|
|||||||||||||||
|
|||||||||||||||
|
บทเรียนนำทาง : วิชารู้จักตัวเอง II (85/1)เขียนโดย toonMonday, 30 August 2010 ความเดิม บทเรียนนำทาง : วิชารู้จักตัวเอง I ฝึกกันแต่เด็กไปแล้วต่อไปคงไม่ยากที่จะทำให้เค้ารู้จักตัวเองและจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ จะมาต่อตอน 2 แบบง่ายๆ ถ้าใครยังไม่ได้ฝึกแต่เล็กมาก่อน หรือแนะนำสำหรับเด็กที่ขีดเขียนเป็นแล้วจนถึงผู้ใหญ่ ก็คือ 'การเขียนบันทึก' หรือ Diary หรือ Blog หรือจะโน้ตสั้นๆ ก็ว่าไป Home Made Soap สบู่ปลอดภัย ทำง่าย ใช้เอง (128/3)Arrayในสบู่ทั่วไป รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่นๆ อย่าง แชมพู, ยาสีฟัน, น้ำยาซักผ้า, น้ำยาล้างจาน, โฟมล้างหน้า ฯลฯ หรือแม้กระทั่งสบู่, แชมพู, ยาสีฟันสำหรับเด็ก ซึ่งควรจะปลอดภัยมาก ก็กลับไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด หากอ่านฉลากดูจะพบว่าแทบทุกยี่ห้อ ทุกชนิดมีสาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate) ซึ่งเหมือนเป็นสารพื้นฐานที่จะใส่ในทุกตัว (ยังไม่เอ่ยนามอื่นๆ ที่มีอีกมากมายบนฉลากซึ่งเขียนมาทำไมชื่อเคมีเนี่ย จะรู้เรื่องมั้ย?! บอกเลยสิว่าสารก่อมะเร็ง สารทำลายประสาท สารทำลายระบบสืบพันธุ์ ฯลฯ) แม้ว่าปัจจุบันจะมีข้อมูลมากมายที่บอกว่ามันเป็นอันตราย เป็นสารพิษที่จะเก็บสะสมอยู่ในร่างกาย สามารถก่อมะเร็ง และหลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปได้มีการยกเลิกการใช้สารตัวนี้ไปแล้ว แต่ก็อีกไม่น้อย (ซึ่งมากกว่าฝ่ายที่ยกเลิกไปแน่) ก็ยังคงใช้กันอย่างไร้การควบคุมตรวจสอบอยู่ ทั้งในอเมริกาและบ้านเรานี่แหละ พุทธศาสนาคือการเดินทางแบบสิ้นสุดการเดินทาง แล้วจะเลือกเดินอย่างไร (105/0)เขียนโดย teeFriday, 20 August 2010 ได้รับข้อความ ที่น่าสนใจมาแปะ เกี่ยวกับการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางแบบสิ้นสุดการเดินทางของศาสนาพุทธ ซึ่งในที่นี้น่าจะเป็น นิพพาน เราเลือกจะเดินไปสู่นิพพานแบบไหน แล้วเราล่ะเป็นชาวพุทธแบบไหนในตอนนี้ บทเรียนนำทาง : วิชารู้จักตัวเอง I (408/0)เขียนโดย toonTuesday, 22 June 2010
ถ้าใครที่ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติธรรม หรืออย่างน้อยก็อ่านๆ มาบ้าง คงเข้าใจว่าการรู้จักตัวเองสำคัญแค่ไหน มันเป็นจุดเริ่มต้นก่อนที่จะไปมีสติ สมาธิ ปัญญา และควรที่จะรู้ก่อนจะไปรู้อย่างอื่นต่อไป อย่างเวลาที่จะเริ่มฝึกภาวนาก็จะเริ่มจากการหัดรู้กายหรือรู้ใจตัวเอง ใจมันคิดไปไหน รู้สึกอย่างไร กายขยับยังไง ทำอะไรอยู่ ... เมื่อมองไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มคุ้นเคยจนเห็นกายเห็นใจชัดขึ้น รู้ทันตัวเองไวขึ้น จนมีสติกับทุกขณะความคิด ทุกอิริยาบถ และนำพาไปสู่การมองเห็นความเกิดดับของสิ่งเหล่านี้จนละอัตตามีปัญญาเห็นจริงได้ในที่สุด หลักสูตรการศึกษานำทาง II (407/2)เขียนโดย toonFriday, 18 June 2010 ต่อจากตอนก่อนแบบตามกันมาติดๆ (หลักสูตรการศึกษานำทาง I) เพราะต้องการแจงคำว่า "การศึกษาเรียนรู้" ในแบบที่แม่คิดให้ได้เข้าใจกันมากขึ้น แล้วก็เป็นโชคดีที่มีคนเขียนไว้ตรงกับระดับความคิดปัจจุบันของแม่ (หมายความว่าก่อนหน้านี้อาจไม่ใช่แบบนี้ หรือต่อไปในอนาคตก็อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก) มาจากหนังสือที่เพิ่งได้รับมาล่าสุดวันนี้นี่เอง จึงคัดลอกมาแบบไม่ต้องคิดคำพูดเองใหม่เลย 555 เรื่องที่จะเป็นวิชาเอกของนำทาง 2 ประเด็นใหญ่ในใจของแม่ตอนนี้คือ "รู้จักตัวเอง" และ "รู้เหตุแห่งทุกข์" อันจะนำไปสู่วิชาอื่นๆ อีกมากมายต่อไป
(บทประพันธ์ท่านพุทธทาสภิกขุ) หลักสูตรการศึกษานำทาง I (468/13)เขียนโดย toonFriday, 18 June 2010 นำทางใกล้จะครบ 3 ขวบในเดือนสิงหาคมนี้แล้ว ช่วงนี้มักจะโดนถามบ่อยๆ ว่าเข้าโรงเรียนรึยัง เรียนที่ไหน จะเข้าที่ไหน เข้าเมื่อไหร่ (อันที่จริงเริ่มมียิงมาตั้งแต่เกือบ 2 ขวบแล้วมั้ง ... จะเร่งกันไปไหนเนี่ย) ช่วงนี้แม่เริ่มคิดอะไรไว้มากกว่าเดิมบ้างแล้วว่านำทาง 3 ขวบแล้วจะทำอะไรกันบ้าง จะเรียกว่า "สอน" ก็คงไม่ใช่ การเรียนของนำทางไม่ใช่การเรียนแบบทั่วไป แม้จะบอกว่า Home School แต่ก็ไม่ใช่แบบที่เข้าใจกันทั่วไปอีกนั่นแหละ ไม่ใช่การจับนำทางนั่งเรียนหนังสือเรียนของกระทรวงศึกษาธิการอยู่กับบ้านนะ แต่เรียกว่าเป็น "การศึกษาเรียนรู้" จะถูกต้องกว่า
(ภาพประกอบจาก Ms. S. Busch's Kindergarten) ๗ วิธีตายอย่างสบายใจ (358/2)เขียนโดย toonMonday, 24 May 2010 อ่านจาก ณ มรณา ของคุณดังตฤณ เนื้อหาเล่มนี้ก็ตามชื่อ พูดเกี่ยวกับความตาย แต่ไม่ใช่บอกให้รู้ว่า "เออ...ทุกคนต้องตาย" เฉยๆ นะ แต่เป็นการเตรียมตัวก่อนตายเพื่อที่จะตายอย่างดี ทั้งดีในตอนที่ยังไม่ตาย ดีตอนที่กำลังจะตาย และดีไปถึงหลังตายไปแล้ว เต็มๆ เล่มให้ไปอ่านได้ที่ลิ้งค์ ส่วน blog นี้จะขอตัดมาแต่ตอนที่บอกถึง ๗ วิธีตายอย่างสบายใจ
ความลับของรอยยิ้ม (491/0)เขียนโดย toonWednesday, 07 April 2010 อ่านเองแล้วชอบ ไปลงลิ้งค์ให้คนอื่นอ่านและส่งให้ป๊าอ่าน ตอนแรกป๊าอ่านแล้วก็งงมาถามต่อ ก็บอกว่า "รู้สักแต่ว่ารู้" เคยได้ยินมั้ย รู้สึกยังไงก็รู้ไป ตามรู้จิตมันไป โกรธก็รู้ทันไปว่าจิตมันโกรธ ไม่ต้องไปคิดว่าโม่ๆๆ ฉันต้องไม่โกรธ พอโกรธก็รู้ว่า อ๋อ นี่โกรธแล้ว ป๊าก็ว่าแล้วมันจะช่วยยังไง ถ้าปล่อยให้โกรธแล้วมันก็ต้องทำอะไรต่อสิ พูดไปมาก็ไม่เข้าใจก็เลยบอกว่าก็ลองทำดู ต้องปฏิบัติเองแล้วจะรู้เอง ป๊าอ่านแล้วปฏิบัติแล้วถึงได้รู้ว่ามันใช่ ก็เลยอยากเผยแพร่อีก เลยบอกให้เซฟรูปมาแล้วลง blog ให้หน่อย เพราะว่าที่ Pantip วันนึงมันจะหายไป `ศีล` ไม่ต้องทำ `ธรรม` ไม่ต้องถือ (195/0)เขียนโดย toonSunday, 28 March 2010 หลังจากที่คืนก่อน อ่านหนังสือเล่มล่าสุด "เกิดเพราะกรรม หรือความซวย" ของ ทันตแพทย์ สม สุจีรา จบไปแล้ว ยังไม่มีหนังสือ(ธรรมะ)ในสต็อคให้อ่านต่อ เมื่อถึงยามขาดแคลนหนังสือที่สนใจให้ถือนอนอ่านเช่นนี้ จึงต้องนั่งอ่านผ่านจอ เปิดไฟล์ที่ download เก็บไว้ยามขาดแคลนมานั่งอ่านแทน (ถือนอนอ่านก็ไม่ได้ แอบปวดหลังนะเนี่ย) เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ตุนเก็บไว้กินยามขาดเมนูยังไงอย่างงั้น ข้อดีของระบบโรงเรียนยุคปัจจุบัน (1358/2)เขียนโดย teeSunday, 10 May 2009 ตามทัศนคติแบบผมแล้ว "ไม่มี" (ฟันธงยิ่งกว่าข้อเสียของโฮมสคูลเสียอีก) ถามว่าทำไม เพราะการศึกษานั้นหลากหลายมากๆ แต่กลับถูกจำกัดอยู่เพียงไม่กี่เรื่องและการเรียนแบบปรนัย (ข้อสอบแบบชอยส์ ก ข ค ง) นั้นไม่น่าจะใช่การเรียนที่ดีนัก คำตอบที่ตายตัวเพียงหนึ่งเดียวนั้นทำให้เราติดกรอบที่จะคิดและวิเคราะห์ เพราะถ้าผิดไปจาก ก ข ค ง แล้ว ทำให้เราเชื่อว่าไม่มีคำตอบอื่นและมีคำตอบอยู่เพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้เราได้แต้มคือ "ถูกทั้งข้อ ก และ ข จ้ะ" จะเห็นว่า การศึกษายุคปัจจุบันทำให้ติดอยู่กับตรรกะ (logic) มากจนเกินไป จนทำให้มองดูทุกอย่างเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไปเสียหมด ที่มองว่า จริง (true) หรือ เท็จ (false) สิ่งที่นอกไปจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์รู้จึงไม่จริง เข้าทำนองยิ่งเรียนยิ่งโง่เหมือนคอมพิวเตอร์ (ไม่รู้ว่าจะมีใครทำนองด้วยหรือเปล่า) ข้อเสียของโฮมสคูล (Home School) (5632/36)เขียนโดย teeThursday, 23 April 2009 เท่าที่ผมนึกอาจจะเรียกได้ว่า "ไม่มี" ผมซึ่งเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องของความเลอเลิศของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีแต่ข้อดีหรือข้อเสียเพียงด้านเดียว แต่เท่าที่พยายามนึกหาข้อเสียของ Home School แล้วนึกไม่ออก เพราะจริงๆแล้วมันขึ้นอยู่ที่ตัวผู้สอนเสียมากกว่า ไม่ต่างจากระบบในโรงเรียน ผมซึ่งได้รู้จักการใช้งานอินเตอร์เน็ตมาเมื่อหลายปีก่อนก็รู้สึกได้ในทันทีว่า ทุกวันนี้เรายังต้องไปโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยกันอีกทำไม และเราสามารถพึ่งตนเองได้แทบทุกอย่าง โดยใช้การพึ่งพาเทคโนโลยีนี้เป็นเครื่องมือสำคัญ แต่ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีมันก็ไม่ใช่ว่าจะหมดหนทางแต่ต้องใช้พลังที่มากขึ้นเท่านั้นเอง เครือข่ายหนังสือทางเลือก (899/0)เขียนโดย toonTuesday, 17 March 2009 เครือข่ายหนังสือทางเลือก เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของสำนักพิมพ์และองค์กรที่มีความตั้งใจเดียวกันคือ ใช้สิ่งพิมพ์และผลิตภัณฑ์ทางเลือกสื่อในการนำเสนอความคิด ทางเลือกและทางออกสำหรับสังคมไทย ตลอดจนกิจกรรมการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ อาทิ ด้านการศึกษาทางเลือก เกษตรกรรมธรรมชาติ พุทธศาสนากับการรับใช้สังคม ทางเลือกออกจากกระแสบริโภคนิยมและโลกาภิวัฒน์ การคุ้มครองสิทธิเพื่อผู้บริโภค สุขภาพและด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนงานวรรณกรรมคลาสสิคชั้นดีของเมืองไทย อาทิ งานของเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป และยังเป็นผู้ส่งเสริมวรรณกรรมพื้นบ้านสำหรับเด็กและเยาวชน เป็นต้น The radio 99.5 (2341/22)เขียนโดย teeTuesday, 26 February 2008 ปกติแล้วไม่เคยฟังวิทยุเลย ถ้าจะเคยติดตามก็คงเป็นรายการ blah blah blah ละมั้ง แต่รู้สึกว่าจะอยู่ได้ไม่นานเหมือนๆ กับ 99.5 ด้วยเหตุผลเดียวกัน คลื่นนี้ผมไม่รู้จักและไม่เคยฟัง แต่มารู้จักเอาตอนที่ปิดไปแล้วและมีคนเขียนถึง ทำให้เพิ่งจะรู้ว่า ป้าวาส มาแอบผลุบโผล่แถวนี้อีกแล้ว แล้วก็ม้วนเสื้อไปตามกระแสโลกที่ทานไว้ไม่อยู่อย่างเคย ด้านล่างนี้จึงยกเนื้อหาที่มีคนเขียนถึงคลื่นนี้ อ่านแล้วก็ อืมมมม มันก็เป็นไปเช่นนั้นแหละ จุกหลอกช่วยลดความเสี่ยงการไหลตายในเด็ก (3908/137)เขียนโดย toonThursday, 10 January 2008 Sudden Infant Death Syndrome (SIDS) หรือเรียกง่ายๆก็ โรคไหลตายในเด็ก คือ การเสียชีวิตในเด็กทารกอย่างฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ จากการวิจัยบอกว่า เกิดจากการที่ระบบการหายใจของเด็กผิดปกติ หรือมีอะไรมาอุดตันทางเดินหายใจ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ (1286/1)เขียนโดย teeSaturday, 08 December 2007 ![]() เสียชีวิตแล้ว ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ด้วยวัย 52 ปี ด้วยโรคมะเร็ง ยังไม่เคยได้ลงและพูดถึงในที่นี้เลยแต่กลับได้มาเขียนถึงเมื่อเสียชีวิตแล้ว ถึงตัวตายแต่เจตนารมณ์ยังคงอยู่ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป เป็นที่น่าเสียดายว่าทำไม ทำไมเราถึงต้องสูญเสียคนที่ไม่ควรจะสูญเสียไปเรื่อยๆ ทั้งอำนาจมืด โรคภัยและอุบัติเหตุ แต่สำหรับคนที่ไม่สมควรอยู่กลับยังลอยหน้าอยู่แถมยังอายุยืนเสียด้วย ในวงการ NGO แล้วคงไม่มีใครไม่รู้จัก วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ นักต่อสู้ เพื่อความเป็นธรรมในสังคม "วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์" หรือ "มด" เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ในครอบครัวคนจีน เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เริ่มทำกิจกรรมเข้าร่วมการเรียกร้องประชาธิปไตย และเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม เมื่อเห็นเด็กไร้สิทธิ พึงรู้ว่าเด็กก็มีสิทธิ (1007/0)เขียนโดย teeWednesday, 17 October 2007 สิทธิเด็กใจความหลักใหญ่มี 4 ข้อ 1. สิทธิในชีวิตและการอยู่รอด 2. สิทธิในการได้รับการปกป้องคุ้มครอง 3. สิทธิในการพัฒนา 4. สิทธิในการมีส่วนร่วม เด็กที่ถูกห้าม เด็กที่ถูกเฆี่ยนตี เด็กที่ไม่ได้รับความเอาใจใส่ที่เพียงพอ เด็กที่ไม่ได้รับการสั่งสอนด้วยเหตุผลที่ดีนอกจากความรุนแรง เสียงขู่ ห้ามและบังคับ น่าจะมีทางไหนบ้างที่ทำได้มากกว่าแค่มอง ขอเก็บกลอนนี้แด่ทุกๆคนที่กำลังเลี้ยงดูเด็กหรือกำลังเห็นเด็กถูกทารุณหรือถูกขู่เข็ญด้วยอำนาจแห่งความหวาดกลัว ทำดี ไม่ต้องเหลียว (959/3)เขียนโดย teeSunday, 14 October 2007 ถ้าคุณเห็นกล่องบริจาค ๒ กล่อง กล่องหนึ่งรับบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กกำพร้า อีกกล่องเชิญชวนสละเงินเพื่อช่วยผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว คุณจะหยอดเงินใส่กล่องไหน? คำตอบคือ ถ้าคุณคิดเหมือนคนส่วนใหญ่ คุณจะเมินกล่องที่ไม่มีเงินเลย แต่จะควักเงินใส่กล่องที่มีเงินบริจาคเต็มกล่อง! นี่ เป็นข้อสรุปจากการทดลองของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิคตอเรียแห่งเวลลิงตันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้วิจัยได้เอากล่องบริจาคหลายแบบมาวางไว้ในที่สาธารณะเพื่อให้คนบริจาค บางกล่องไม่มีเงินเลย บางกล่องมีธนบัตรมากแต่เหรียญน้อย บางกล่องมีธนบัตรน้อยแต่เหรียญมาก โดยมีการติดกล้องถ่ายพฤติกรรมของผู้คนทในบริเวณนั้น ถ้ามีเพียง 100 คนบนโลกใบนี้ (1140/1)เขียนโดย teeFriday, 05 October 2007 ![]() แนะนำหนังสือ ซื้อหามาอ่านได้หลายปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้เขียนถึงพอดีว่าเห็นมีอยู่ในเรื่องที่จะเขียนก็เลยเอามาลง หนังสือได้ย่อโลกประชากรมนุษย์บนโลกใบนี้จาก 6,300 ล้านคนให้เหลือเพียง 100 คนให้สามารถเข้าใจและมองเห็นอะไรได้ง่าย คงเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่ใช้สอนลูกว่า พอเราได้มองออกไปสู่โลกความเป็นจริง โลกที่เราเคยมองอยู่รอบๆ ตัวจากญาติๆ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะแคบลงไปถนัดทันที แล้วเราจะตอบตัวเองได้ทันทีว่าชีวิตนี้ควรคิดที่จะทำอะไร เพราะว่าอย่างน้อยใน 100 คนของหมู่บ้านนี้ บ้านของเราเป็นแค่ 1 ใน 2 คนที่มีคอมพิวเตอร์ใช้เท่านั้น รู้ไหม "นำทาง" 19 สิงหาฯ รับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ (1090/0)เขียนโดย teeSaturday, 28 July 2007 ![]() แน่นอนว่าตอนนี้หลายคนสับสนกับการลงประชามติรอบนี้ว่าจะเอาอย่างไรดี ข่าวสารที่ได้ยินก็มัวแต่พูดกันถึงเรื่องอำนาจเก่าใหม่กัดกัน ใครจะเล่นการเมือง พรรคไหนจับมือกับใคร แน่นอนสาระของรัฐธรรมนูญไม่เคยจะพูดถึง มีอยู่บ้างนิดหน่อยแต่ไปอยู่ตอนคนเค้าเข้านอนหรือไปทำงานกัน โครงการ Book start (2591/2)เขียนโดย teeWednesday, 13 June 2007 โครงการ Book start หรือโครงการหนังสือเล่มแรก เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษในปี 2535 เกิดจากเด็กอังกฤษไม่อ่านหนังสือ รัฐบาลเลยเกิดความคิดว่าทำยังไงให้เด็กอ่านหนังสือ โครงการ bookstart ในอังกฤษเริ่มต้นเล็กๆ มีหนังสือภาพ มีบัตรสมาชิกห้องสมุด โดยใช้ช่องทางผ่านหน่วยงานสาธารณสุข เมื่อเด็กไปฉีดวัคซีน ก็แจกหนังสือ และใช้วิธีอธิบายให้พ่อแม่เข้าใจว่าเรื่องการอ่านสำคัญอย่างไร ครั้งแรกมีสมาชิกเป็นเด็กประมาณ 300 คน ผ่านไป 10 ปี สมาชิกเพิ่มเป็น 675,000 คน โดยการแจกหนังสือไปกว่า 2.6 ล้านเล่ม |
|
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา © 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. Thank to Inspros.net |