Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
Numthang.org กับ "โครงการอาสาสร้างบ้าน(ดิน)นำทาง" รับอาสาสมัครมาสร้างบ้านดินในทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์เป็นต้นไป จนกว่าบ้านจะเสร็จ กดเข้าไป อ่านรายละเอียดได้ที่นี่
หน้าแรก » เนื้อหา » อาหารและยา » กระดูกพรุน? ดื่มนมวัวกับแคลเซียมก็ช่วยไม่ได้
ค้นหา
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
  Host Unlimited Domains on 1 Account
ลิงค์
สิ่งแวดล้อม
» EREC
» IPCC
ที่อยู่อาศัย
อาหารและยา
เครือข่าย
อื่นๆ
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

free counter with statistics

กระดูกพรุน? ดื่มนมวัวกับแคลเซียมก็ช่วยไม่ได้

เขียนโดย tee
Friday, 29 June 2007


เป็นข้อเท็จจริงที่ว่าคนไทยนั้นเป็นโรคกระดูกพรุนน้อยกว่าชาวตะวันตกถึง 9 เท่า ในปัจจุบันคนไทยก็เริ่มเป็นโรคนี้กันเยอะขึ้น พวกบรรดาพ่อค้านมเห็นช่องรีบโฆษณาในทันทีว่า "กระดูกพรุนเหรอ ดื่มนมสิ ถ้าให้ดีผสมแคลเซียมด้วย" ยังไม่พอยังแอบขึ้นตัวเลขปริมาณแคลเซียมที่ต้องการในแต่ละวันจาก 800 มก. เป็นวันละ 1,200 มก. ที่น่าเจ็บใจคือพากันเชื่อและบริโภคนมกันยกใหญ่

เราต้องย้อนกลับไปดูอีกหลายอย่างสำหรับต้นเหตุของโรคนี้ เราสามารถเปรียบเทียบอาหารการกินและวิถีการเป็นอยู่ของคนในชาติตะวันตกกับบ้าเรา ในวันหนึ่งชาวตะวันตกรับประทานปริมาณแคลเซียมต่อ 1 คน ขนมปังกาแฟ 0 มก. แฮมเบอร์เกอร์ 199 มก. เฟรนซ์ฟราย 18 มก. สลัดไก่ 34 มก. ซุบหัวหอม 25 มก. เสต๊กเนื้อ 262 มก. สลัดผัก 20 มก. รวมเป็น 558 มก. ซึ่งไม่เพียงพอจึงหันไปดื่มนม

มาดูอาหารในบ้านเราบ้างปริมาณแคลเซียมใน 1 มื้อดังนี้ ยำยอดกระถิน (ใส่กุ้งแห้ง) 105 มก. กะปิคั่ว (มีกุ้งแห้งและปลากรอบ) 194 มก. แกงส้มตูนปลาสวาย 147 มก. ผัดผักโขมไฟแดง 429 มก. แค่เพียงมื้อเดียวเราได้รับแคลเซียม 875 มก. ซึ่งพอเพียงต่อความต้องการใน 1 วันดังนั้นเราจึงไม่ต้องการบริโภคแคลเซียมเพิ่มอีกจะเห็นว่าแหล่งแคลเซียมโดยส่วนใหญ่ของเราจะอยู่ที่กุ้งเล็กและปลาน้อยที่อยู่ในกะปิและแหล่งแคลเซียมสูงอีกตัวคือ เต้าหู้ขาว (ไม่นับเต้าหู้ไข่) 1 แผ่นที่ให้ถึง 250 มก.

แต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้นคือการรับประทานอาหารไม่ใช่สาเหตุเดียวของโรคนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยให้พิจารณาดังนี้

1. การขาดการออกกำลังกาย - การที่คนเราขยับตัวจะกระตุ้นให้แคลเซียมจับพอกกับกระดูก นาซ่าได้ทำการวิจัยโดยทดลองให้คนวัยสาวนอนเฉยๆ เป็นเวลา 4 เดือน รับประทานอาหารอุดมสมบูรณ์ ปรากฏว่ากระดูกส่วนต่างๆ บางลงอย่างรวดเร็ว ข้อเท้าบางไป 10.4% ต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีก 12 เดือน จึงจะปกติ ดังนั้นต่อให้รับประทานแคลเซียมไปมากเท่าไรก็ช่วยไม่ได้

2. การไม่ได้รับแสงแดดเพียงพอ - เมื่อผิวของคนเราได้รับแสงแดดจะสร้างวิตามินดี ซึ่งช่วยให้เกิดการดูดซึมแคลเซียมในทางเดินอาหาร ซึ่งเราได้เปรียบชาวตะวันตกตรงนี้แต่วิถีชีวิตในเมืองได้ละทิ้งชีวิตกลางแจ้งไปหมด นั่งทำงานอยู่ในตึกตลอดทั้งวัน แถมในชีวิตประจำวันยังทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตัวเองโดดแดดได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งโปะครีม ปิดเสื้อผ้ามิดชิด อยากตัวขาวแต่อมโรคจึงเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง ยอมทุกข์ทรมานเพียงได้สวยแต่เอาเข้าจริงๆ ไอ้ความขาวที่ต้องการนักมันเป็นความงั่งของค่านิยม ใครหนอช่างงี่เง่าให้ค่านิยมเป็นตัวกำกับชีวิตตัวเอง สิ่งนี้จึงเป็นหนึ่งในสังคมวิปริต

3. กินยาที่ขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม - ยาเคลือบกระเพาะที่มีอลูมิเนียม เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องที่เคลือบอลูมิเนียม ชา กาแฟ เหล่านี้ล้วนขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ทั้งสิ้น น้ำอัดลมตัวดีมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูงเพื่อสร้างฟอง เป็นเหตุให้ร่างกายเสียสมดุลร่างกายต้องละลายแคลเซียมเพื่อมาสมดุลกับฟอสฟอรัสในเลือด ยิ่งส่งเสริมให้ร่ายกายขาดแคลเซียมหนักขึ้น

4. โปรตีนล้นเกิน - สัดส่วนที่ดีของ แคลเซียมต่อฟอสฟอรัสในอาหารควรจะเป็น 2:1 เนื้อสัตวมีอัตราส่วนเป็น 1:8 ถึง 1:20 ทำให้เราสูญเสียแคลเซียมจากกระดูก ยุคปัจจุบันเรานิยมบริโภคเนื้อสัตว์จนล้นเกิน เห็นได้จากเวลาไปทานสุกี้หรือหมูกระทะอะไรก็ตาม อย่างแรกคิดว่ากินเนื้อดีกว่ากินน้ำกินข้าวกินผัก ถ้าไปตามงานเลี้ยงสาวๆ จะกินแต่กับข้าวกลัวว่าจะกินได้น้อย กลัวว่าจะไม่คุ้มโดยเอาราคาของอาหารเป็นตัววัด กลายเป็นว่าอะไรก็ไม่รู้เป็นตัวกำหนดชีวิตอีกแล้ว

5. ภาวะฮอร์โมนเพศลดลง - ฮอร์โมนอีสโตรเจนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย ผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนจึงเพิ่มภาวะเสี่ยงต่อกระดูกพรุน วิถีอย่างภูมิปัญญาตะวันออกกลับพบว่าได้รับสารฮอร์โมนอีสโตรเจนอีกชนิดหนึ่งจากพืชผักที่พบพอสมควรที่ช่วยสมดุลฮอร์โมนนี้ในร่างกายคือ ถั่วเหลืองซึ่งมีสาร Isofavone ป้องกันกระดูกพรุนและป้องกันมะเร็ง

โค้ก เนื้อสัตว์ เสต๊ก อาหารยอดนิยมของชาวตะวันตก จากที่ได้รับแคลเซียมน้อยอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ยังไปพร่องมันอีกด้วยการรับประทานของเหล่านี้ (ร่างกายต้องละลายแคลเซียมมาสมดุลกับฟอสฟอรัสในเลือด) ยิ่งทำให้เกิดภาวะเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นและการดำรงชีวิตปัจจุบันออกจากชีวิตกลางแจ้งและนั่งอยู่หน้าจอตลอดทั้งวันยิ่งไม่ต้องคิดเลยว่าภาวะเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นขนาดไหน

นอกจาก You are what u eat แล้วอาจต้องมี You r what u do, You r what u feel, You r what u read ด้วยน้อ
 

ตอบกระทู้
ชื่อ *
E-Mail
หัวข้อ *
บอร์ดโค้ด
สี ขนาด Close all tags
เนื้อหา
แสดงอารมณ์
B) ;) :) :P
:laugh: :ohmy: :sick: :angry:
:blink: :( :unsure: :kiss:
:woohoo: :lol: :silly: :pinch:
:side: :whistle: :evil: :S
:blush: :cheer: :huh: :dry:
Extreme
*
รูปภาพ
สามารถอัพโหลดรูปภาพได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องย่อก่อน ระบบจะย่อรูปให้โดยอัตโนมัติ
 
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net