N
umthang
C
ommunity
Numthang.Org
อ่านว่า "นำทาง"
Numthang.org กับ "โครงการอาสาสร้างบ้าน(ดิน)นำทาง" รับอาสาสมัครมาสร้างบ้านดินในทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์เป็นต้นไป จนกว่าบ้านจะเสร็จ กดเข้าไป
อ่านรายละเอียดได้ที่นี่
หน้าแรก
»
เนื้อหา
»
เครือข่ายพึ่งตนเอง
» ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
เจ้านี่มันเอาไว้ทำอะไร
ค้นหา
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา
ลงทะเบียน
ยกเลิก
Main Menu
หน้าแรก
กระดานสนทนา
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา
เดินทางมาหาเรา
สมุดเยี่ยม
Main Category
สิ่งแวดล้อม
ที่อยู่อาศัย
อาหารและยา
เครือข่ายพึ่งตนเอง
ข่าว,บทความอื่นๆ
Blog เลย
User Menu
E-Mail
รหัสผ่าน
จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
ผู้สนับสนุน
ลิงค์
สิ่งแวดล้อม
»
Green Peace
»
EREC
»
IPCC
»
Energy Fantasia
»
World Changing
»
Thai Climate
ที่อยู่อาศัย
»
สยามบ้านดิน
»
บ้านดินดอทคอม
»
บ้านดินอาศรม
»
baandinthai
อาหารและยา
»
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
»
ลานข่าวสุขภาพ
»
มูลนิธิสุขภาพไทย
»
สสส.
»
ธรรมชาติบำบัดบัลวี
เครือข่าย
»
ดร. เสรี พงศ์พิศ
»
เกษตรกรรมยั่งยืน
»
เศรษฐกิจพอเพียง
อื่นๆ
»
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
»
ประชาไท
»
Manager
»
โอเพ่น ออนไลน์
»
Blognone
»
ฟ้าเดียวกัน
»
คลับคนใช้อูบุนตู
»
Ok Nation Blog
»
GoToKnow
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท
สนับสนุนเรา
ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
เขียนโดย
tee
Monday, 13 August 2007
เกษตรกรหัวใจแกร่งแห่งเมืองแปดริ้วใช้เวลาเกือบ 10 ปี พลิกฟื้นผืนบ่อทรายร้าง 8 ไร่ จากเดิมที่แม้แต่ต้นหญ้ายังไม่ขึ้น กระทั่งปลูกข้าวและไม้ผลได้สารพัด สร้างรายได้นับแสนบาทต่อปี พร้อมคว้ารางวัลชะเลิศแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ในงานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ด้านองคมนตรี "อำพล" เผยทิศทางโครงการพระราชดำริ ชูทฤษฎีใหม่บันได 3 ขั้น "พึ่งตนเอง-รวมกลุ่ม-ลุยส่งออก"
เรื่อง ราวการต่อสู้กับสภาพธรรมชาติอันแร้นแค้นของเกษตรกรเมืองแปดริ้วนายแสวง ธรรมดิษฐ เกษตรกรวัย 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 726 หมู่ 11 ต.เขาหินซ้อน อ .พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเมื่อ 10 ปีก่อนได้พยายามฟื้นบ่อทรายร้าง 8 ไร่ ซึ่งสภาพดินก้นบ่อเป็นดินทรายไม่มีธาตุอาหาร โดยมีเจ้าหน้าที่ในโครงการพระราชดำริเป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำด้านวิชาการ กระทั่งสามารถเพาะปลูกพืชได้ ล่าสุด นายแสวงคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ในงาน "เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ปวงประชาเป็นสุขศานต์" จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ( สำนักงาน กปร.) ร่วมกับสำนักงบประมาณ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ อ.พนมสารคาม ระหว่างวันที่ 8-12 สิงหาคมนี้
นาย แสวงกล่าวว่า ครอบครัวมีพื้นที่ทำกินจำนวน 38 ไร่ แต่สภาพภูมิประเทศในพื้นที่ อ.พนมสารคาม เป็นดินร่วนปนทรายความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดินค่อนข้างต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงปลูกมันสำปะหลัง เพราะเป็นพืชไร่ที่ปลูกง่ายที่สุด แต่ผลผลิตที่ได้ก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ประกอบกับการขยายตัวของชุมชนเมืองอย่างรวดเร็ว เมื่อประมาณ 20 ที่ผ่านมา ซึ่งมีความต้องการทรายจำนวนมาก เพื่อนำไปใช้ในธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ นายแสวงมองว่า ในเมื่อปลูกมันสำปะหลังได้เงินไม่ดี ก็ตัดสินใจขายทราย โดยให้พ่อค้านำรถแบ็คโฮมาขุดทรายในที่ดินจำนวน 8 ไร่ กระทั่งกลายเป็นบ่อขนาดใหญ่กินเนื้อที่ถึง 8 ไร่ และลึกประมาณ 6 เมตร ทั้งนี้ พื้นที่บริเวณรอบๆ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ก็มีบ่อทรายลักษณะนี้ รวมแล้วกว่า 1 หมื่นไร่ ส่วนใหญ่มีความลึกเฉลี่ยประมาณ 3-6 เมตร
"ในอดีตเกษตรกรไม่มีทางเลือกมากนัก พอปลูกพืชไม่ได้ผลก็ต้องดิ้นรนหาเงินทองด้วยวิธีอื่น ซึ่งการขายทรายในที่ดินของตัวเองถือเป็นวิธีที่ทำได้สะดวกที่สุด แต่สิ่งที่ตามมาซึ่งพวกเราคาดไม่ถึงก็คือ ทรายที่ถูกขุดออกไปจนกลายเป็นบ่อขนาดใหญ่นั้น เราไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้เลย เพราะดินไม่อุ้มน้ำฝนตกมาเท่าไรก็หายไปหมดในเวลาอันรวดเร็วด้วย แม้แต่ต้นหญ้าซึ่งเป็นวัชพืชที่ทนแล้งได้ดียังไม่งอกมาให้เห็นเลย ด้วยเหตุนี้บ่อทรายจึงถูกปล่อยทิ้งร้างอย่างไร้ประโยชน์มากว่า 10 ปี" นายแสวง กล่าว
เกษตรกรเมืองแปดริ้วกล่าวอีกว่า ความหวังของชาวไร่ชาวนาใน อ.พนมสารคาม เริ่มจุดประกายอีกครั้งเมื่อปี 2540 หลังจากได้เข้ารับการฝึกอบรมด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จากนั้นจึงนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงผืนดินในบ่อทรายร้างของตนเอง โดยยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวคือ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ แหล่งน้ำ นาข้าว ปลูกไม้ผล และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ สนับสนุนงบประมาณการขุดสระน้ำขนาด 2,000 ลูกบาศก์เมตร เมื่อมีสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ประโยชน์แล้ว ขั้นต่อมาก็ปรับปรุงบำรุงดินให้มีประสิทธิภาพตามหลักวิชาการสำหรับปลูกพืชผล โดยใช้วิธีปลูกขุดหลุมรอบสระน้ำแล้วนำปุ๋ยหมักที่ทำจากมูลวัว มูลควาย และเศษวัชพืชต่างๆ รองก้นหลุม จากนั้นลงมือปลูกกล้วยน้ำว้า เพื่อให้รากต้นกล้วยดูดน้ำเก็บไว้รอบๆ กอ ซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื้นบริเวณหน้าดิน ต่อมาจึงปลูกมะพร้าวและตามด้วยไม้ผลอีกหลายชนิด
"สิ่ง ที่ยากที่สุดอยู่ที่การปรับปรุงดินเพื่อปลูกข้าว เพราะต้องทำแปลงใหญ่ใช้ความอดทนสูง ผมรอเวลาให้ไม้ผลเจริญเติบโต ในสระมีน้ำขังจนอยู่ตัว จึงหว่านปุ๋ยพืชสดอย่างพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบเพื่อสร้างอินทรีย์วัตถุในดิน ขั้นต่อมาใส่ปุ๋ยหมัก พยายามทำอยู่หลายปีในที่สุดก็ปลูกข้าวได้สำเร็จ โดยพื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน ได้ข้าวเปลือก 75 ถัง ถือว่าดีมาก สำหรับการปลูกในที่ดินซึ่งครั้งหนึ่งแม้แต่หญ้าก็ขึ้นไม่ได้ ซึ่งข้าวจำนวนนี้ผมเก็บไว้กินกับภรรยาได้ตลอดปี เพราะอยู่กันเพียง 2 คน ส่วนลูกๆ เติบโตและแยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมดแล้ว" นายแสวง กล่าว
เกษตรกรรายเดิมกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีรายได้จากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในบ่อทรายร้าง คือขายผลไม้ปีละ 3 หมื่นบาท เลี้ยงกบและสุกรอีก 3 หมื่นบาท นอกจากนี้การปลูกมันสำปะหลังอีก 17 ไร่ ก็ได้กำไรปีละ 1.4 แสนบาท ส่วนการต่อสู้กับความแห้งแล้งอย่างไม่ท้อแท้ เพราะได้แรงบันดาลใจการเห็นในหลวงทรงงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เพื่อศึกษาและพัฒนาต้นแบบด้านต่างๆ สำหรับประโยชน์สุขพสกนิกรชาวไทย แล้วย้อนมาดูตัวเองว่า ตนแค่ทำเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความจน ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากหากมีความเพียรเป็นที่ตั้ง
ด้านนายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี กล่าวว่า จุดมุ่งหมายหลักของการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือ การพัฒนาคนให้พออยู่พอกินและสามารถพึ่งตนเองได้ โดยการพัฒนาควรเป็นไปตามลำดับขั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 6 ศูนย์ ซึ่งกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการทั้งด้านศึกษา ค้นคว้าทดลอง เพื่อแสวงหาวิธีที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น และขยายผลไปสู่ประชาชนในรูปแบบศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จในลักษณะพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ที่มีชีวิต อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลา 8 ทศวรรษแห่งการพัฒนา มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการ ทั้งการพัฒนาดิน น้ำ ป่าไม้ พัฒนาอาชีพ และพลังงานทดแทน ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้าน และช่วยให้ราษฎรมีชีวิตที่ดีขึ้น
"ทิศทางของโครงการพระราชดำริในอนาคตนั้น คาดว่ามุ่งเน้นศึกษาการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ทฤษฎีใหม่แบบบันได 3 ขั้น คือ ขั้นแรก สอนให้คนรู้จักการพึ่งพาตนเองเพื่อความอยู่รอด ขั้นที่สอง เรียนรู้การรวมกลุ่มไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อจำหน่ายผลผลิต ขั้นที่สาม ประสานความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์สำหรับช่วยกลุ่มเกษตรกรสำหรับภาคการส่งออก" นายอำพล กล่าว
ภาพและข่าวจาก
คมชัดลึก
ณัฐชัย
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1
Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
ไม่ดี
อีอีไงครับ
ผู้โพสต์ :
ณัฐชัย
[
Wed, 28 May 2008 10:59
125.26.43.160
]
ชลลดา
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 2
Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
[
ผู้โพสต์ :
ชลลดา
[
Fri, 11 Jul 2008 16:13
125.24.141.244
]
มาริสา
บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 3
Re: ฟื้นบ่อทรายทำเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ปีชาวนาแปดริ้วพ้นความจน
ไม่ได้เรื่อง
ผู้โพสต์ :
มาริสา
[
Fri, 11 Jul 2008 16:14
125.24.141.244
]
หน้า :
1
ตอบกระทู้
ชื่อ
*
E-Mail
หัวข้อ
*
บอร์ดโค้ด
สี
มาตรฐาน
แดง
ม่วง
น้ำเงิน
เขียว
เหลือง
ส้ม
น้ำเงินเข้ม
น้ำตาล
ทอง
เงิน
ขนาด
เล็กมาก
เล็ก
ธรรมดา
ใหญ่
ใหญ่มาก
Close all tags
เนื้อหา
แสดงอารมณ์
Extreme
*
รูปภาพ
สามารถอัพโหลดรูปภาพได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องย่อก่อน ระบบจะย่อรูปให้โดยอัตโนมัติ
หน้าแรก
::
กระดานสนทนา
::
เกี่ยวกับเรา
::
ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a
Creative Commons Public Domain License
.
RSS Generator by
FeedCreator
Thank to Inspros.net