Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
หน้าแรก » เนื้อหา » ข่าวและบทความอื่นๆ » กรรมข้ามภพข้ามชาติ....ยังไง(จะเข้าใจไหมเนี่ย)!
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
Main Menu
Main Category
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
ลิงค์
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท


สนับสนุนเรา

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

Technorati Profile

free counter with statistics

กรรมข้ามภพข้ามชาติ....ยังไง(จะเข้าใจไหมเนี่ย)!

เขียนโดย Phranoi
Tuesday, 04 October 2011


วันนี้ข้าพเจ้าแปลเรื่องราวจากหนังสือ  The Buddha And His Teachings ผลงานท่าน Narada Thera ตอนที่ไม่ยาว...

แต่เรียบเรียงและอ่านทวนอยู่นานมาก เพราะเป็นเรื่องที่อย่าว่าแต่คุณโยมๆทั้งหลายเลย พระสงฆ์หลายๆรูป(ข้าพเจ้าเป็นหัวแถวเลยทีเดียว)...ก็เข้าใจยาก

และอธิบายยากอีกเหมือนกัน....นั่นคือเรื่องของการที่"กรรม"ส่งผลข้าม"ชาติภพ"ที่มีความตายมาคั่นอยู่ตรงกลางได้อย่างไร....

แล้วยังมีประเด็นเชิงศีลธรรมว่าถ้าเราจำกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อนไม่ได้แล้วผลมาแตกโป๊ะ...ตรงหน้าเราเอาในชาตินี้แล้วมันยุติธรรมกะเราไหมเนี่ย...

ตอนอ่านน่ะสนุก แต่ตอนจะถ่ายทอดนี่....ข้าพเจ้าก็ลำบากใจอยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ขึ้นขี่ม้าแล้วจะลงเอากลางทางก็ใช่ที่....ข้าพเจ้าขอเสนอบทความที่แปลจากตอนหนึ่งในหนังสือดังกล่าวข้างต้นนั้น

ในบทที่ชื่อว่า Moral Responsibility หรือในพากย์ไทยว่า "ความรับผิดชอบทางศีลธรรม" ให้ท่านพิจารณา

ถ้าไม่เข้าใจ...โทษข้าพเจ้า เพราะพระอาจารย์นารทเถระท่านเขียนไว้ของท่านดีเหลือเกิน เข้าใจได้ชัดเจนสมเหตุสมผลแจ่มแจ้งแล้ว

ขอเชิญท่านลองค่อยๆอ่าน(แล้วก็ถ้าจะติก็ค่อยๆตินะ...พอเป็นแรงใจให้ทำงานต่อ) ได้ ณ บัดเดี๋ยวนี้
......!!!

 ความรับผิดชอบด้านศีลธรรม


"ตนทำตนให้หมองเอง
ตนทำตนให้บริสุทธิ์เอง"
(ธรรมบท)

เมื่อมีการถือกำเนิดเกิดขึ้นมา...นั่นจะนับว่าเป็นผู้นั้นรับผลที่ตนกระทำไว้เองหรือว่าเป็นผลที่ผู้อื่นต้องมารับ..? 

การกล่าวว่าบุคคลผู้หว่านพืชนั้นก็คือผู้ที่รับผลนั้นโดยลำพังชนิดเบ็ดเสร็จก็จะเป็นการกล่าวชนิดที่สุดขั้วเกินไป และหากกล่าวว่าบุคคลผู้หว่านจะเป็นคนละคนกับผู้ได้รับผลเลยทีเดียวก็จะสุดขั้วไปอีกทางหนึ่งเช่นกัน

เพื่อเลี่ยงแนวคิดที่จะพาไปไกลจนสุดขั้วทั้งสองข้างเช่นที่ว่านี้พระ
พุทธเจ้าทรงสอนเรื่องทางสายกลางในรูปของเหตุปัจจัยและผล "ไม่ใช่เหมือนกันกับทั้งไม่ใช่อีกอย่าง" คือสิ่งที่ท่านอาจารย์พุทธโฆษกล่าวไว้
ใน  "วิสุทธิมรรค" ซึ่งสามารถใช้การพัฒนาการของผีเสื้อมาใช้บรรยายพอให้เกิดภาพได้

เริ่มต้นจากเป็นไข่ จากนั้นจะกลายเป็นตัวหนอน ขั้นต่อไปตัวหนอนจะกลายเป็นดักแด้และท้ายที่สุดจึงกลายเป็นผีเสื้อ กระบวนการเช่นนี้ปรากฎอยู่ตลอดช่วงชีวิตคน ผีเสื้อไม่ใช่ทั้งสิ่งเดียวกันทั้งไม่ใช่สิ่งอื่นโดยสิ้นเชิงกับรูปแบบต่างๆเช่น ตัวหนอน  นี่ก็เช่นเดียวกันกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปของชีวิตที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง 

 
พระอาจารย์นาคเสนได้อธิบายประเด็นนี้โดยการยกเอาภาพของตะเกียงที่จุดไว้ทั้งคืนมาเทียบ เปลวไฟแรกของตะเกียงที่เห็นไม่ใช่สิ่งเดียวกับเปลวสุดท้ายที่มองเห็น ทั้งๆที่ตลอดทั้งคืนนั้นเปลวไปก็ลุกโพลงอยู่บนตะเกียงอันเดิมอันเดียวกันนั่นเอง เปลวไฟตะเกียงที่ลุกต่อเนื่องกันก็เป็นเช่นเดียวกับความต่อเนื่องของชีวิต แต่ละช่วงขณะที่ดำเนินไปตามๆกันนั้นก็สืบต่อมาจากช่วงขณะก่อนหน้านั้นนั่นเอง

แล้ววิญญาณล่ะมีหรือไม่ ความรับผิดชอบในทางศีลธรรมอีกเล่าจะมีอยู่ได้หรือ.....?

คำตอบคือ ใช่ เพราะมีการสืบเนื่องหรือความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งกระบวนการ ซึ่งเป็นการเข้ามาแทนที่กันโดยคุณสมบัติที่ไม่ต่างจากเดิม

จากเด็ก...ถ้าหากยกตัวอย่าง...ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ สภาวะหลังคือผู้ใหญ่ทั้งไม่ใช่สิ่งเดียวกันโดยแท้กับสภาวะแรกคือเด็ก ด้วยเซลต่างๆก็ได้เปลี่ยนแปรไป  ทั้งยังไม่ใช่คนละสิ่งโดยสิ้นเชิง  ด้วยว่าเป็นการต่อเนื่องของชีวิตหนึ่งเดียว แม้กระนั้นบุคคลหนึ่งเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องรับผิดชอบกับอะไรก้ตามแต่ที่เขากระทำไว้เมื่อเป็นเด็ก ไม่ว่าบนความสืบเนื่องนั้นจะผ่านการตายแล้วเกิดใหม่ที่ไหน หรือต่อเนื่องไปในชีวิตเดิมก็ตาม

ปัจจัยสำคัญของเรื่องก็อยู่ที่การสืบสานไปอย่างต่อเนื่อง สมมติว่าบุคคล A ในการเกิดครั้งก่อนได้มาเป็นบุคคล B ในการเกิดชาตินี้ การ
ตายของ A จัดเป็นปัจจัยทางกายภาพ เป็นการแสดงว่าพลังของกรรมที่ได้หยุดลงไป โดยที่การถือกำเนิดของ B ก็คือปัจจัยทางกายภาพที่เกิดขึ้นใหม่  ทั้งๆที่สภาพที่เป็นวัตถุเปลี่ยนไป แต่กระแสสำนึกที่สืบต่อ(จิตตสันตติ)อันมองไม่เห็น ก็ยังคงไหลเคลื่อนต่อไปโดยไม่ถูกการตายมากีดกั้น พร้อมทั้งนำพารอยประทับทั้งสิ้นทั้งมวลในสำนึกตามติดไปด้วย 

เช่นนั้นแล้วจะกล่าวอย่างเป็นทางการได้ไหมว่า ไม่ใช่ว่า B จะต้องมารับผิดชอบการกระทำของ A ในชาติปางก่อน....?

บางทีอาจมองตรงนี้ว่ามันไม่เรื่องความทรงจำที่สืบเนื่องติดตามผ่านพ้นความตายไปด้วยนี่นา....

แต่ว่าลักษณะเฉพาะหรือความทางจำนั้น ถือเป็นสาระสำคัญในการพิจารณาเรื่องความรับผิดชอบทางศีลธรรมด้วยหรือ...?

คำตอบชัดๆเลยก็คือ...ไม่เลย

ยกตัวอย่างถ้าคนก่ออาชญากรรมแล้วเกิดสูญเสียความจำไป เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นจะถูกลืมไปด้วยหรือ เขาจะไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำหรือไร...

การจำไม่ได้ของเขาไม่อาจนำมาเป็นเหตุให้ละเว้นเขาจากความรับผิดชอบนั้นได้ ในกรณีนี้บางคนอาจว่า "แล้วจะลงโทษเขาอย่างไรดีล่ะ เพราะเขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่านี่คือโทษของการก่ออาชญากรรม แล้วมันจะมีความยุติธรรมอยู่หรือ"

แน่นอนว่ามันไม่มีความยุติธรรมเลยหากเราอยู่ภายใต้การปกครองตามอำเภอใจขององค์เทพผู้ทรงใช้การให้รางวัลและการทำโทษเป็นเครื่องมือบังคับบัญชาเรา

ชาวพุทธนั้นเชื่อในกฎแห่งกรรมอันเป็นเหตุเป็นผลซึ่งดำเนินไปโดยอัตโนมัติซึ่งสามารถจะพูดถึงได้โดยใช้หลักเหตุปัจจัยกับผล แทนการมองเป็นเรื่องของการให้รางวัลและการทำโทษ

พระภิกษุศีลาจารได้กล่าวว่า " หากบุคคลทำการใดในขณะที่หลับ เช่นลุกจากที่นอนแล้วเดินตกจากเฉลียงลงไป เขาก็จะตกลงไปยังถนนข้างล่างและอาจจะมีอาการแขนหรือขาหัก แต่นั่นไม่ใช่การลงโทษสำหรับการละเมอเดิน แต่นั่นเป็นเพียงผลของมันเท่านั้นเอง ความจริงแล้วก็คือที่เขาจำไม่ได้เรื่องที่เขาเดินตกจากเฉลียงไม่มีผลแตกต่างกันเลยจากการที่เขาพลัดตกลงไปโดยรู้สึกตัว...ซึ่งผลของมันก้คือกระดูกหัก ดังนั้นพุทธศาสนิกจึงถือเป็นหลักการที่จะพิจารณากรณีนี้ว่า เขาจะไม่เดินตกจากเฉลียงหรือที่อันตรายอื่นใดทั้งสิ้นไม่ว่าหลับหรือตื่น พร้อมทั้งระมัดระวังที่จะไม่ทำร้ายตนเองหรือคนอื่นที่อาจอยู่ข้างล่างซึ่งอาจโดนเขาตกลงไปทับด้วย"

ความเป็นจริงที่ว่าบุคคลไม่มีความทรงจำเรื่องในอดีตจึงไม่เป็นปัญหาอันใดสำหรับการอาศัยปัญญาทำความเข้าใจเรื่องการทำงานของกฎแห่งกรรม

ความเข้าใจถึงลำดับขั้นตอนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของกระแสแห่งกรรมในสังสารวัฏของชีวิตดังนี้เอง ที่ช่วยหล่อหลอมเป็นบุคลิก
ลักษณะของชาวพุทธ


จบไปข้างบนนั่นคือเนื้อหา ข้างล่างต่อแต่นี้ไปคือน้ำจิ้ม(ไม่อ่านก็ได้) .....

ท่านอธิบายว่ากรรมเมื่อทำแล้วย่อมตามให้ผลโดยไม่เกี่ยวข้องว่าจะตายไปเกิดใหม่ที่ไหนแล้วจดจำได้หรือไม่ว่าเคยได้ทำกรรมอะไรมาก่อน...ด้วยมันเป็นเช่นนั้น และเป็นความยุติธรรมตามหลักของธรรมชาติ(ธรรมะ)
ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.....

ที่สำคัญสุดสำหรับข้าพเจ้าคือ ท่าทีของคนเราต่อการมองเรื่องกรรม-วิบาก(แปลว่าผลของกรรม)อย่างไรนี่สำคัญสุด เพราะเราเอามาใช้ได้ในตอนนี้เลย เหมือนตอนทีี่่ท่านเทียบกับคนละเมอเดิน ในฐานะคนพุทธเราควรมองว่าทำเช่นนี้ให้ผลอย่างไร ถ้าไม่ดี...ไม่ว่าจะต่อตัวเองคนเดียวหรือต่อคนอื่นๆด้วย ก็ระวังไม่ทำเช่นนั้น
หรือถ้าไปรู้ตัวตอนที่ลงมือทำไปแล้วก็พยายามชะลอหรือหยุดหรือพยายามที่จะเบียดเบียนใครต่อใครให้น้อยที่สุด....และอะไรที่ทำไปแล้ว ผลมันก็รออยู่แล้วจะแก้ไขอะไรก็ไม่ทันแล้ว ก็เดินหน้าต่อไปด้วยความระมัดระวังเพิ่มขึ้น

ข้าพเจ้าว่าดีสำหรับคนที่มีความรับผิดชอบ....เพราะเราไปโทษใครไม่ได้เลยเมื่อยามที่กรรมให้ผล
เพราะมันเกิดจากเราทั้งนั้นนนนนนน.......

บุญ-บาป จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำให้ใครได้เลย...อยากได้บุญก็ต้องทำบุญเอง อยากได้บาปก็เชิญทำบาปเอง

ดีแล้วนะข้าพเจ้าว่าน่ะ.....เหมือนอาหารบุฟเฟต์ไง ตักมาเองแล้วมาบ่นว่าไม่อร่อยหรือกินไม่หมด

มันก็จะไปโทษใครได้ล่ะ...จริงไหมล่ะท่าน :)
 

ลิงค์ถาวร

 
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net

Fatal error: Uncaught Error: Call to undefined function ereg() in /home/tee/domains/numthang.org/public_html/index.php:425 Stack trace: #0 {main} thrown in /home/tee/domains/numthang.org/public_html/index.php on line 425