|
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 พ.ย. เป็นวันครอบรอบ 4 สัปดาห์ที่ฉันได้ไปเป็นครูอาสาสอนหนังสือให้กับชุมชนต่างๆ กับกลุ่ม ซ โซ่ อาสา โดยสอนวันเสาร์เวลา 09.00-12.00 น. ที่ชุมชนตึกแดง บางซื่อ และวันอาทิตย์ที่ริมคลองหลอด ข้างโรงแรมรัตนโกสินทร์ ในช่วงเช้า และช่วงบ่ายเวลา 14.00-17.00 น. ที่ใต้สะพานอรูณอัมรินทร์ 3 ที่ ก็ 3 ทิศ 3 ทาง 3 สังคม ฉันจึงอยากบันทึกในสิ่งที่ได้สัมผัส เก็บไว้
วันแรกของการเป็นอาสาสมัครคือ วันที่ 14 ตุลาคม ที่ตึกแดง ซึ่งเป็นชุมชนแออัดที่ไม่ใช่สลัม ชาวชุมชนมีงานทำเป็นหลักแหล่ง มีบ้าน มีสาธารณูปโภคครบครัน มีกรรมการชุมชน เด็กๆ ได้เรียนหนังสือ และผู้ใหญ่ก็เห็นความสำคัญของการศึกษา คณะกรรมการชุมชนได้ดูโทรทัศน์ รายการหนึ่งที่เสนอเรื่องราวของ ครูปู่ หรือธีรรัตน์ ชูอำนาจ ข้าราชการครูผู้เลยวัยเกษียณมาแล้ว 12 ปี หัวหน้ากลุ่ม ซ โซ่ อาสา พวกเขาจึงติดต่อครูปู่เพื่อมาสอนเด็กๆ ในชุมชน
ตึกแดง มีห้องเรียนอย่างดีคือ ศาลาโล่ง หลังคามุงกระเบื้อง มีโต๊ะ เก้าอี้ มีน้ำและอาหารกลางวัน ที่กรรมการในชุมชนเตรียมไว้ให้เด็กๆ ที่มาเรียน ที่นี่เด็กๆ มีโอกาสพอสมควร พวกเขาได้เข้าโรงเรียนระดับประถมศึกษา แต่จุดมุ่งหมายของกลุ่ม ซ โซ่ อาสา ไม่ใช่เพียงการสอนวิชาการ แต่คือการสอนคุณธรรม จริยธรรม กิริยามารยาท พวกเรามาเพื่อให้ความอบอุ่น มาเอาใจใส่พวกเขา ซึ่งสิ่งนี้ฉันได้เห็นเป็นรูปธรรมจากห้องเรียนห้องที่ 2 และ 3 ที่ฉันได้ไปสอน
เช้าวันอาทิตย์ ริมคลองหลอด ข้างโรงแรมรัตนโกสินทร์ โต๊ะ เก้าอี้ของร้านอาหารตามสั่งที่เปิดขายในช่วงเย็น คือห้องเรียนของเด็กๆ ข้างคลองหลอด พ่อแม่ของเด็กๆ เหล่านี้ ขายของตามสนามหลวง ถนนข้าวสาร หรือริมฟุตบาทในละแวกนั้น พ่อแม่ที่มาจากต่างจังหวัดหรือในเมืองกรุงเอง ที่ทำงานหาเงินแล้วซื้อไม้เก่าๆ ไม้กระดานมาสร้างบ้านเพื่อให้พอมีที่อยู่ หาบ้านปูนแบบตึกแดงได้ยากมา แม้กระทั่งห้องน้ำ ก็มีอีกหลายบ้านที่ยังไม่มี ไม่ต้องพูดถึงเวลาของครอบครัวในการมาดูแลเอาใจใส่ เพราะการต้องปากกัดตีนถีบ คือเวลาของผู้ใหญ่ในชุมชนนี้ เมื่อ 8 ปีก่อน ช่วงที่ครูปู่มาสอนที่นี่ใหม่ๆ พ่อแม่ของเด็กๆ ไม่เข้าใจ ทำไมต้องมาเรียนให้เสียเวลา แต่การพูดคุย ทำความเข้าใจ ทัศนคติของบางคนก็เปลี่ยนไป ในขณะที่บางคนเวลา 8 ปี ก็เปลี่ยนความคิดเขาไม่ได้
แต่เด็กก็คือเด็ก พวกเขาอยากมาเรียน มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เมื่อได้เห็นคุณครูนอกห้องเรียน ฉันซึ่งปกติมีวาจาผรุสวาทประจำ ห้องเรียนที่นี่ไม่ใช่แค่ฝึกเด็กเท่านั้น ยังฝึกฉันด้วย การที่ฉันมาเป็นอาสา ไม่ใช่อยากทำเพื่อสังคมหรือเพื่อเด็กๆ หรอก จริงๆ แล้ว ก็เพื่อตัวเองทั้งนั้น อย่างน้อยฉันก็ใจเย็นกับเด็กๆ แสนซน ที่บางครั้งก็ดื้อรั้น แต่ฉันซึ่งเป็นคนใจร้อน กลับยิ้มได้ตลอดเวลา 3 ชั่วโมงที่ไปสอน เด็กๆ ริมคลองที่สังคมเรียกขานบ้านของเขาว่า สลัม ที่อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง แต่พวกเขากลับไม่เคยไปเที่ยววัดพระแก้วเลย
บ่ายวันอาทิตย์ เราข้ามฟากจากท่าพระจันทร์มาที่ท่าสถานีรถไฟบางกอกน้อย ซึ่งตอนนี้ไม่มีสถานีรถไฟ ไม่มีตลาดบางกอกน้อย ที่ฉันเคยไปซื้อของสดมาทำกับข้าวสมัยทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย แต่กำลังจะกลายเป็นอาคารกว้างใหญ่ที่ศิริราชกำลังจะพัฒนาเป็นศูนยการแพทย์ระดับเอเชียอาคเนย์ พวกเราเดินผ่านวัดอมรินทราวาส ออกประตูหลังวัด ติดกับโบสถ์ของวัด คือชาวชุมชนใต้สะพานอรุณอัมรินทร์
เด็กๆ ที่มาเรียนกับพวกเรา มีทั้งเด็กลูกแม่ค้าที่ขายของในวัด เด็กๆ ที่บ้านอยู่ละแวกคลองบางกอกน้อย และเด็กๆ ที่ครอบครัวอยู่ใต้สะพาน ที่นี่พ่อแม่ของพวกเขาก็ไม่เข้าใจเช่นกัน ว่าลูกจะเสียเวลาทำมาหากินมาเรียนทำไม (ยกเว้นลูกแม่ค้า ที่มีบ้านเป็นของตนเอง ก็อาจเข้าใจบ้าง) แต่พ่อแม่ของเเด็ก 2 ประเภทหลังนั้น อาชีพของพวกเขาคือ ขอสตางค์ กับผู้คนที่มาวัด หรือคนที่บังเอิญมาเดินใต้สะพานและเดินเลียบริมคลอง เขาจึงรู้สึกว่า เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง คือช่วงเวลาที่ลูกของเขาจะขาดรายได้
แต่เด็กก็คือเด็กอีกเช่นกัน เมื่อมีคนแปลกหน้ามาหาพวกเขาด้วยความจริงใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส ใจดี พูดเพราะๆ แตกต่างจากคำพูดที่เขาได้ยินทุกวัน เขาก็ตื่นเต้น อยากจะมาเรียนมาเล่นด้วย เด็กหลายคนที่มีพ่อแม่มีข้อแลกเปลี่ยนว่า ต้องขอเงินได้เท่าไรถึงจะมาเรียนได้ แต่บางคนกำลังนั่งเรียนอยู่ดีๆ แม่หรือยายก็อาจมาตาม เมื่อมีคนมาที่วัดเป็นจำนวนมาก นั่นหมายถึงรายได้ของครอบครัวในวันนั้นก็อาจจะมากขึ้นด้วย
ที่นี่ ใต้สะพานตรงส่วนที่ฝนไม่สาด มีเพียงเสื่อและผ้าห่มคือบ้านของพวกเขา หรือบางครอบครัวก็ก่อไม้ขึ้นมาอย่างหยาบๆ ปูด้วยฟูกเก่าๆ ไม่มีผ้าปูรอง ไม้ไผ่ที่แขวนเสื้อผ้า สมมุติให้เป็นผนังบ้าน ฟูกเก่าๆ อันนั้นคือที่ ที่พวกเขากิน ปี้ นอน แล้วเด็กๆ ก็คงจะได้เห็นภาพเหล่านี้ตั้งแต่จำความได้แล้วมั้ง ฉันถามครูปู่ว่า เด็กๆ ที่ครูปู่สอนเมื่อ 7-8 ปีก่อนไปอยู่ที่ไหนแล้ว
"ผู้ชายก็ติดคุกบ้าง ติดยาบ้าง ผู้หญิงก็มีลูกมีผัวแล้ว บางคนก็เป็นเอดส์ตาย"
ครูปู่ชี้ให้ฉันดูเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุประมาณ 14-15 "เห็นไหม ครูปู่ก็เคยสอน ลูกมันก็นอนคลุกดินอยู่นั่น เมื่อกี้ผัวไล่ให้ไปขอตังค์ ร้องไห้ใหญ่ไม่อยากไป" ผัวในความหมายของครูปู่คือ วันนี้อาจเป็นผัวของคนนี้ แต่พอเลิกกัน ไม่นานก็จะกลายเป็นผัวของอีกคนหนึ่งในนั้นได้ในเวบาเพียงไม่กี่วัน กรณีเดียวกันนี้ก็จะเกิดกับผู้หญิงได้ด้วยเหมือนกัน
"เห็นผู้หญิงวัยรุ่นคนนั้นไหม หนีมาจากราชบุรี ผัวมันครูปู่ก็เคยสอน ที่ตัวผอมๆ เล่นบอลอยู่นะ" ฉันมองตามครูปู่เด็กสาวและเด็กหนุ่มอายุไม่เกิน 20 ปี ที่ไม่มีอาชีพ ไม่มีวุฒิการศึกษา แต่มีที่อยู่คือใต้สะพาน และมีเงินกินข้าวจาก...ถ้าไม่ขอทาน ก็มีบางคนที่สามารถขายร่างกายได้ ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าภาพเหล่านี้ เมื่อไรจะหมดไป
พลันสายตาของฉันเหลือบไปเห็นเด็กสาวอีกคน ตัวผอมมาก อุ้มลูก 2 คนที่ตัวผอมมากเช่นกัน เด็กสาวซึ่งเมื่อก่อนผอมมากกว่านี้ (ครูปู่บอกว่าเหมือนคนเอธิโอเปีย เพราะวันที่ฉันเจอเธอนั้น เด็กสาวคนนี้อ้วนขึ้นแล้ว นี่ขนาดอ้วนขึ้นแล้ว) เด็กสาวที่ถูกแม่ไล่ออกจากบ้าน เพียงเพราะสามีใหม่ของแม่ต้องการเธอเป็นเมียอีกคน เด็กหญิงเร่ร่อนและถูกกระทำทางเพศ เคยติดกาว จนครูปู่มาพบ พาไปสถานสงเคราะห์ แต่ก็หนีออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อนแบบเดิม จนมีลูกตัวผอมแห้งเหมือนเธออีก 2 คน ไม่ได้เร่ร่อนไปไหนแล้ว เพราะเธอมีบ้านริมคลองบางกอกน้อย บ้านที่ดีกว่าคนอื่นที่อยู่ใต้สะพาน คือ เต้นท์ผ้าใบสีฟ้า เชื่อกผูกเสาเต้นท์เป็นที่แขวนเสื้อผ้าและผูกสายมุ้ง บ้านที่มีแต่หลังคาผ้าใบ แต่ไม่มีฝาบ้าน ฉันก็ไม่รู้ว่าเต้นท์ที่เป็นบ้านกับบ้านใต้สะพาน หลังไหนจะดีกว่ากัน
ห้องเรียนใต้สะพาน พวกเราไม่ได้มาสอนเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขา เมื่อเด็กๆ เหล่านี้โตขึ้น ชีวิตของพวกเขาจะเป็นเหมือนชีวิตของเด็กๆ ของครูปู่เมื่อ 8 ปีก่อน หรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่ที่ครูปู่รู้คือ อย่างน้อยเสี้ยวหนึ่งในความทรงจำของพวกเขา คือ วัยเด็กที่พวกเขาได้ยิ้ม หัวเราะ กับครูอาสา ได้พูดเพราะๆ อย่างที่พวกเขาไม่เคยได้ยินหรือไม่เคยได้พูดในบ้าน
"เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เราแค่มาให้เขาเห็นภาพบางภาพในสังคมที่พวกเขาคงไม่เคยเห็น เรามาเพียงแค่ปลูกฝังไม่ไห้เขาไปลักเล็กขโมยน้อย" ครูปู่บอก และฉันก็ได้เห็นรูปธรรมชัดเจนของจุดมุ่งหมายในการเป็นครูอาสาของกลุ่มนี้ได้ชัดเจนขึ้น
การไปเป็นครูอาสาที่ทำเพื่อฝึกตนเอง เพื่อใช้เวลาว่างมาฟื้นฟูจิตใจ ที่ฉันจำต้องทนอยู่ในเมืองกรุงแห่งนี้ ได้ผลกับฉันอย่างยิ่งยวด แม้จะเหนื่อยกายเหนื่อยใจบ้าง แต่ทำไมความเหนื่อยถึงสร้างรอยยิ้มให้กับฉันได้มากมายขนาดนี้ก็ไม่รู้ อาจจะเป็นเพราะคำตอบของครูปู่ก็ได้
"ครูปู่คะ หนูถามจริงๆ เถอะค่ะ ครูปู่ต้องพูด ต้องอธิบายสภาพชุมชนทั้ง 3 ชุมชน ให้กับอาสาใหม่ๆ ทุกอาทิตย์ ครูปู่ไม่เหนื่อยบ้างเหรอคะ"
"ไม่เหนื่อย สิ่งเหล่านี้คือความสุขของครูปู่"
ฉัน ผู้ซึ่งไม่ศรัทธาในการศึกษา กลับศรัทธาในการมาเป็นครูอาสากลางกรุง 3 แห่งนี้ เพราะพวกเราไม่ใช่แค่มาให้การศึกษา แต่พวกเรามาให้จิตใจ มาทำให้เด็กๆ ได้นึกถึงภาพดีๆ ที่พวกเขาเคยได้รับ แม้มันจะเป็นเสี้ยวหนึ่งในความทรงจำก็ตาม ฉันจึงใช้เวลาว่างช่วงเสาร์-อาทิตย์กับกิจกรรมนี้ นอกจากว่ามีธุระจำเป็นจริงๆ
Permalink http://www.numthang.org/content/788/1/
|