12 กรกฎาคม เป็นวันเกิดคุณเสนีย์ เสาวพงศ์ ปีนี้ครบรอบ 89 ปี ขอนำบทความมาลงเพื่อเป็นของขวัญวันเกิด ชื่อเดิมแต่เนื้อหาใหม่จ๊ะ
“เทียนนั้นถึงจะให้แสงสว่าง แต่ถ้าเปลวเทียนมันเอียง มันก็มีเงา ปัญญาของคนถึงจะใสอย่างไร ถ้ามีความลำเอียงเสียแล้ว มันก็มีส่วนที่มืด ฉะนั้น คนมีปัญญาต้องเที่ยงตรง”
ภาษาเปรียบเปรยแทงตรงใจอย่างแรง จนต้องพลิกหน้าปกมาดูชื่อผู้แต่ง จริงๆ แล้ว ฉันไม่ได้ตั้งใจหยิบหนังสือเล่มนี้ ไม่สนใจที่จะอ่านชื่อคนเขียน แต่ตอนนั้นกำลังเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และชื่นชอบนิยายที่ใช้เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นฉากของเรื่องอย่างมาก หนังสือเล่มนี้จึงเข้าตากรรมการ
คนดีศรีอยุธยา...เสนีย์ เสาวพงศ์
เนื้อหาและภาษาที่คนเขียนเรียงร้อยในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ฉันต้องละจากร้านหนังสือเข้าไปสิงสถิตในห้องสมุด เพื่อค้นหาหนังสือเล่มอื่นๆ ในนามปากกานี้ ไม่ว่าจะเป็น ปีศาจ ความรักของวัลยา ไฟเย็น หยดหนึ่งของกาลเวลา ผมเป็นคนโยเดีย ดิน น้ำ และดอกไม้ ฉันเพิ่งได้อ่านวรรณกรรมของนักประพันธ์อาวุโสท่านนี้ ในชั้นปีที่ 2 ของการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย คงไม่ช้าเกินไปสำหรับฉันหรอกนะ เหมือนกับคงไม่ช้าเกินไปที่หนังสือของท่านกลับมาสถิตบนโลกหนังสืออีกครั้ง ผ่านสายตาของนิสิต นักศึกษา ในยุคสายลม แสงแดด เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่ฉันไม่ได้หวังว่าจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แบบนั้นหรอก แต่อย่างน้อย งานของท่านก็พาให้ฉันกลับไปอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ ของนักประพันธ์นามอื่น ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2500
หนังสือต้องห้ามในยุคเผด็จการทหารหลายเล่ม ทำให้ฉันเพลิดเพลิน เป็นสุขล้น และท่วมท้นด้วยความรู้ กับเนื้อหาที่สะท้อนถึงสังคมในยุคนั้น ได้สัมผัสกับภาษาวรรณกรรมที่ไพเราะ ความอยากเขียนหนังสือที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีพลังมากขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้มา เพราะภาษาในหนังสือแต่ละเล่มที่อ่านผ่านตา ฉันเอ่ยขอบคุณเทียนเล่มนั้นจากคนดีศรีอยุธยา ที่นำให้ฉันเข้าสู่งานหนังสือที่เรียกได้ว่าเป็น วรรณกรรม ถ้าไม่มีเล่มนี้ ฉันก็คงไม่ได้พบขุมทรัพย์ตัวอักษรในหนังสืออีกหลายๆ เล่ม
................................
ตุลาคม 2545
จบการศึกษามา 3 ปี การงานที่รัดตัว ทำให้ฉันไม่ค่อยได้มีเวลาเข้าห้องสมุด หรืออ่านวรรณกรรมยุคเก่าเหมือนเช่นเดิมนัก แม้จะย่างเข้าห้องสมุดบ้างก็เป็นการหาข้อมูลเพื่อเอื้อต่องานที่ทำอยู่มากกว่า แต่โอกาสก็มาถึง ปลายปี พ.ศ. 2545 ชื่อของนักเขียนที่ฉันชื่นชอบก็ผุดขึ้นมาในหัว เมื่อหัวหน้าของฉันให้ไปสัมภาษณ์บุคคลท่านหนึ่ง เพื่อตีพิมพ์เป็นคอลัมน์สัมภาษณ์ในนิตยสาร ฉันปฏิเสธอย่างอ่อนโยน ด้วยการอ้างเหตุผลว่า ฉันไม่ใคร่จะคุ้นชินกับการสัมภาษณ์บุคคลที่มีเชื้อสายผู้ดีเก่า ประหนึ่งเป็นตัวแทนของศักดินาแบบนั้น
“หนูคิดว่าถ้าใจเราไม่เปิดรับ งานเขียนที่ออกมาก็จะขาดชีวิตชีวาค่ะ”
“อ๋อ ไม่ใช่ชายในดวงใจ” หัวหน้าฉันพูดยิ้มๆ
ฉันยิ้มตอบถ้อยคำนั้น ก่อนจะเสนอทางเลือกให้ตนเองได้ทำงานชิ้นนั้นด้วยความเต็มใจ “หนูชื่นชอบนักเขียนอยู่ท่านหนึ่ง ไม่ทราบว่าจะตรงใจหรือเปล่า ขอเปลี่ยนมาสัมภาษณ์คนนี้แทนได้ไหมคะ”
พอฉันเอ่ยชื่อออกมา หัวหน้าฉันก็พยักหน้า พร้อมกับบอกว่า แม้จะผ่านยุคสมัยงานเขียนแนวเพื่อชีวิตมาแล้ว แต่ท่านก็เป็นนักประพันธ์ที่เลื่องชื่อ อีกทั้งไม่มีบทสัมภาษณ์มานานแล้ว ก็น่าจะลองดู
ฉันโทรศัพท์ไปบริษัทที่นักเขียนท่านนี้ทำงานอยู่ เมื่อกลางปี พ.ศ. 2545 ฉันมีโอกาสได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับท่าน ที่พิมพ์ออกมาในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 84 หรือ 7 รอบอายุขัยของท่าน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ฉันจะติดต่อไปเพื่อขอสัมภาษณ์ท่านได้ในเวลาอันรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะ ขอเรียนสาย คุณศักดิชัย บำรุงพงศ์ค่ะ” ฉันพูดเป็นครั้งที่ 2 หลังจากนั่งฟังเสียงเพลงอยู่ไม่นาน
“กำลังพูดสายครับ” เสียงนุ่มทุ้มเบาๆ แต่กังวานเสียงนั้นก็บ่งบอกความเป็นผู้อาวุโส
ฉันแนะนำตัวเสร็จสรรพก่อนจะเข้าประเด็นเพื่อขอสัมภาษณ์ ท่านนิ่งไปสักพักก่อนจะตอบกลับมาว่า “หนูไปดูหนังสือเล่มอื่นที่สัมภาษณ์ผมมาแล้วได้ไหม ผมอนุญาตให้หนูรีไรท์จากเล่มต่างๆ เป็นบทสัมภาษณ์ของหนูได้”
ฉันนิ่งไปสักพักเช่นกัน “ไม่ได้หรอกค่ะคุณตา” ฉันถือโอกาสนับญาติ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ขออนุญาต
“คือหนูชื่นชอบงานเขียนของคุณตามากเลยค่ะ มีหนังสือหลายเล่มอยากเอาไปให้คุณตาเซ็นชื่อให้ หนูขอรบกวนเวลาเข้าไปพบได้ไหมคะ”
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น แล้วรอยยิ้มก็ผุดกว้างขึ้นมา และรอคอยสัปดาห์ถัดไปด้วยใจตื่นเต้น
“ระวังนะ อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมาก ไม่เคยได้ยินที่เขาพูดๆ กันมาเหรอว่า นักเขียนน่ะ ตัวตนกับตัวอักษรต่างกันมาก บางคนตัวอักษรอ่อนช้อย สวยงาม โลกเต็มไปด้วยสีชมพู แต่ตัวตนจริงๆ ทำไมโลกทั้งโลกโคตรดำเลยวะ”
ฉันเพียงแค่พยักหน้ากับคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใยในความรู้สึกของฉัน เพื่อนๆ รู้กันดีว่า ฉันเป็นประเภทชื่นชมก็โคตรชื่นชม แต่ถ้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ไม่ต้องถามหาเหตุผลว่าทำไม แล้วจากความรู้สึกชื่นชมก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นไม่ชอบได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ถ้ามีเหตุการณ์ใดหรือคำพูดใดจากคนผู้นั้น ทำให้ไม่ตรงใจแม้เพียงครั้งเดียว พวกเขาห่วงใยการมองโลกที่มีเพียงสีขาวและสีดำของฉัน แต่ก็ทำได้แค่เพียงพูดๆ เตือนๆ เพื่อบรรเทาอาการยินดีอย่างออกหน้าออกตาหรือโศกาปานโลกจะแตก ที่ฉันแสดงอาการออกมาอยู่บ่อยๆ
“เออ รู้แล้วน่า” ฉันตัดบทอย่างเสียไม่ได้ ฉันผิดตรงไหน ที่จะมองภาพคนที่ฉันชื่นชมในผลงานเป็นภาพที่ดี
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการสัมภาษณ์เพื่อเขียนคอลัมน์ ฉันคิดว่าตัวเองทำงานได้ไม่ดีเท่าที่หวัง ตะกุกตะกัก ตื่นเต้น พูดผิดๆ ถูกๆ ประหม่า บอกตามตรงว่าบรรยายความรู้สึกไม่ถูก แต่สิ่งที่บรรยายได้ถูกคือ เวลา 2 ชั่วโมงนั้นฉันมีโอกาสได้เก็บเกี่ยวความอิ่มเอมเปรมปลื้มได้เต็มที่ โลกสีขาวที่ฉันเคยมองนักเขียนท่านนี้ ขาวยิ่งกว่าเดิม
ฉันประทับใจในตัวตนที่เต็มไปด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิของท่าน ซึ่งมิแตกต่างจากตัวอักษรที่ฉันเคยชื่นชอบ ความเป็นผู้รู้แต่ไม่อวดรู้ ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ฉายให้เห็นด้วยคำพูด การเป็นผู้อาวุโสที่ยังคงคุณค่าในตัวตนด้วยการทำงาน คล้ายดอกบานเย็นเบ่งบานในยามเย็นที่แสงแดดทอดอ่อน สิ่งที่ท่านดำรงอยู่ คือสิ่งที่ท่านได้ถ่ายทอดผ่านตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็น
“ไม่มีงานและหน้าที่ใดๆ รอคนทำอยู่หรอก แต่คนต่างหากที่จะต้องสร้างตัว และเสนอตัวเข้าไปรับงานและหน้าที่นั้นๆ คนเราเกิดมา ค่าของชีวิต อยู่ที่การทำงานและประโยชน์ให้แก่ชุมชน” ชัยชนะของคนแพ้
“ชีวิตของคนเรานี้เป็นของมีค่า เป็นรางวัลของธรรมชาติ ที่เราได้รับเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ฉะนั้น จึงไม่ควรที่จะปล่อยให้มันผ่านไปเปล่า อย่างไร้คุณค่าและไร้ความหมาย” ความรักของวัลยา
“ความดีเท่านั้นมิใช่หรือที่เป็นเครื่องวัดคุณค่าของเรา มิใช่เงินทอง ยศฐาบรรดาศักดิ์ และวงศ์สกุล” ปีศาจ
ในช่วงอายุที่เลยวัยเกษียณมาแล้ว 24 ปี ท่านก็ยังเขียนหนังสืออย่างสม่ำเสมอ สมกับที่เคยจารึกตัวอักษรไว้ว่า “วรรณกรรมก็เหมือนข้าว ที่ต้องมีการผลิตขึ้นมาใหม่เสมอ เพื่อการดำรงอยู่ของชีวิตทางวัฒนธรรม และชาวนาที่ปลูกตัวอักษร ก็ไม่เคยแล้งไปจากแผ่นดินไทย” ผมเป็นคนโยเดีย
คงมีชาวนาในสวนศิลป์น้อยคนที่ยังคงหว่านกล้าต้นอักษรในวัยอาวุโสเช่นนี้
วันนั้นฉันเดินออกมาด้วยรอยยิ้มพรายเต็มใบหน้า พร้อมลายมือของนักเขียนในดวงใจประทับไว้ในปกในของหนังสือที่ฉันหอบไปเพื่อขอลายเซ็นโดยเฉพาะ
…………….
เมษายน 2550
ฉันกดลิฟต์ที่ตึกหลังหนึ่งในบริษัทมติชนขึ้นไปยังชั้น 6 ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปี ที่ฉันมีโอกาสได้มาไหว้นักเขียนอาวุโสท่านนี้ นึกถึงครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาพบท่าน ก่อนจบบทสัมภาษณ์ในวันนั้น ฉันขออนุญาตว่า ถ้ามีโอกาสในวันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ สงกรานต์ ขอมาไหว้ท่าน
“เคยมีนักศึกษากลุ่มหนึ่ง เขามาคุยกับผม บอกว่าชื่นชอบอาจารย์มาก พวกผมจะมาหาอาจารย์อีก แต่ก็มาแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวก็ไม่ได้มาอีกเลย” ท่านพูดยิ้มๆ ฉันมองรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเมตตาด้วยความปลาบปลื้ม น้ำในร่างกายจุกขึ้นมาถึงลำคอ แต่ต้องขอบคุณจิตใจที่สะกดไว้ไม่ให้เอ่อพ้นขอบตา
“ถ้าคุณตาอนุญาตหนูขอรบกวนเวลามาไหว้อีกครั้งค่ะ” คราวนี้ฉันนับญาติกับผู้อาวุโสโดยที่ท่านก็คงเต็มใจมีหลานเพิ่มขึ้นมาอีกคน
คุณตาเสนีย์พยักหน้า ก่อนกลับท่านเดินมาส่งที่หน้าประตูลิฟต์ สิ่งที่ฉันไม่เคยคาดคิดเกี่ยวกับนักเขียนนามนี้คือ ท่านกดประตูลิฟต์ให้ฉันและเพื่อนช่างภาพที่มีวัยอ่อนคราวหลาน และหันหลังกลับก็ต่อเมื่อประตูลิฟต์ปิดลง น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลอาบลงตามร่องแก้มตอนที่ยืนในลิฟต์นั่นเอง หลังจากผ่านวันวานที่ได้มาสัมภาษณ์ ฉันก็มาพบท่านอีก 2 ครั้ง เพื่อไหว้ปีใหม่และ สงกรานต์ และก็เหมือนทุกๆ ครั้ง ท่านหันหลังกลับเมื่อประตูลิฟต์ปิดลง และฉันก็น้ำตาไหลในลิฟต์ เวลาผ่านแต่เหตุการณ์กลับเหมือนเดิม
วันนั้นเช่นกัน ฉันตั้งใจมาไหว้สงกรานต์ หลังจากเงียบหายไปอยู่ต่างจังหวัดเกือบ 2 ปี คุณตาเสนีย์ในวัย 89 ปี ดูอ่อนแรงลงกว่าเดิม เพราะโรคที่รุมเร้า ผ่านการดูแลรักษาตนเอง ด้วยแรงใจจากตนเองเป็นสำคัญ พอผ่านห้วงเวลานั้นมาได้ ท่านก็ยังมาทำงานพบปะพูดคุยกับมิตรสหายในหลังคาบ้านแห่งนี้อยู่เสมอ
“คุณตายังดูแข็งแรงเหมือนเดิมนะคะ” ฉันเอ่ยคำพูดที่สร้างกำลังใจ และฉันก็พูดจากใจจริงเพราะท่านยังดูแข็งแรงจริงๆ
“ดูเหมือนแข็งแรง แต่จริงๆ แล้วเต็มไปด้วยโรค ปีที่แล้วต้องต่อสู้อย่างหนัก เขียนหนังสือไม่ได้เหมือนเดิม เซ็นชื่อในเช็คธนาคารยังไม่ยอมรับเลย” ท่านพูดถึงความทรมานจากสังขารที่ต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะความเจ็บปวดด้วยรอยยิ้ม
“ปีที่แล้วโรคเยอะ ข้อมือซ้น หกล้มด้วย ต้องทำกายภาพบำบัดนาน”
“แล้วตอนนี้ก็ดูเบาขึ้นแล้วนะคะ” ท่านพยักหน้า มิลืมถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของผู้มาเยือน
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันกลั้นน้ำที่เอ่อล้นขอบตาไม่ได้ ควานหากระดาษทิชชูในกระเป๋าเช็ดน้ำตา
“ขอโทษนะคะ เป็นอะไรไม่รู้ เวลาเจอหน้าคุณตาไม่รู้ซึ้งหรือเปล่า น้ำตามันไหลทุกที” พูดออกไปแล้วฉันก็นึกในใจว่า น้ำตามันไหลทุกทีจริงๆ เพียงแต่ว่าครั้งนี้ไหลต่อหน้าท่าน เท่านั้นเอง
“นอกจากมาไหว้สงกรานต์แล้ว ถ้าเผื่อว่าหนูจะมีหนังสือเป็นของตัวเองตีพิมพ์นะคะ ก็ขออนุญาตเขียนถึงคุณตาด้วยได้ไหมคะ”
“เขียนถึงแบบไหนล่ะ” ท่านถาม รอยยิ้มยังคงลอยอยู่บนใบหน้า
“ก็ประมาณว่าเป็นแรงบันดาลใจในการอยากเขียนหนังสือ และก็คุณตาเป็นผู้อาวุโส แต่ยังอนุญาตให้เด็กอย่างหนูมาพบ แถมยังเดินไปส่งที่ลิฟต์อีก อะไรแบบนี้น่ะค่ะ” ท่านยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะอนุญาต
“เอาไปนินทาว่าเดินไปส่งที่ลิฟต์ วันนี้ไม่เดินไปส่งแล้วนะ” ท่านพูดพร้อมกับหัวเราะตอนที่ก้าวเดินช้าๆ มาส่งฉันที่ลิฟต์เช่นเดิม
ฉันลากลับด้วยความปรีดา เวลาผ่านเหตุการณ์เปลี่ยน ฉันไม่เพียงร้องไห้ขณะที่จากมา แต่ยังหลั่งน้ำตาต่อหน้าผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจของฉันด้วย
ผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจ ที่ฉันอยากจะปลูกต้นอักษรเป็นของตัวเอง ต้นอักษรที่มาจากตัวตนที่แท้จริง ต้นอักษรที่ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ตัวเองเป็น
|