฟ้า


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 5 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
เราก็ทำโฮมสคูลเหมือนกัน
แต่ไปลงชื่อกับม.เด็ก
จะว่าไปแล้ว ไม่มีอะไรดีร้อยเปอร์เซนต์
ไม่มีอะไร มีแต่ดี แล้วไม่มีเสีย
เพียงแต่ว่าเมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว
สมาชิกในครอบครัวมีความสุข
ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทาง อิสระในการเรียนรู้ตามความอยากรู้ของครอบครัว
คิดยังไงก็ควรทำ
ทำแล้วไม่ผิดหวัง
ทำแล้วรู้สึกเป็นอิสระทุกวัน ได้ไปใช้ชีวิตในที่ที่มีอากาศสุดยอด
ได้ทำกับข้าวให้ลูกกินทุกวัน มีห้องเรียนที่กว้างเท่าขอบฟ้า
กลางหุบเขา ที่ทำให้เด็กหกขวบยังสามารถเขียนกลอนออกมาได้โดยที่ไม่เคยเข้าเรียนในระบบเลย
จินตนาการของลูกสาววัยหกขวบครึ่งยังคงได้รับการปกป้องไม่ให้สูญหายไปกับระบบการศึกษาที่ล้มเหลวอย่างรุนแรงอันเป็นผลจากระบบเศรษฐกิจสังคมแบบทุนนิยม

ฟังข้อมูลจากพี่ป๋อเมื่อเดือนก่อนที่มูลนิธิเด็ก สายสี่
รู้สึกดีใจที่มีครอบครัวบ้านเรียนเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว
อย่างน้อยเราก็มีทางเลือกที่ดีกว่าให้เลือก
ต้องขอบคุณพวกพี่ ๆ ผู้ปกครองบ้านเรียนรุ่นแรก ๆ ที่
มีน้ำจิตน้ำใจในการตั้งสมาคม ต่อสู้กับระบบผลักดันจนเกิดกฎหมายการจัดการศึกษาบ้านเรียน
ให้เกิดแนวทางทั้งจดทะเบียนกับกระทรวง
หรืออยู่กับหมู่บ้านเด็ก
เป็นอนิสงค์ให้เด็กจำนวนมาก ๆ ขึ้นที่จะได้รับความสุขในชีวิตมากขึ้น
และจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่พิกลพิการ
ที่ทำให้สังคมกลายเป็นสังคมบิดเบี้ยวอย่างทุกวันนี้

คุณอ๊อด น้องปาล์มสบายดีไหมค่ะ
ไม่ได้เจอเลยหลังจากนิชิโกะ ที่เมืองกาญจน์ปีที่แล้ว
ผู้โพสต์ : ปลายฟ้า [Mon, 15 Jun 2009 21:06 203.118.104.225]

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 6 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
เพียงแต่ว่าเมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว สมาชิกในครอบครัวมีความสุข

อยากรู้ว่าน้ำหนักที่ได้ชั่งไว้ด้านโรงเรียนในระบบมันคืออะไร อะไรคือข้อดีของในระบบ อะไรคือข้อเสียของโฮมสคูล ผมอยากฟังข้อเสียอ่ะครับ ถ้าหากจะบอกได้
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 15 Jun 2009 21:27 118.173.59.134]

 ปลายฟ้า


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 7 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
เล่นกับเด็กวัยเดียวกันน้อยไปหน่อย
อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว
อาจจะไม่ให้ข้อเสียในสายตาครอบครัวอื่นก็ได้
แต่การที่มีเวลาพาเด็กไปไหนก็ได้เมื่อไหร่ก็ได้
ทำให้เราสามารถพาเด็กไปเยี่ยมญาติได้บ่อย ๆ
ยิ่งเป็นครอบครัวใหญ่ แล้วเราไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง
อาจลดความด้อยข้อนี้ไปได้

อย่างอื่นก็ไม่เห็นเป็นสาระสำคัญอะไรนัก
การที่ต้องคอยตอบคำถามคนรอบตัว
เราไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหา
เรามองมาครอบครัวเราเป็นตัวของตัวเองและสามารถกำหนดแนวทางการใช้ชีวิตที่เราเลือกและต้องการได้อย่างแท้จริง
หากเราใช้ความเมตตาในการรับฟังข้อสงสัยหรือคำถามที่คนรอบข้าง
ทุกอย่างก็จะผ่านไปโดยไม่เกิดความขุ่นข้องหมองใจกับทุกฝ่าย
เพราะคนถามไม่ได้ศึกษาเรื่องเหล่านี้มากเท่าเรา
ผู้โพสต์ : ปลายฟ้า [Tue, 16 Jun 2009 17:58 203.118.109.85]

 โกโก้


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 8 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
สวัสดีครับ เพิ่งเข้ามา ดีใจที่มีใครอีกหลายคน ทำแบบเดียวกัน ผมลูก3ชายล้วนครับ ขอฝากตัวด้วยครับ

ผู้โพสต์ : โกโก้ [Sat, 22 Aug 2009 05:07 125.25.58.57]

 ป้าธร


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 9 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
สวัสดีค่ะ

มีหลานที่มีพัฒนาการล่าช้า เพราะพ่อแม่เลี้ยงดูด้วยความรุนแรงตั้งแต่ขวบกว่า อยากจะสอนหลานด้วยวิธีการแบบโฮมสคูลค่ะ

เนื่องจากเห็นว่า ระบบการศึกษาในโรงเรียนในปัจจุบัน บีบคั้นเด็กให้มีแต่การแข่งขัน ความเครียด มากมายเหลือเกิน

คุณป้าควรจะต้องเริ่มอย่างไรคะ ในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเกี่ยวกับข้อกฏหมายน่ะค่ะ เพราะได้ทราบว่า ยุ่งยากมากๆ เลยค่ะ

ขอบพระคุณมากๆ ค่ะ
ผู้โพสต์ : ป้าธร [Sat, 19 Sep 2009 20:29 115.67.29.223]

 toon


ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 10 Re: ป้าธร
ด้านกฎหมายที่พูดถึงนี่หมายถึงเรื่องอะไรคะ เรื่องการเทียบวุฒิ การลงทะเบียนกับเขตพื้นที่การศึกษา ทำนองนี้หรือเปล่าคะ
ผู้โพสต์ : toon [Sat, 19 Sep 2009 20:46 118.173.52.188]

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 11 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
ป้าธร
การทำโฮมสคูล ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าต้องมีเวลา full time ให้กับเด็กนะครับ ไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองหรือพ่อแม่เด็กจะเล่นด้วยหรือไม่

รายละเอียดเรื่องข้อกฏหมายวิธีการ ผมยังไม่ได้ศึกษาโดยละเอียดเพราะว่ายังไม่ถึงเวลาน่ะครับ เดี๋ยวรอให้อีกท่านมาตอบนะครับ

ผู้โพสต์ : tee [Sat, 19 Sep 2009 20:51 118.173.52.188]

 อ็อด แม่น้องปาล์ม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 12 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
คุณอ๊อด น้องปาล์มสบายดีไหมค่ะ
ไม่ได้เจอเลยหลังจากนิชิโกะ ที่เมืองกาญจน์ปีที่แล้ว


สบายดีมากค่ะ ครอบครัวปลายฟ้าล่ะคะ เป็นอย่างไรบ้าง ไว้เมลคุยกันนะคะ





เรื่องข้อกฏหมายที่ป้าธรถามมา คงเกี่ยวกับ พรบ การศึกษาภาคบังคับ ก็จะมีพวกค่าปรับสำหรับเด็กที่ไม่ได้เข้า รร น่ะค่ะ แต่พอดี แม่น้องปาล์มไม่ได้สนใจตรงนี้ จะมีจดหมายขู่เข็ญมากี่ฉบับจากเขตก็ปล่อยผ่านไป ปรับปีหนึ่งก็ไม่กี่บาท พอรับไหว แต่เค้าไม่ได้ตามจิกหรอกค่ะ บางบ้านตกสำรวจด้วยซ้ำ ไม่ต้องซีเรียส

ส่วนเรื่องวุฒิการศึกษา สำหรับผู้ที่ต้องการเพื่อนำไปใช้ซึกษาในระบบต่อก็ทำได้หลายวิธี เช่น
1.ไปขึ้นทะเบียนกับเขตการศึกษาที่มีชื่อในทะเบียนบ้านอยู่ ว่า ต้องการจัดการศึกษาโดยครอบครัว ทางเขตจะจัดเจ้าหน้าที่เพื่อมาติดตามวัดผล ประเมินผลตามช่วงชั้นการศึกษา ช่วงชั้นละ 3 ปี คือ ป.1-3 , ป.4-6 , ม.1-3 , ม.4-6
ทาง ผปค จะต้องจัดทำแผนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเกณฑ์ประเมินผลของเจ้าหน้าที่ .................วิธีนี้ น้องปาล์มไม่ได้ใช้ค่ะ

2.นำชื่อไปฝากไว้กับ รร ที่คุยกันเข้าใจ ว่าลูกเราจะไม่มาเรียนนะ แต่จะมาร่วมสอบหรือวัดผลรายปีเพื่อเลื่อนระดับชั้น อาจจะต้องเสียค่าเทอมหรือค่ากิจกรรมเหมือนเด็กคนอื่นใน รร นั้น ๆ .............วิธีนี้ น้องปาล์มก็ไม่ได้ใช้ค่ะ

3.ไปสอบเทียบหรือวัดผลกับข้อสอบวัดผล ตปท เช่น อเมริกา แล้วนำผลกลับมาเทียบโอนในไทย มีสอบออนไลน์ด้วยค่ะ
ข้อดี - สะดวก รวดเร็ว
ข้อเสีย - ผู้สอบต้องใช้ภาษาอังกฤษในระดับอ่านออกเขียนได้ ตามระดับการศึกษาที่ไปสอบ ตั้งแต่เกรด 1 - 12 หรือ ป.1- ม.6 นั่นเอง และมีค่าใช้จ่ายในการข้อเข้าสอบแต่ละครั้งแพงเอาการค่ะ
.....................วิธีนี้ น้องปาล์มก็ไม่ได้ใช้เหมือนกันค่ะ

4.ไปรอสอบเทียบกับ กศน เอาวุฒิ ป.6 , ม.3 , ม.6 เมื่ออายุครบตามเกณฑ์ที่ให้สอบได้ คือ 16 ปี............แม่ปาล์มเลือกวิธีนี้ไว้ค่ะ ตอนนี้เลยไปเรื่อย ๆ เรียนมั่งเล่นมั่งเที่ยวมั่งช่วยแม่ทำงานมั่ง เอาแค่ปาล์มอ่านออกเขียนได้ แม่ก็ดีใจจะแย่แล้ว

มีข้อสงสัยอะไรฝากคำถามไว้ได้ค่ะ ข้อไหนตอบได้จะช่วยตอบ ข้อไหนตอบไม่ได้ จะไปพยายามหาคำตอบจากผู้รู้จริงมาให้


เผื่อมีสมาชิกสมาคมบ้านเรียนไทยเข้ามาอ่าน สิ้นปีนี้ คณะกรรมการชุดปัจจุบันจะหมดวาระ อ็อดเป็นคนหนึ่งที่จะไม่ทำหน้าที่กรรมการต่อ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวหลายประการ ใครที่พร้อมจะเข้ามาทำงานสมาคมก็เตรียมตัวไว้ได้ค่ะ
ผู้โพสต์ : อ็อด แม่น้องปาล์ม [Wed, 23 Sep 2009 20:54 124.120.125.74]

 อ็อด แม่น้องปาล์ม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 13 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
ขออนุญาตคัดลอกบทความจากลิงค์ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=8759 มาไว้ตรงนี้เลยนะคะ



จาก กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2542

พ.ร.บ.การศึกษาเปิดทางโฮมสกูล

นักวิชาการ การศึกษาชี้ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ช่วยคลายความแข็งตัวของระบบราชการ ที่เคยปัญหาสำหรับการศึกษาไทย รวมทั้ง เปิดช่องให้โฮมสกูลเป็นไปได้ โดยมีกฎหมายรองรับ เชื่อมั่นโฮมสกูลจะเป็นตัวแข่งที่สำคัญ และส่งผลให้ระบบการสอนในโรงเรียนต้องพัฒนาตัวไปพร้อมกัน

น.พ.พร พันธุ์โอสถ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวในการสัมมนาเรื่อง "Home School : กระแสหรือทางเลือกใหม่ของการศึกษาไทย" ณ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วานนี้ (21 ธ.ค.)ว่า การศึกษาในระบบของไทยเป็นระบบการผลิตแบบ Mass production ที่ครูหนึ่งคนจะสอนเด็กกว่าร้อยคนต่อหนึ่งชั้นเรียน ทำให้กว่าจะรู้จักเด็กครบทุกคนก็หมดเทอม เด็กจึงถูกละเลยขาดความเอาใจใส่ที่ดี จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

น.พ.พร ชี้ว่า เด็กในส่วนที่เอาตัวรอดได้ คือ กลุ่มเด็กเรียนดี เพราะการศึกษาในระบบมุ่งสร้างความสัมฤทธิผลทางวิชาการ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เด็กเพียงกลุ่มเดียว จึงเกิดเสียงเรียกร้องจากประชาชน ให้มีการจัดการศึกษาตรงกับความต้องการภายใน หรือจิตสำนึกของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งแม้จะเป็นเพียงเสียงจากคนกลุ่มน้อย แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามได้ ตราบใดที่ยังไม่มีการคิดระบบพัฒนาการศึกษาในรูปแบบที่ดีกว่าได้

นอกจากนี้ การศึกษาของไทยผูกพันกับระบบราชการสูง จนเรียกได้ว่าแข็งตัวเป็นระบบราชการแล้ว ดังนั้น การขยับตัวปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ จึงดำเนินการได้ยาก ทั้งนี้ เมื่อเริ่มต้นสร้างระบบการศึกษาเพื่อหวังสร้างคนเป็นข้าราชการ รองรับการบริหารประเทศด้วยระบบราชการ แต่ในอดีตการผลิตข้าราชการ และครูจะได้คนที่มีคุณภาพเหมาะกับการทำงาน ทั้งยังมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ แต่เมื่อระบบธุรกิจเข้ามาปรับเปลี่ยนสภาพสังคม ทำให้ความต้องการทรัพยากรมนุษย์เป็นไป ต้อง การคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาจึงไม่เป็นเพียงกระแสภายในวงการการศึกษาเท่านั้น คนในภาคธุรกิจก็สนใจที่จะมีส่วนร่วม

น.พ.พร กล่าวต่อไปว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีส่วนช่วยคลายความแข็งตัวของการศึกษาไทย โดยในมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ได้ระบุว่า นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทำให้การศึกษามีความยืดหยุ่นหลากหลาย

อย่างไรก็ตาม น.พ.พร เห็นว่า Home School ไม่มีสิทธิเป็นเสียงข้างมากในระบบการศึกษา แม้ในเดนมาร์ก ประเทศที่ออกกฎหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดการศึกษาทางเลือกมานานกว่า 150 ปี ยังจัดการศึกษาในระบบกว่า 70-80 % และจัดการศึกษาภาคเอกชน 12 % ซึ่ง Home School รวมอยู่ในภาคเอกชนดังกล่าวด้วย แต่ Home School จะกลายเป็นคู่แข่งทางการพัฒนาการศึกษากับโรงเรียนในระบบ ส่งผลเป็นการผลักดันให้ระบบการศึกษาในโรงเรียน มีการพัฒนาศักย ภาพตนเอง เพราะหากมีทางเลือกให้ผู้ปกครองหลายรูปแบบ การแข่งขันก็จะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานการศึกษาจะเป็นตัวประสานที่สำคัญให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง

ผู้โพสต์ : อ็อด แม่น้องปาล์ม [Thu, 24 Sep 2009 01:34 124.120.125.74]

 อ็อด แม่น้องปาล์ม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 14 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
วันพุธที่12 มกราคม พ.ศ.2543

'โฮม สคูล' พลังทดลองของสังคม


เจษฎา ไพศาลพิจิตรสดใส

กระแสการศึกษาแนวใหม่ กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน เนื่องจากเป็น การศึกษาทางเลือก ให้กับผู้ปกครองบางส่วน ที่เริ่มเบื่อหน่ายกับความล้มเหลว ของการศึกษาในระบบ ซึ่งสะท้อนออกมา ในสภาพของปัญหาสังคม ที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มเด็กติดยา กระโดดตึกฆ่าตัวตาย ฯลฯ ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากความเครียด เพราะปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้ มีปัญหาเรื่องการเรียน

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ศึกษาวิจัยเรื่อง Home School หนึ่งในรูปแบบของการศึกษาทางเลือก กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของ Home School ในต่างประเทศ เริ่มดำเนินการมาประมาณ 10-20 ปี ซึ่งขณะนั้นไทยยังไม่มีกระแสผลักดันเรื่องแนวคิดการศึกษาทางเลือกนี้ จนเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนเริ่มเห็นถึงความล้มเหลวของการศึกษา และระบบการศึกษามากขึ้น อีกทั้งการศึกษายังกดดันให้เด็กมุ่งเน้นการแข่งขันอย่างเดียว จึงเริ่มเห็นความชอบธรรมของทฤษฎีใหม่ ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้การศึกษาทางเลือกปรากฏเป็นรูปธรรมมากขึ้น

การศึกษาทฤษฎีใหม่ ทั้ง วอลดอร์ฟ เพียเจย์ มองเตสซารี และอื่นๆ ต่างมาจากพัฒนาการที่เหมือนกัน กล่าวคือสนใจให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ผู้สอนทั้งครูและผู้ปกครอง ทำความเข้าใจเด็กในฐานะปัจเจกบุคคล และปรับการสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนที่มีอุปนิสัยต่างกัน กระแสเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อความหลายๆ ตอนใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่เห็นได้ชัด จากหมวด 2 ที่ระบุไว้ในมาตรา 11 ว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคล ซึ่งอยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับตามมาตรา 17 และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตลอดจนให้ได้รับการศึกษานอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ตามความพร้อมของครอบครัว

และในมาตรา 12 ที่ระบุว่า นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

อย่างไรก็ตาม เห็นได้ว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ อยู่ภายใต้ปรัชญามนุษย์นิยมเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ไม่ได้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นเมื่อจะมีการร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่เป็นกระแสที่เกิดขึ้นก่อนในกลุ่มนักการศึกษาอยู่ระยะหนึ่ง และตัว พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้นำแนวคิดมาใช้พัฒนาศักยภาพการศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ให้เด็กเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

โดยในระดับปฏิบัติ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้เปิดทางไว้ว่า ถ้าจะให้เด็กเป็นศูนย์กลาง จะเกิดความต้องการที่หลากหลายเหมาะกับเด็กทุกกลุ่ม ทั้งเด็กชาวเขา ในภาคอีสาน ในสวนยาง หรือชุมชนแออัดในเมือง ต่างก็มีความเหมาะสมที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ที่จะเข้าใจปัญหา และจัดการศึกษาให้ได้ต้องเป็นผู้ใกล้ชิดอย่าง พ่อแม่ พระภิกษุ และชุมชน

ซึ่งเมื่อกฎหมายเปิดทาง ดร.อมรวิชช์ เห็นว่าสิ่งที่รัฐต้องเริ่มทำ คือ การออกกฎกระทรวง เนื่องจากใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะระบุไว้ตอนท้ายข้อกำหนดมาตราต่างๆ ว่า ให้ดำเนินการตามกฎกระทรวงนั้น เห็นว่าทำให้รัฐสามารถออกกฎแบบคุมหรือสนับสนุนก็ได้ แต่สิ่งที่รัฐจะต้องกำหนดไว้ในกฎกระทรวงเกี่ยวกับการศึกษาแนวใหม่นั้น ควรระบุถึงการจดทะเบียนสอน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาบางรัฐไม่กำหนดให้ต้องจดทะเบียน เพียงแต่แจ้งไปให้รัฐทราบว่าจะจัด Home School แล้วเท่านั้น แต่ในบางรัฐของแคนาดากำหนดให้มีการจดทะเบียน

ดร.อมรวิชช์ แสดงความเห็นต่อการจดทะเบียนว่าเป็นสิ่งดี อย่างน้อยเพื่อให้รัฐมีมาตรการ อาทิ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวบางส่วนให้กับโรงเรียนที่รับเด็ก Home School ไว้ จากเดิมรัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อหัวให้กับโรงเรียนเป็นจำนวนเต็ม และทางโรงเรียนอาจจะให้เด็กยืมใช้อุปกรณ์บางอย่าง อนุญาตให้ใช้ห้องสมุด และจัดครูแนะนำแนวการสอนให้ผู้ปกครอง นอกจากนี้ต้องควรมีการกำหนดคุณสมบัติพ่อแม่ที่จะสอน Home School ซึ่งอาจกำหนดให้มีใบประกอบวิชาชีพ หรือต้องมีการศึกษาขั้นต่ำระดับปริญญาตรี และต้องกำหนดหลักสูตรขั้นต่ำ อาทิ วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์ การอ่านเขียน ความสามารถพื้นฐาน โดยบางแห่งกำหนดให้สอนประวัติศาสตร์ของประเทศด้วย เพื่อให้คนในสังคมมีความรู้และคุณลักษณ์บางประการรวมกัน

รวมถึงระยะเวลาในการสอบเทียบความรู้ จะกำหนดให้สอบทุกปี หรือปีเว้นปี วิชาพื้นฐานที่กำหนดให้สอบควรจะมีวิชาใดบ้าง และสุดท้ายคือ การเทียบโอน จะใช้ระบบหน่วยกิต แฟ้มสะสม หรือสอบสัมภาษณ์ ทั้งนี้ Home School จะไม่มีค่า GPA และPR ซึ่งกระทรวงศึกษาอาจคิดเกณฑ์ข้อสอบวัดความรู้แทนการใช้คะแนน GPA เพื่อนำมาเป็นเกณฑ์วัดความรู้มาตรฐาน นอกจากนี้รัฐอาจให้การสนับสนุนออกตำรา คู่มือ สื่อ ซีดีแนะนำวิธีการสอน และหลักสูตร เพื่อให้สิทธิกับผู้ที่พร้อมจะทำ โดยรัฐจะต้องรับเป็นผู้กำกับ สนับสนุนทุน ตรวจสอบ ทั้ง 3 ประการ

ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า ทั้งหมดคือการทดลองของสังคม ใครที่ชิงตำหนิตอนนี้ถือว่าเป็นการเร็วเกินไปและไม่ยุติธรรม ควรยึดหลักการให้เสรีภาพ การมีส่วนร่วม จะดีหรือไม่ไม่ใช่เรื่องมาติเรือทั้งโกลน หรือติที่หลักการ

"ส่วนตัวผมคิดว่าหลักการนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ขณะนี้เป็นเรื่องที่สังคมกำลังทดลองบางอย่างร่วมกัน อะไรที่ไม่ดีควรช่วยกันทำให้ดี ส่วนการวัดผลสำเร็จจะต้องสรุปเป็นภาพรวม ว่าประชาชน สังคมได้อะไรจากการศึกษาทางเลือก และผลสัมฤทธิ์สุดท้ายตรวจสอบที่ตัวเด็กว่า มีศักยภาพที่ตรงกับความต้องการของชุมชน และสามารถดำรงตนในสังคมได้มีความสุขหรือไม่"

อาจารย์ท่านนี้ ยังมีความเห็นอีกว่า การศึกษาทางเลือกไม่สามารถแยกโรงเรียนกับบ้านออกจากกัน เพราะฉะนั้น งานวิจัยของตนจึงได้ข้อสรุปที่ประมวลผลว่า Home School คือการสร้างความเป็นบ้านในโรงเรียน และสร้างความเป็นโรงเรียนในบ้าน ซึ่งหากมีหรือไม่มีการสอนแบบ Home School ก็ตาม แต่กระแสแนวคิดนี้น่าจะนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างโรงเรียน บ้าน และครอบครัว ต่อให้ในสังคมมีการจัด Home School เพียงร้อยครอบครัว แต่อีกแสนครอบครัว นำกระแสแนวคิดนี้ไปใช้

โดยเด็กยังเรียนในโรงเรียนปกติ แต่พ่อแม่ทำหน้าที่เป็นครูของลูกมากขึ้น ครูเอาใจใส่เด็กเป็นรายคนมากขึ้น ก็จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าจะให้ Home School เป็นการศึกษาทางเลือก ที่จะเป็นการแบ่งแยกการศึกษาเป็น 2 แขนง

การเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มที่ประชาชน รณรงค์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ และเห็นว่าปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในอันดับต้น เมื่อนั้นจะมีการผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ชัดเจนขึ้น เพราะในปัจจุบันประชาชนมีอำนาจต่อรอง ตรวจสอบการทำงานของรัฐมากขึ้น ทำให้ผู้บริหาร นักการเมืองไม่กล้าที่จะทำด้วยความคิดตนเพียงฝ่ายเดียวอย่างที่ผ่านมา

ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) กำลังดำเนินการจัดทำการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างฐานข้อมูลให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นในการสร้างกระแสประชาชน อันเป็นเรื่องสำคัญ กระบวนการทางสังคมไม่สามารถเปลี่ยนได้เพียงชั่วเวลาข้ามคืน

หากมีการปฏิบัติอย่างที่ สกศ.ทำให้การศึกษาอบอวลอยู่รอบตัวเปิดสื่อใดๆ ก็จะเจอ ทำให้เกิดการซึมซับว่า มีการปฏิรูปการศึกษามีการศึกษาทางเลือก และสังคมทำความเข้าใจ และช่วยกันตรวจสอบ แต่อย่าหวังว่าจะเห็นผลในเร็ววัน เพราะการพัฒนาจะขยับตัวไปเรื่อยๆ เป็นกระบวนการทดลองทางสังคมที่ใช้เวลาพอสมควร

อย่างไรก็ดี การจัด Home School เพื่อปฏิรูปการศึกษา ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เพียงแต่มีการหันหัวเรือ เตรียมให้คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา 9 คนมาสานต่อ บอกได้เพียงว่ามีเรื่องนี้ในการศึกษาทางเลือกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะมีการตรวจสอบ กำกับอย่างไรเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป

ด้าน น.พ.พร พันธุ์โอสถ นักวิชาการด้านการศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียนปัญโญทัย กล่าวว่า การศึกษาในระบบของไทยเป็นระบบการผลิตแบบ Mass production ที่ครูหนึ่งคนจะสอนเด็กกว่าร้อยคนต่อหนึ่งชั้นเรียน ทำให้กว่าจะรู้จักเด็กครบทุกคนก็หมดเทอม เด็กจึงถูกละเลยขาดความเอาใจใส่ที่ดี จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ส่วนที่เอาตัวรอดได้คือกลุ่มเด็กเรียนดี เพราะการศึกษาในระบบมุ่งสร้างความสัมฤทธิผลทางวิชาการ

ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เด็กเพียงกลุ่มเดียว จึงเกิดเสียงเรียกร้องจากประชาชน ให้มีการจัดการศึกษาตรงกับความต้องการภายใน หรือจิตสำนึกของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งแม้จะเป็นเพียงเสียงจากคนกลุ่มน้อย แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามได้ ตราบใดที่ยังไม่มีการคิดระบบพัฒนาการศึกษาในรูปแบบที่ดีกว่าได้

อย่างไรก็ตาม Home School ไม่มีสิทธิเป็นเสียงข้างมากในระบบการศึกษา แม้ในเดนมาร์ก ประเทศที่ออกกฎหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดการศึกษาทางเลือกมานานกว่า 150 ปี ยังจัดการศึกษาในระบบกว่า 70-80 % และจัดการศึกษาภาคเอกชน 12% ซึ่ง Home School รวมอยู่ในภาคเอกชนดังกล่าวด้วย แต่ Home School จะกลายเป็นคู่แข่งทางการพัฒนาการศึกษากับโรงเรียนในระบบ เป็นแรงผลักดันให้ระบบการศึกษาในโรงเรียน มีการพัฒนาศักยภาพเพราะหากมีทางเลือกให้ผู้ปกครองหลายรูปแบบ การแข่งขันก็จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานการศึกษาจะเป็นตัวประสานที่สำคัญ ให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง

นอกจากนี้ ยังเป็นการยากที่กลุ่มนักวิชาการด้านการศึกษาทางเลือกจะมีส่วนในคณะกรรมการศึกษา จึงมีการจัดตั้งสภาการศึกษาทางเลือก โดยจะจดทะเบียนเป็นสมาคม ทำหน้าที่ในการสร้างพลังผลักมติความคิดเห็นไปสู่คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา

"ผมต้องการให้การศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในการปฏิบัติ และวิธีคิดทั้งระบบการศึกษา ให้รัฐมองระบบการศึกษาในรูปแบบใหม่ โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุน ให้ประชาชนสร้างระบบการศึกษาด้วยลำแข้งของตัวเองได้ การศึกษาเป็นของทุกคนที่ร่วมกันให้พบกับสิ่งที่ดีกว่า และทุกคนจะพัฒนาไปด้วยกัน" น.พ.พร กล่าวสรุป

ผู้โพสต์ : อ็อด แม่น้องปาล์ม [Thu, 24 Sep 2009 01:36 124.120.125.74]

 อ็อด แม่น้องปาล์ม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 15 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
วันจันทร์ที่ 7กุมภาพันธ์พ.ศ.2543

วาง '7แนวทาง' พ่อแม่จัดกศ.ลูก

สช.จับมือภาคเอกชน กำหนดแนวทางสำหรับพ่อแม่ ในการจัดการศึกษาให้ลูก ได้ข้อสรุป 7 ประเด็นหลัก เตรียมนำไปจัดประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อ ที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2543 นี้ พร้อมเสนอให้คณะกรรมการยกร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ นำไปออกกฎกระทรวงต่อไป

ดร.จรวยพร ธรณินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของภาคเอกชนทั้งหมด ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติว่า สามารถสรุปประเด็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของพ่อแม่สอนลูกได้ถึง 7 ประเด็นด้วยกัน

โดยประเด็นแรก ให้มีการแจ้งจดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียนกับสำนักงานการศึกษาเขตพื้นที่ และโรงเรียนใกล้เคียงซึ่งเป็นโรงเรียนพี่เลี้ยงหรือโรงเรียนแม่ข่าย ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงาน และการขอรับเงินอุดหนุนเพื่อไปใช้แหล่งความรู้ต่างๆ จากภาครัฐได้

ประเด็นที่ 2.กำหนดวุฒิความรู้ของบิดามารดา ดังนี้ การจัดการเรียนการสอนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา พ่อแม่ควรมีความรู้ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีคุณสมบัติอื่นๆ ประกอบการพิจารณาด้วย เช่น ความพร้อมด้านเศรษฐกิจของพ่อแม่ ความเหมาะสมของสถานที่ ความมุ่งมั่นและเวลาที่จะดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ ที่จะสอนหนังสือให้ลูก เป็นต้น

ประเด็นที่ 3.การกำหนดหลักสูตรให้กำหนดหลักสูตร Home School ขั้นต่ำไว้สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการใช้หลักสูตรมาตรฐานหรือให้บิดามารดาที่ต้อง การจัดเองเสนอกรอบหลักสูตรให้หน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบก่อน

ประเด็นที่ 4.ให้มีการวัดผลและการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนสำหรับการศึกษาพ่อแม่สอนลูก เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นต่อการจัดการศึกษาประเภทนี้ และจัดให้มีระบบการเทียบโอนผลการเรียนที่นักเรียนสามารถกลับเข้ามาเรียนในระบบอื่นๆ ได้ตลอดเวลา สำหรับการวัดผลและประเมินผลให้มีการจัดการประเมินผล โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกับบิดามารดาที่จัดการศึกษา

ประเด็นที่ 5.การตรวจสอบการบริหารจัดการ จัดให้มีครูที่ปรึกษาหรือ ศึกษานิเทศก์ออกตรวจเยี่ยม และจัดให้มีการนิเทศเพื่อการช่วยเหลือ ติดตามเป็นระบบ เพื่อให้มีการเก็บรวบรวมหลักฐาน หรือแฟ้มสะสมผลงานนักเรียน

ประเด็นที่ 6.การกำกับมาตรฐานคุณภาพ หากกรณีที่เด็กสอบไม่ผ่านการประเมินผลจากการจัดการศึกษาของบิดามารดา รัฐมีสิทธิสั่งยกเลิกการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว และให้เด็กนักเรียนกลับเข้าเรียนในระบบอื่นได้

ประเด็นที่ 7.การใช้ทรัพยากรของชุมชนและโรงเรียนด้านการเรียนการสอน จัดให้มีเอกสาร ตำราเพื่อการเรียนการสอน และส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน รวมทั้งให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับบิดามารดา ที่จัดการศึกษาสำหรับลูก และจัดให้มีสถาบันทรัพยากรสำหรับการศึกษาทางเลือกสำหรับบิดามารดา ที่ผู้เรียนจะใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ทั่วไป ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของภาคเอกชนในการดำเนินงาน

เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชนกล่าวสรุปท้ายด้วยว่า ประเด็นสำคัญจากการระดมความคิดของการจัดการศึกษา Home School ในครั้งนี้ จะนำไปจัดประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในจุดต่อไปที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ 13 กุมภาพันธ์ 2543 นี้ และจะเสนอให้คณะกรรมการยกร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ นำไปออกกฎกระทรวงต่อไป
ผู้โพสต์ : อ็อด แม่น้องปาล์ม [Thu, 24 Sep 2009 01:37 124.120.125.74]

 อ็อด แม่น้องปาล์ม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 16 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
2001/07/25 กรุงเทพธุรกิจ

ศธ.ไฟเขียว ร.ร.อนุญาตจัดโฮมสคูล
เน้นสะดวก - มีหลักประกันคุณภาพ
ร.ร.ช่วยเหลือด้านวิชาการ - ทรัพยากร - เงินอุดหนุน


ศธ.ปรับร่างกฎกระทรวงจัดโฮมสคูล เน้นสะดวกและมีหลักประกันด้านคุณภาพ ให้โรงเรียนมีอำนาจให้การอนุญาตให้จัด ตรวจสอบคุณภาพ และให้ยกเลิกได้ ผู้ขออนุญาตจะต้องเสนอแผนจัดการศึกษาและรายละเอียดคุณสมบัติผู้สอน เพื่อให้ความมั่นใจที่จะจัดโฮมสคูลได้ พร้อมกันนั้น โรงเรียนจะต้องช่วยเหลือและดูแลผู้จัด ทั้งด้านวิชาการและทรัพยากร รวมเรื่องเงินอุดหนุนด้วย

นายพนม พงษ์ไพบูลย์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมเรื่องร่างกฎกระทรวง การจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือ โฮมสคูล ( Home school) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาหลักการของการจัดโฮมสคูล ที่คณะทำงานของกระทรวงได้ยกร่างเสนอมา ซึ่งที่ประชุมได้ให้เปลี่ยนแปลงหลักการที่คณะทำงานยกร่างเสนอมาบางจุด เพื่อให้การจัด โฮมสคูล มีความสะดวก และมีการประกันคุณภาพมากขึ้น

และสำหรับแนวทางในการจัดโฮมสคูล เบื้องต้นกำหนดให้ผู้ที่ต้องการจัดโฮมสคูล ให้ขออนุญาตจากสถานศึกษา ที่อยู่ในพื้นที่บริการ หรืออยู่ใกล้บ้านของผู้ขอ โดยผู้ขอต้องระบุแผนการจัดการเรียนการสอน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สอน สถานที่ที่จัดการเรียนการสอน เมื่อสถานศึกษาพิจารณาหากเห็นว่าเหมาะสม ให้เสนอให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเห็นชอบ ผู้ขอจึงสามารถจัดโฮมสคูลได้

โดยหลักการการจัดโฮมสคูล ก็ให้จัดตามหลักสูตรเดียวกันกับที่กระทรวงศึกษาธิการใช้ แต่อาจมีแผนการจัดการเรียนการสอนที่ต่างกับกระทรวงศึกษาได้ฯ ซึ่งผู้ขอจะต้องร่างแผนการจัดการเรียนการสอน พร้อมข้อมูลเกี่ยวข้องส่งมาด้วย เพราะผู้จัดจะต้องรายงานผลการจัดการศึกษา ต่อสถานศึกษาที่ขออนุญาต อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และสถานศึกษากับเขตพื้นที่การศึกษา มีหน้าที่ดูแลติดตาม หากพบว่าโฮมสคูลใดไม่สามารถดำเนินการ ตามแผนการจัดการศึกษา ที่ได้ขออนุญาตไว้ ให้เขตพื้นที่ยกเลิกการอนุญาตได้ เมื่อได้ให้คำแนะนำ และเวลาสมควรในการปรับปรุงการเรียนการสอนแล้ว ส่วนในเรื่องการจบการศึกษา ให้สถานศึกษาเป็นผู้ประเมินผลการศึกษาของเด็ก เพื่อออกหลักฐานการจบการศึกษา หรือประกาศนียบัตรให้ นายพนม กล่าว

นอกจากนี้ ในร่างกฎกระทรวงได้มีการกำหนดเพิ่มเติมให้ สถานศึกษาต้องให้การสนับสนุนและช่วยเหลือโฮมสคูล ทั้งด้านวิชาการ ทรัพยากร หรืออื่นๆ ตามสมควร เช่น การอบรมครู การสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน ให้คู่มือครู หรือการให้เงินอุดหนุน ซึ่งในเรื่องเงินอุดหนุน หากยึดตามมาตรา 60 (1) ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 แล้ว จะต้องให้เงินอุดหนุนรายหัวแก่นักเรียน ที่เรียนในโฮมสคูลเท่ากับนักเรียน ที่เรียนในโรงเรียนรัฐ และเอกชน ด้วย แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้แก้มาตรา 60 (1) ฉะนั้นต้องรอดูก่อนว่าจะมีการแก้ไขอย่างไร จึงจะบอกได้ว่านักเรียนในโฮมสคูลจะได้รับเงินอุดหนุนรายหัวหรือไม่ ถ้าได้เท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม ในกฎกระทรวงเกี่ยวกับโฮมสคูลได้เปิดช่องไว้แล้วว่า โรงเรียนจะต้องให้เงินอุดหนุนแก่โฮมสคูลอยู่แล้ว ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวจะนำไปรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง ก่อนนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ผู้โพสต์ : อ็อด แม่น้องปาล์ม [Thu, 24 Sep 2009 01:39 124.120.125.74]

 อ็อด แม่น้องปาล์ม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 17 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
2000/12/30

ก้าวแรกครอบครัวจัดการศึกษา พิสูจน์น้ำยางานปฏิรูปของไทย

สิทธิของครอบครัวในการจัดการศึกษาให้กับบุตรหลาน หรือที่เรียกกันว่าโฮมสคูล เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในสังคมไทย และมีการผลักดันในเชิงแนวคิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะแรกๆ ของการเปิดประเด็นปฏิรูปการศึกษา กระทั่งสามารถบรรจุเนื้อหาดังกล่าวเข้าไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 มาตราที่ 12

นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ไม่แน่นักว่าเพียงการถูกระบุบัญญัติในกฎหมายแม่บททางการศึกษา จะนับความสำเร็จได้สักเพียงใด เพราะถ้ามองในแง่ปรัชญา-หลักการปฏิรูปการศึกษา ครอบครัวก็ย่อมมีสิทธิจัดการศึกษาได้ โดยสอดรับกับแนวคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยที่เป็นพื้นฐานของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ซึ่งก็อาจไม่ต่างจากสิทธิอีกหลายประการของประชาชนคนไทยที่ถูกประกาศในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้ ปัญหาอยู่ที่การนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ

มาตรา 12 ที่ให้สิทธิแก่พ่อแม่ก็เช่นกัน นับจากการประกาศ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เมื่อเดือนสิงหาคม 2542 ตลอดระยะเวลานับจากนั้น จนถึงสิ้นปีนี้ ถือเป็นช่วงของการนำวลี "ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ตอนท้ายมาตรามาดำเนินการให้เกิดเป็นจริง

ช่วงต้น หน่วยงานที่กระตือรือร้นในเรื่องนี้ ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ที่ตีความว่าโฮมสคูลเป็นการจัดการศึกษาโดยเอกชน สช.จึงลุกขึ้นมากำหนด 7 แนวทาง เพื่อการจัดโฮมสคูล

โฮมสคูลแม้จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย จนกฎหมายก็ยังตามไม่ทันกระแสความคิด แต่สำหรับสังคมตะวันตก หลายประเทศพ่อแม่สามารถปฏิเสธที่จะส่งลูกเข้าโรงเรียน และจัดการศึกษาให้บุตรหลานเอง โดยมีกฎหมายให้การรับรอง และมีพัฒนาการไปไกลไปถึงขั้นการเทียบโอนนักเรียนระหว่างในกับนอกระบบ เด็กจากโฮมสคูลของหลายประเทศได้รับการยอมรับอย่างดี ทั้งจากสถาบันการศึกษาต่างๆ และจากสถาบันทางสังคมอื่น

ของไทยเอง แม้กระบวนการทางกฎหมายโฮมสคูลเพิ่งเริ่มต้น กระนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองหลายสิบครอบครัวได้เริ่มจัดโฮมสคูลกันไปแล้วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยอาศัยช่องทางตามระเบียบของกรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เพื่อให้ลูกหลานได้รับวุฒิการศึกษาเทียบเท่าในระบบ แต่ในทางปฏิบัติเป็นการสอนลูกโดยครอบครัว การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวยิ่งเป็นที่สนใจเพิ่มขึ้น เมื่อมีกระแสปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมาพร้อมการผลักดันให้โฮมสคูลถูกต้องตามกฎหมาย อีกหลายสิบครอบครัวจึงเริ่มสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยมีการรวมตัวกัน ทั้งเพื่อติดตาม-ผลักดันในเชิงกฎหมาย และเกื้อกูลกัน เพื่อจัดการศึกษาให้กับลูกหลาน

พ่อแม่กลุ่มเดียวกันนี้เอง ที่ออกมาคัดค้านอย่างแข็งขันต่อการที่ สช.จะเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการร่างกฎกระทรวงครอบครัวจัดการศึกษา ด้วยเหตุผลที่ว่า แนวทางทั้ง 7 ของ สช.ไม่ใช่แนวทางเดียวกันกับที่กลุ่มพ่อแม่ร่วมกันผลักดัน มาตั้งแต่เมื่อตอนร่าง พ.ร.บ.การศึกษา แต่เป็นแนวที่ สช.เขียนขึ้นมาเอง จากทัศนะที่พ่อแม่มองว่า "ยังอยู่ในกรอบราชการ" นอกจากนี้ พ่อแม่ยังมองความพยายามของ สช.ว่า เป็นเพราะหน่วยงานรัฐต้องการเข้ามากำกับควบคุมโฮมสคูลอย่างเข้มงวด เพราะเป็นภารกิจที่ภาครัฐดำเนินการแต่เพียงผู้เดียวมาอย่างต่อเนื่อง จึงเกรงกันต่อไปว่า จะส่งผลให้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่ติดตามมา อาจถูกบิดเบือนจากหลักการเบื้องต้นที่ควรจะเป็น

ประเด็นสำคัญที่กลุ่มพ่อแม่โฮมสคูลไม่เห็นด้วยกับ สช.ในครั้งนั้น เป็นเรื่องของรูปแบบและเนื้อหาการจัดการศึกษา รวมทั้งการประเมินผล ที่กลุ่มพ่อแม่เห็นว่า น่าจะมีความยืดหยุ่นหลากหลายตามสภาพแวดล้อมของแต่ละครอบครัว ไม่ใช่แค่การยกโรงเรียนมาไว้ที่บ้าน ในเมื่อแรงผลักดันเบื้องต้นที่สำคัญประการหนึ่งของการจัดโฮมสคูล ก็เนื่องมาจากพ่อแม่เห็นปัญหาการศึกษาในระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และยังไม่เห็นทางออกที่ทันท่วงที จึงเลือกที่จะจัดการศึกษาให้ลูกด้วยตัวเอง

ด้วยการต่อสู้ของกลุ่มพ่อแม่ ที่ได้แรงสนับสนุนจากนักการศึกษา รวมทั้งหน่วยงานผู้ผลักดันการปฏิรูปอย่างสุดตัวคือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) ในที่สุด จึงมีการจัดตั้งคณะทำงานยกร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี ดร.ถนอม อินทรกำเนิด ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน เพื่อให้ทำหน้าที่จัดทำกฎกระทรวงให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของมาตราที่ 12 ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

คณะทำงานได้ใช้เวลาตลอดหลายเดือน เพื่อร่วมงานกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวแทนพ่อแม่โฮมสคูล จนได้ร่างกฎกระทรวงการจัดการศึกษาโดยครอบครัว โดยในขณะนี้ อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นในหลายจังหวัด ทั้งที่เชียงใหม่ อุบลราชธานี และสงขลา ซึ่งเมื่อพ้นจากขั้นตอนนี้แล้ว จึงจะเป็นการนำร่างฉบับดังกล่าวมาปรับปรุง ก่อนจะนำเสนอกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาอีกครั้ง จากนั้น ถึงจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และมีผลบังคับใช้ในลำดับต่อไป ซึ่งแน่นอนว่า ต้องเป็นคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหน้าหลังการเลือกตั้งวันที่ 6 ม.ค.2544

นอกจากการติดตามในเชิงนโยบาย กลุ่มพ่อแม่โฮมสคูล ยังมีความพยายามในการหาแนวร่วมเชิงความคิด โดยการจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานการศึกษาโดยครอบครัว เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้ โดยการสนับสนุนจาก สกศ.อีกเช่นกันโดยศูนย์ประสานงานดังกล่าว นอกจากจะคอยติดตามและเร่งรัดผลักดันนโยบายรัฐ เกี่ยวกับโฮมสคูลแล้ว ศูนย์ก็ยังจัดกิจกรรมเพื่อเกื้อกูลกันระหว่างกลุ่มครอบครัว รวมทั้งการจัดการสัมมนา "ก้าวแห่งการเริ่มต้นการจัดการศึกษาโดยครอบครัว" ขึ้น ประมาณเดือนละครั้ง เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีการเชิญครอบครัวที่จัดโฮมสคูลอยู่ก่อนแล้ว มาบรรยายพิเศษในเรื่องประสบการณ์การจัดโฮมสคูลที่ผ่านมา เพื่อมุ่งพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาโดยครอบครัว

นายยุทธชัย เฉลิมชัย ผู้อำนวยการศูนย์ และเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ได้เริ่มจัดการศึกษาให้กับลูกชาย 2 คนด้วยตัวเอง ตั้งแต่ปีการศึกษาที่ผ่านมา กล่าวถึง งานในลำดับต่อไปของศูนย์ว่า

"เราจะจัดทำคู่มือเบื้องต้นในการจัดการศึกษาโดยครอบครัว เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโฮมสคูลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับคนที่เริ่มสนใจ นอกจากนี้ จะศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับสถานศึกษาที่จะร่วมจัดการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา ได้ติดต่อไปยังโรงเรียน และได้รับการตอบรับให้ความร่วมมือ จากหลายโรงเรียน อย่างที่โรงเรียนราชวินิต และโรงเรียนมีนประสาทวิทยา"

นายยุทธชัย ย้ำว่า การจัดโฮมสคูลของกลุ่มตนที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ได้มีพื้นฐานความคิดในการต่อต้านระบบโรงเรียน เพียงแต่พิจารณาเห็นข้อบกพร่องบางประการของการเรียนในระบบ และต้องการให้การจัดโฮมสคูลเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ก็ยังเห็นข้อได้เปรียบของโรงเรียนในระบบ อย่างเช่น ความเพียบพร้อมในด้านทรัพยากร วัสดุ อุปกรณ์ ฯลฯ และด้วยแนวความคิดเช่นนี้เอง กลุ่มพ่อแม่จึงเห็นว่า ทั้งโฮมสคูลและโรงเรียนน่าจะมีความร่วมมือกันเพื่อจัดการศึกษา

อย่างไรก็ดี การเดินสายรับฟังความคิดเห็นโดยคณะทำงาน ยังถูกท้วงติงอยู่บ้างว่า ในการไปจัดเวทียังต่างจังหวัด ผลตอบรับมักเป็นเสียงคัดค้าน ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ที่เข้าฟังส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครูและผู้ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานจัดการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่า มุมมองต่อการที่พ่อแม่จะลุกขึ้นมาจัดการศึกษาด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจและเห็นด้วยได้ ในเมื่อตลอดร้อยปีที่ผ่านมา สังคมไทยคุ้นชินอยู่กับการจัดการศึกษาที่ดำเนินการโดยภาครัฐล้วนๆ หรือแม้จะเป็นสถาบันการศึกษาเอกชน แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอน ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน

ความหมายของครอบครัวจัดการศึกษา จึงเป็นเรื่องของ "อำนาจ" ซึ่งที่ผ่านมา ถูกถือเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เมื่อมาถึงยุคที่การกระจายอำนาจถูกถือเป็นอุดมคติที่ต้องสานต่อ การจัดการศึกษาแบบโฮมสคูล รวมทั้งโดยสถาบันทางสังคมอื่นนอกเหนือจากรัฐ ที่ถูกยืนยันสิทธิ ตามระบุใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะเป็นจริงได้เพียงใด จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ต้องติดตามต่อว่าด้วยการศึกษาไทยในยุคปฏิรูป

ผู้โพสต์ : อ็อด แม่น้องปาล์ม [Thu, 24 Sep 2009 01:40 124.120.125.74]

 อ็อด แม่น้องปาล์ม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 18 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2543

พลิกอดีตโฮมสคูลไทย ฟื้นสิทธิพ่อแม่จัดการศึกษาโฮมสคูล เชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กๆ

รัชดา ธราภาค

r_dh1971@yahoo.com

ระหว่างที่ความเป็นไปได้ของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือ Home School ในประเทศไทย กำลังอยู่ในขั้นตอนจัดทำกฎรอง เพื่อรับกับกฎหมายแม่บททางการศึกษาซึ่งเพิ่งประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมา ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) สนับสนุน ยุทธชัย-อุทัยวรรณ เฉลิมชัย และ กลุ่มบ้านเรียนปัญญากร ให้ทำวิจัยเรื่อง "รูปแบบและพัฒนาการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในสังคม" โดยกลุ่มของผู้วิจัยก็กำลังเตรียมจัดการศึกษาให้กับลูกๆ หลานๆ ด้วยเช่นกัน

ผู้วิจัยค้นข้อมูลเรื่องการศึกษาไทย พบว่า ตั้งแต่ปี 2464 ที่รัฐเริ่มจัดการศึกษาภาคบังคับให้พ่อแม่ทุกคนต้องส่งลูกไปโรงเรียน จากก่อนหน้านั้น การเรียนรู้เคยอยู่ที่บ้านและวัด มีข้อมูลจากโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จ.กาญจนบุรี ว่า ในช่วง 10 ปีมานี้ ราว 30 ครอบครัวได้ทำโฮมสคูล โดยนำชื่อเด็กไปฝากที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก พวกเด็กๆ เลยรับวุฒิการศึกษาจากกรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เพื่อไปเรียนต่อระดับสูงได้ แม้ยังไม่มีกฎหมายให้สิทธิโฮมสคูลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ยุทธชัย-อุทัยวรรณ ใช้ 10 กรณีศึกษา เพื่อนำเสนอในรายงาน พบว่า มีหลายสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ตัดสินใจจัดโฮมสคูล ที่สำคัญเป็นเรื่องปรัชญา-แนวคิดทางการศึกษา ที่พ่อแม่โฮมสคูลมักมีความเชื่อต่างไปจากการศึกษา "กระแสหลัก"

อย่างครอบครัวของ พิภพ-รัชนี ธงไชย ผู้ก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ด้วยแนวคิดการศึกษาของโรงเรียนซัมเมอร์ฮิลล์ ที่เน้นเสรีภาพในการเรียนรู้ของเด็ก และปฏิเสธการใช้อำนาจโดยผู้ใหญ่ จึงเริ่มจัดโฮมสคูลให้ลูกชาย 2 คนมาตั้งแต่ปี 2522 พร้อมๆ กับการตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก นับเป็นโฮมสคูลไทยรุ่นบุกเบิก ตอนนี้ ลูกคนโตอายุ 30 ปี เรียนจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนคนเล็กอายุ 25 ปี ได้ปริญญาตรี จากสถาบันราชภัฏสวนสุนันทา

หรืออาจเป็นพ่อแม่ที่มีความเชื่อ-แนวทางชีวิต ที่ไม่สอดคล้องกับการศึกษาในระบบโรงเรียน เช่น ครอบครัว ชุตินธร ที่ศรัทธาในศาสนาคริสต์นิกายเซเว่นเดย์ แอดเวนติสต์ และเชื่อว่า การให้การศึกษาแก่ลูกเป็นสิทธิและหน้าที่โดยชอบธรรมของพ่อแม่ รัฐไม่มีสิทธิที่จะผูกขาด โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ยืนยันจะใช้สิทธิ รวมทั้งเชื่อว่า การศึกษาต้องมุ่งที่คุณธรรมมากกว่าตัวความรู้ โดยจุดหมายสุดท้าย คือ ความศรัทธาในพระเจ้าและชีวิตอันเป็นนิรันดร์ น.พ.โชติช่วง และภรรยาจึงจัดโฮมสคูลให้ลูกมาตลอด ตอนนี้ลูกคนโต อายุ 21 ปีกำลังเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐ คนรองเรียนมหาวิทยาลัยมหิดล นานาชาติ และคนเล็กอยู่เกรด 11 โรงเรียนนานาชาติ

เด็กบางคนก็มีลักษณะเฉพาะที่ต้องการการดูแลและจัดการศึกษาให้เป็นพิเศษ อย่างครอบครัวของ "น้องโจ" ด.ช.กษิดิ์เดช คุณวัฒนาการ เด็กอัจฉริยะที่โด่งดังจากการปรากฏตัวในรายการ "เจาะใจ" เมื่อหลายปีก่อน ด้วย ความปราดเปรื่องด้านอิเล็กทรอนิกส์ ในวัยเพียง 9 ปี แต่ชีวิตจริง น้องโจ และคุณแม่กลับต้องเผชิญปัญหาสารพัด เพราะทางโรงเรียนไม่สามารถรับมือกับเด็กสมาธิสั้น ที่แม้จะเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ แต่เป็นเด็กมีปัญหาในสายตาคุณครู คือ "ความซุกซน อยู่ไม่สุข เบื่อง่าย ไม่เชื่อฟัง ขี้โมโห ก่อกวน" คุณครูที่ต้องดูแลเด็กหลายสิบคนดูแลโจไม่ได้แน่ ที่สุดคุณแม่จึงต้องจัดโฮมสคูล

สาเหตุอื่นๆ อาจเป็นเรื่องของพ่อแม่ที่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ ได้ซึมซับแบบอย่างของการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ สนองต่อการเรียนรู้ที่แท้จริงมากกว่า บางครอบครัว ลูกๆ ประสบปัญหาความรุนแรง ล่วงเกิน ถูกทำร้ายทางจิตใจจากระบบ หรือบุคลากรในโรงเรียน เมื่อไม่สามารถหาโรงเรียนที่ "ไว้ใจได้" ก็เป็นเหตุให้พ่อแม่ตัดสินใจทำโฮมสคูล

จากการรวบรวมข้อมูล พบว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่ของกรณีศึกษามีความรู้ระดับปริญญาตรี มีฐานะปานกลาง และมีเวลาให้กับลูก โดยทุกครอบครัวจะมีคนใดคนหนึ่ง ไม่พ่อก็แม่ที่จะปลีกเวลาจากงานอาชีพที่ไม่รัดตัวมากนัก หรืออาจเป็นพ่อหรือแม่ที่ไม่ต้องทำงานอาชีพเลยมาดูแลลูกโดยตรง

ในแง่ของรูปแบบการจัดโฮมสคูลในประเทศไทย ผู้วิจัยพบว่า มี 4 ลักษณะใหญ่ๆ คือ

การจัดโดยมีข้อตกลงร่วมกับทางโรงเรียน ได้แก่ ครอบครัวของ สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ซึ่งดำเนินโครงการ "บ้านป่าแห่งการเรียนรู้" ให้ลูก 3 คน ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยร่วมกับสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอสตึก, สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดบุรี, สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) แบ่งชัดเจนว่า วันจันทร์-พุธ เด็กๆ เรียนวิชาการที่โรงเรียน ส่วนวันอื่นๆ เรียนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และการงานพื้นฐานอาชีพกับครอบครัว แต่ที่สุดประสบปัญหาซึ่งเป็นอุปสรรคจนต้องยุติโครงการ คือ ครูและผู้บริหารโรงเรียนไม่เข้าเรื่องโฮมสคูล แต่ที่ยอมร่วมมือเพราะเป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

ดำเนินการเองโดยครอบครัวเดี่ยว เป็นโฮมสคูลส่วนใหญ่ของไทย

ดำเนินการโดยกลุ่มครอบครัว รูปแบบนี้เป็นความพยายามของกลุ่มบ้านเรียนปัญญากร ที่เบื้องต้นมีสมาชิก 8 ครอบครัว เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่กลางปี 2542 โดยแต่ละบ้านมีอิสระในการจัดการศึกษา แต่มีปรัชญา และหลักการพื้นฐานทางการศึกษาร่วมกัน รวมทั้งมีกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมตามที่ตกลงกันไว้

กลุ่มครอบครัวแบบรวมศูนย์การจัดการในที่เดียว เป็นการที่หลายครอบครัวมาจัดการศึกษาให้ลูกหลานร่วมกัน โดยจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียน หรือโรงเรียน โดยครอบครัวจะกำกับดูแลทั้งนโยบายและการบริหารจัดการ ตัวอย่างเช่นสถาบันปัญโญทัย ใต้การดูแลของมูลนิธิวอลดอร์ฟ-ปัญโญทัย ซึ่งครอบครัวของ น.พ.พร-จันทร์เพ็ญ พันธุ์โอสถ จัดการศึกษาให้ลูกๆ และลูกๆ ของกลุ่มครอบครัวที่เห็นด้วยกับแนวทางวอลดอร์ฟ โดยใช้บ้านเป็นทำเลจัดการเรียนการสอน

ส่วนหลักสูตรโฮมสคูล ถ้าเทียบเคียงกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่กำหนดไว้ 3 ระบบ โฮมสคูลของไทยมีทั้ง 3 ระบบ คือ ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย หรือผสานกันทั้ง 3 ระบบ มีตั้งแต่ที่เป็นแบบแผนที่สุด ไปจนถึงไม่มีแบบแผน หลายครอบครัวเริ่มดูที่สาระหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนสาธิต โรงเรียนนานาชาติ หรือของต่างประเทศ ว่า ลูกต้องเรียนรู้อะไรบ้างในแต่ละวัย แล้วพอนำมาใช้จริงก็จะพลิกแพลงยืดหยุ่นไปตามความพร้อมและความสนใจของลูกเป็นสำคัญ จากนั้น ก็อาจพัฒนาหลักสูตรของครอบครัวขึ้นมา โดยตกลงร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก แต่บางครอบครัวอาจไม่มีสิ่งที่เรียกว่าหลักสูตรอยู่เลยก็ได้ โดยเชื่อว่า การเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นในทุกขณะ

เมื่อถามถึงหลักสูตรของครอบครัว พึ่งอุดม ที่จัดโฮมสคูลให้ ด.ช.ฟ้าใส, ด.ช.สายเมฆ และ ด.ญ.ใบคา คุณแม่ คือ สมพร พึ่งอุดม ตั้งชื่อว่า "เรียนด้วยหัวใจ" เป็นหลักสูตรที่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันคิด โดยจะแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย เช่น หัวข้อใหญ่ '10 นิ้วของฉัน' ประกอบด้วย หัวข้อย่อย คือ ปั้นดิน งานประดิษฐ์ ทำอาหาร ทำของเล่นเอง หรือหัวข้อใหญ่ "อาหารสมอง" ประกอบด้วย อ่านหนังสือ คิดเลข วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ส่วน 'โลกกว้างใหญ่' ประกอบด้วย การไปเที่ยว การฟังเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่ ทะเล ภูเขา ฯลฯ แล้วก็มีหัวข้อใหญ่อื่นๆ อีก

"เด็กๆ จะเลือกหัวข้อย่อยได้ตามใจในแต่ละวัน เขาจะเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อยๆ ค่ะเมื่อเขาเบื่อหัวข้อเก่า แต่จะตกลงกันว่า เรื่องที่เป็นหัวข้อหลักจะต้องทำให้ครบในหนึ่งเดือน" สมพร หรือ "ครูส้ม" เล่าให้ฟัง

ด้านกระบวนการเรียนรู้ พบว่า โฮมสคูลในสังคมไทยให้ความสำคัญกับการเคารพ และเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กๆ และเห็นว่า ต้องเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งครอบครัว และจะต้องเป็นการเรียนรู้อย่างบูรณาการ เรียนรู้ได้ในทุกวิถีทาง รวมทั้ง มองว่า การเรียนรู้เกิดจากและพัฒนาสู่การค้นพบตัวตนของเด็ก เพื่อพวกเขาจะพัฒนาตนไปตามความสนใจ-ความถนัดอย่างเต็มศักยภาพ และสมดุลกับพัฒนาการด้านอื่นๆ แนวทางจัดกิจกรรมจึงเป็นไปอย่างหลากหลาย

อีกประเด็นสำคัญ คือ เรื่องการประเมินผล แนวทางที่เป็นอยู่ขณะนี้ ผู้วิจัยสรุปว่า มีวิธีที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่มีการสังเกตลูกอย่างใกล้ชิด ด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติ โดยมุ่งที่พัฒนาการที่แท้จริงของลูก ไม่เน้นผลการสอบคัดเลือก และดู "กระบวนการ" มากกว่า "ผลลัพธ์" รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการประเมินผลด้วยตัวเอง

ผู้วิจัยชี้ว่า การประเมินผลต้องสัมพันธ์กับเป้าหมาย ในเมื่อการศึกษาในระบบที่เป็นอยู่ มีเป้าหมายที่การสร้างคนที่มีคุณภาพมาตรฐานของสังคมในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม เพื่อป้อนแรงงานสู่ระบบการผลิต จึงประเมินความสำเร็จกันตรงประสิทธิภาพ โดยการจัดแข่งขันเพื่อคัดเลือกคนที่สนองประโยชน์ได้ และคัดทิ้งคนที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่ในช่วงสิบปีมานี้ กระแสการศึกษาเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจของมนุษย์เพิ่มขึ้น การประเมินจึงไม่ได้วัดแค่ความฉลาด ความรู้ หรือความจำ กระนั้น ระบบโรงเรียนที่ถือกำเนิดในยุคอุตสาหกรรมยังยึดแบบแผนวิธีการที่ดูจะขัดแย้งกับเป้าหมายในการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม

จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า หากโฮมสคูลเป็นคำตอบของแนวคิดในยุคหลัง ที่ให้ความหมายต่อการศึกษาต่างออกไปจากระบบเก่า พ่อแม่โฮมสคูลจะฟันฝ่าวิธีคิดแบบเดิมๆ ที่ติดมากับกลไกจัดการศึกษาแบบราชการไทยไปได้อย่างไร (ซึ่งคงไม่ง่าย ถึง พ.ร.บ.จะเปิดทางไว้ให้แล้วก็เถอะ)
ผู้โพสต์ : อ็อด แม่น้องปาล์ม [Thu, 24 Sep 2009 01:41 124.120.125.74]

 อ็อด แม่น้องปาล์ม


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 19 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า หากโฮมสคูลเป็นคำตอบของแนวคิดในยุคหลัง ที่ให้ความหมายต่อการศึกษาต่างออกไปจากระบบเก่า พ่อแม่โฮมสคูลจะฟันฝ่าวิธีคิดแบบเดิมๆ ที่ติดมากับกลไกจัดการศึกษาแบบราชการไทยไปได้อย่างไร (ซึ่งคงไม่ง่าย ถึง พ.ร.บ.จะเปิดทางไว้ให้แล้วก็เถอะ)
ผู้โพสต์ : อ็อด แม่น้องปาล์ม [Thu, 24 Sep 2009 01:44 124.120.125.74]

 ป้าธร


สมาชิกทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 20 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
ขอบพระคุณทุกท่านมากๆ เลยค่ะ...

ตอนนี้เท่าที่ป้าธรจะทำได้ ก็คงแค่พยายามให้ความรัก ความเอาใจใส่ อบรมแนะนำหลานเท่าที่จะทำได้ ขอเพียงให้เขามีความสุข และรู้ว่ามีคนที่ยังรักเขาอยู่ใกล้ๆ... ป้าเป็นแค่ป้า... คงทำได้เท่านี้เองค่ะ...

ขอบพระคุณทุกๆ ท่านอีกครั้งนะคะ
ผู้โพสต์ : ป้าธร [Wed, 07 Oct 2009 02:08 111.84.61.72]

 ปลายฟ้า


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 21 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
แม่น้องปาล์ม สร้างบ้านดินหรือยัง
ยังไงน่าจะมีโอกาสได้ไปแวะดูนะภายในปีนี้
ปลายฟ้าชอบอ่านหนังสือ
ตั้งแต่อ่านหนังสือได้ พ่อแม่ก็เบาใจไปมาก
เพราะเขาได้เปิดโลกของเขาแล้ว การที่เด็กอ่านเพราะอยากรู้ เพราะสนใจ
มันงดงามมาก เพราะเป็นความปราถนาของตัวเด็กเองที่จะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เขาเลยสนุกและมีความสุขที่ได้แสวงหาในสิ่งที่เขาอยากรู้
อาทิตย์ก่อนเขาอ่านบ้านเล็กในป่าใหญ่ได้เอง
หลังจากที่แม่อ่านให้เขาฟ้งเมื่อเกือบสามปีที่ผ่านมา
ตอนอ่านให้เขาฟัง
ยังนึกไม่ออกเลยนะว่าเมื่อไหร่เขาจะอ่านเองได้
บางทีก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา เรืองที่ดูเหมือนจะยาก ๆ ในชีวิต
บางทีมันก็ง่ายนิดเดียว
แต่คนในยุคเราไปทำให้มันยากเอง
หรือบางทีระบบทุนนิยมเข้มข้น มันก็ทำให้เราโดนบังคับกลาย ๆ ให้กลายเป็นทาสของมันโดยไม่รู้ตัว
ไม่ว่าจะเรื่องการศึกษาของเด็กในโรงเรียนที่วุ่นวายจนน่ากลัว
หรือเรื่องสุขภาพของคนที่ยิ่งเจริญยิ่งป่วย ยิ่งรวยยิ่งมีโอกาสเป็นมะเร็ง
สรุปว่า
คนในสังคม ถูกชักจูงบ้าง บังคับบ้าง หลอกบ้าง
ให้กลายเป็นเหยื่อ
ของการหากำไรในรูปแบบต่าง ๆ ที่นับวันจะไร้ศีลธรรม และเข้าข่ายโหดเหี้ยมอย่างเลือดเย็นเข้าไปทุกที
วัน ๆ หาเวลาให้ตัวเองและครอบครัวไม่ได้
ต้องขาย เวลา ตลอดเวลา
เงินที่ได้มา
ต้องนำส่ง โรงเรียนบ้าง โรงพยาบาลบ้าง
หาไม่พอก็เป็นหนี้
ต้องนำส่งเงินให้นายธนาคารอีก
แค่ทำโฮมสคูลอย่างเดียว คงไม่พอ
ถ้าอยากปรับสมดุลชีวิต
คงต้องคิดออกจากเมือง
ออกจากค่าครองชีพอันสูงลิบ
ทำให้ต้องทำงาน จนแม้แต่เวลาจะกระพริบตาก็ไม่มี เวลาสังเกตุลมหายใจก็หาไม่ได้
ออกจากอากาศเป็นพิษที่บ่อนทำลายเราทุกลมหายใจเข้าออก
ไม่นับรวมถึงรถที่ติดไม่มีวันจบสิ้น
ถ้าหลุดออกจากระบบได้
ใช้ให้น้อยลง ก็จะหาน้อยลง
เวลาจะมากขึ้น
ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นขึ้น
ชีวิตที่มีความสุขขึ้น สุขภาพดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ลูกก็จะผูกพันกับเรา เพราะเราให้เขาได้เต็มเวลา เต็มใจ เต็มสมอง
มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มจริง ๆ
ที่สำคัญ เราจะได้มีโอกาสทำหน้าที่แท้จริงของมนุษย์
นั่นคือการปฎิบัติธรรม ทั้งที่เกิดจากการทำงานบ้านในชีวิตประจำวัน
แต่การอ่านหนังสือธรรมมะ สนทนาธรรมกับกัลยาณมิตร พระสงฆ์ที่น่าเคารพบูชา ใส่บาตรตอนเช้า
และที่สำคัญกว่า
ลูกได้ถูกฝึกให้ปฎิบัติธรรมไปด้วยตั้งแต่เด็ก
ภูมิคุ้มกันความทุกข์ในชีวิต ก็จะถูกปลูกฝังในตัวของเขาตลอดไป
ผู้โพสต์ : ปลายฟ้า [Wed, 07 Oct 2009 05:21 202.133.154.228]

 toon


ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 22 Re: ปลายฟ้า
วัน ๆ หาเวลาให้ตัวเองและครอบครัวไม่ได้
ต้องขาย เวลา ตลอดเวลา
เงินที่ได้มา
ต้องนำส่ง โรงเรียนบ้าง โรงพยาบาลบ้าง


ถูกใจ
ผู้โพสต์ : toon [Thu, 08 Oct 2009 00:48 118.173.53.239]

 หมูหวาน


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 23 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
เคยไปอยู่ไร่ที่สุพรรณฯ ในหนึ่งวันไม่ได้พบเจอคนอื่นนอกจากลูกสาวและสามี มีความสุขมาก ได้ปลูกผัก
ตัดหญ้า อ่านหนังสือ ฟังธรรมะจากวิทยุเอเอ็ม ไม่ดูทีวี ตื่นแต่เช้ามืด เข้านอนไม่เกินสามทุ่ม

สอนลูกสาววัยสี่ขวบกว่าเรื่องทำกับข้าว ซักผ้า (ด้วยมือ) สวดมนต์ก่อนนอน อ่านนิทานก่อนนอน ร้องเพลงกล่อมลูกให้ฟัง

มีความสุขล้น

จนกระทั่งเอาลูกเข้าอนุบาล กิจกรรมต่าง ๆ เกือบไม่ได้ทำอีก สองคนพ่อแม่เข้าสู่ระบบเงินเดือน ปวดใจทุกครั้งที่ลูกถามว่า "แม่ ทำไมเราไม่อยู่ที่ไร่แล้วล่ะ หนูอยากกลับไป"
ผู้โพสต์ : หมูหวาน [Tue, 15 Dec 2009 16:13 114.128.212.112]

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 24 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
น่าจะคิดลองหาหนทางกันใหม่นะครับ คุณหมูหวาน
ผู้โพสต์ : tee [Tue, 15 Dec 2009 17:00 118.173.51.148]

 Tiummy


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 25 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
ผมเรียนโฮมสคูล(Home school)มาตลอด จนจะป.6

เรื่องสังคมไม่ใช่ปํญหานะครับ เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อย

สงสัยเรื่องอะไรถามได้ครับ ที่www.homeschooldd.com
ผู้โพสต์ : Tiummy [Sun, 11 Apr 2010 05:47 122.167.231.167]

 or


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 26 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
ถ้ามองข้อเสียของโฮมสคูลแล้วมองไม่เห็นเลย ไม่ได้มองข้ามนะคะ แต่ว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหตุผลที่พบจริงๆก็คือ ณ เวลานี้ ได้ทำโฮมสคูลมาเป็นเวลามากกว่า ๔ ปีแล้ว สิ่งที่ได้คุ้มมาก สำหรับเด็ก เราไม่ต้องไปนั่งกังวลว่าลูกเรียนทันมั๊ย มีการบ้านมั๊ย อ้าวพูดไม่ดีอีกแล้วเอามาจากไหนเนี่ย พร่งุนี้ลูกจะตื่นไปโรงเรียนทันมั๊ย.... จิปาฐะ และเด็กเองก็มีความสุขกับการที่ได้อยู่กับเรา ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เราได้เห็นพัฒนาการของเค้า และผู้ที่จะทำโฮมสคูลก็ไม่จำเป็นต้องจบสูงถึงปริญญาเอกด้วย ดิฉันเคยถูกถามมาแล้วว่าจบอะไรมา จะสอนได้เหรอ เด็กมีปัญหาอะไรถึงจะโฮมสคูล เป็นไงคะคำถามที่ถูกถามล้วนแล้วแต่....ทั้งนั้น แต่ไม่เป็นไรเพราะว่าเราไม่ต้องการมีปัญหากับใคร เป้าหมายเราคือต้องการสอนเด็กด้วยตัวเราเองต่างหาก
ผู้โพสต์ : or [Thu, 29 Apr 2010 23:42 58.9.100.83]

 สีน้ำ


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 27 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
ข้อเสียของโฮมสคูลก็คือ....
เพื่อนอิจฉาค่ะ
ฮ่าๆ ๆ
ตอนนี้สีน้ำจะขึ้นม.ปลายแล้ว
ผ่านการประเมินช่วงชั้นที่3แล้วค่ะ
พรุ่งนี้จะไปส่งแผนช่วงชั้นที่4กับเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว
รอทางเขตอนุมัติอยู่...
เมล์มาคุยกันนะคะ
ผู้โพสต์ : สีน้ำ [Thu, 13 May 2010 13:37 180.180.92.161]

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 28 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
น่าสนใจมากเลย น้องนำทางจะเมล์ไปปรึกษารุ่นพี่สีน้ำบ้างนะครับ
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 13 May 2010 19:42 111.84.211.248]

 เพ้นท์ฟ้า


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 29 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
ร่วมสนทนาด้วย นะคะ
หนูอายุ 4 ขวบ 1 เดือน กำลังศึกษา อยู่ อ.2 (รร. อนุบาล บูรณะศึกษา ) เฉพาะเทอมแรกที่เปิดเรียนมานี้
ป่วยไปแล้ว 14 วัน ตื่นเช้าไม่ไหวอีก 2 วัน ได้อาการ พฤติกรรมเรียนแบบการมีอำนาจ มีอารมณ์อ่อนไหว
เช่น อาการ ร้องไห้คิดถึงแม่ ในขณะที่อยู่โรงเรียน สุขภาพไม่ค่อยสมบูรญ์ เพราะทานข้าวได้น้อย พักผ่อนได้น้อย
ติดไข้หวัด ที่โรงเรียน พัฒนาการเรียนรู้ได้น้อยลง เพราะก่อนหน้านี้ เพ้นท์ฟ้า อายุ 3-4 ขวบ เรียนอยู่ที่บ้าน
สุขภาพดีกว่านี้มาก การเรียนรู้ ไม่มีขีดจำกัด เช่น นิทานก่อนนอน ที่มีข้อคิด ดีๆ สามารถตั้งคำถาม ได้เป็นอย่างดี
ตอนนี้ คุณพ่อ คุณแม่ของ เพ้นท์ฟ้า จึงต้องการหาทางออก ของปัญหา ที่กำลังก่อตัวขึ้น ไม่ให้ลุกราม
มากไปกว่านี้ ท่านกำลังศึกษาหาข้อมูล ที่จะให้เพ้นท์ฟ้าเรียนอยู่ที่บ้าน คาดว่าน่าเป็นผลสำเร็จได้ในปีการศึกษาหน้า

ผู้โพสต์ : เพ้นท์ฟ้า [Sat, 10 Jul 2010 17:46 58.9.216.86]

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 30 Re: ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School)
ถ้าน้องเพ้นท์ฟ้าและคุณพ่อคุณแม่พร้อมแล้ว ลุยเลยครับ
ผู้โพสต์ : tee [Mon, 12 Jul 2010 07:19 115.67.49.158]
 
หน้า : 1 | 2 | 3 >>
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net
Deprecated: Function ereg() is deprecated in /home/tee/domains/numthang.org/public_html/index.php on line 422