|
ฉันไม่เคยมีคำถามสำหรับใจตนเองเลยว่า ถ้าต้องอยู่กับสิ่งที่ตนเองต่อต้านแล้ว จะทนได้หรือไม่ เพราะฉันมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่า ไม่มีทาง หรือถ้ามีทางก็ทนอยู่ไม่ได้นาน ช่างเป็นคนที่ไม่ลองหยุดคิด พิจารณาไตร่ตรองอะไรเลยสักนิด แต่วันนี้ ฉันกลับกำลังใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่ฉันเคยต่อต้าน
ฉันมีทางเลือกให้ชีวิตตนเองเพียงแค่นี้ ในช่วงเวลาที่เงินแทบไม่เหลือติดกระเป๋า “แม่บ้าน” งานที่แสดงถึงสถานภาพที่แตกต่างของคนในสังคมให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น คนที่สนิทและรู้จักฉัน ไม่มีใครแปลกใจที่ฉันมาทำงานนี้ แต่คนอื่นที่รู้จักฉันห่างๆ ต่างงงงวยถึงขั้นประหลาดใจ เพราะกรอบทางสังคมที่ยึดถือกันมาว่า การจบระดับอุดมศึกษา ไม่น่าจะมาทำงานอาชีพนี้ ยิ่งจบจากมหาวิทยาลัยของรัฐ จากคณะยอดนิยมที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายาก ยิ่งไม่สมควรที่จะทำงานหลุดนอกกรอบ แต่ฉันไม่นึกถึงข้อนี้ ถ้าไม่มีเงินกินข้าว กรอบที่คนยึดติด คงไม่ทำให้ฉันอิ่มท้อง
หลังจากเข้าไปทำงานได้ 3 สัปดาห์ ฉันขอลางานเพื่อนัดพบเพื่อน น้องที่ทำงานด้วยกันถามว่า “แล้วเพื่อนพี่เขาทำงานอะไรกัน”
“คนหนึ่งเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย อีกคนเรียนปริญญาโท...แล้วก็พี่”
เธอพยักหน้า แต่อ่านจากสีหน้า ฉันไม่แน่ใจว่า เธอรู้จักมหาวิทยาลัยที่ฉันเอ่ยถึงไหม ถ้าไม่รู้จักก็คงไม่แปลก เธอไม่เคยผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากจบการศึกษาภาคบังคับ ก็เข้ามาทำงานในเมืองกรุง
เพื่อนของฉันถามถึงหน้าที่ประจำวัน ฉันสาธยายให้ฟัง ตั้งแต่ตื่นนอนดีห้าเพื่อทำกับข้าวตักบาตร
“มีตักบาตรด้วยดีนะ” เพื่อนๆ ของฉันยิ้ม ชีวิตการงานของฉันเป็นมงคลตั้งแต่การเริ่มงานในแต่ละวัน
“เออ เป็นมงคล...จากนั้นก็รดน้ำต้นไม้ ซักผ้า รีดผ้า กวาดใบไม้รอบบ้าน ส่วนอีกคนก็รดน้ำต้นไม้กวาดใบไม้เหมือนกัน แต่เขาจะเป็นคนทำความสะอาดบ้าน ส่วนเรื่องเสื้อผ้าก็เป็นงานของฉันไป”
“แกรู้ไหม เขาจ้างแกนี่ โคตรคุ้มเลย ค่าจ้างซักรีดตามร้านเท่าไหร่ เดือนหนึ่งถ้าเขาเสียค่าซักรีด เผลอๆ แพงกว่าเงินเดือนแกอีกนะ” อาจารย์มหาวิทยาลัยพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“ฉันว่ามันเป็นปกติของงานนี้นะ ซักผ้า รีดผ้า ก็ต้องรวมในนั้นด้วย” ฉันพูด ขณะที่เพื่อนอีกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย คล้ายจะถามว่าถ้าเขาจะส่งร้าน จะจ้างคนทำงานเพิ่มอีกทำไม เพื่อนคนที่เปิดประเด็นก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี แต่เสียงของตัวเองน้อยกว่า เธอจึงเปลี่ยนประเด็น
“เจ้านายแกเขาก็ตื่นเช้าเหมือนกันนะ ลุกมาตักบาตรแต่เช้า”
“อ๋อ เปล่าหรอก เขาให้พวกฉันตักน่ะ”
“เฮ้อ จริงเหรอ แล้วเขามีส่วนร่วมกับการทำบุญจากตรงไหน” อาจารย์มหาวิทยาลัยทำหน้าประหลาด แต่ฉันตกใจน้ำเสียงของเธอมากกว่า
“ก็เงินที่ใช้ซื้อขนม ซื้อของมาทำกับข้าว แล้วเวลากรวดน้ำ เขาก็จะอุทิศส่วนกุศลไปว่า วันนี้ใส่บาตรด้วยอะไรบ้าง”
ตอนเช้าหลังจากตักบาตร ฉันต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับอาหารเช้าให้คุณผู้หญิง ทั้งแก้วน้ำดื่ม จานรองแก้ว จานขนม ชุดกรวดน้ำ และชุดกาแฟลายเดียวกัน ขึ้นไปตั้งโต๊ะที่ห้องอาหารเช้าบนบ้าน ฉันเคยถามว่า ถ้าหาถ้วยกับจานรองแก้วลายเดียวกันไม่เจอ ใช้ลายต่างกันได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ ฉันเดาเหตุผลไปว่า ความเข้ากันของชุดกาแฟคืออรรถรสในการดื่มกาแฟ คุณผู้หญิงก็คงไม่รื่นรมย์กับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นในยามเช้าเป็นแน่ เพราะบ่อยครั้งสุนทรีย์ในใจคนก็มาจากอุปกรณ์ภายนอกต่างๆ เหล่านี้เช่นกัน บางครั้งฉันอยากทดสอบเหตุผลที่ตัวเองคิด โดยเตรียมชุดกาแฟลายต่างกัน แต่ยังไม่เคยลองสักที เพราะถ้าทำเช่นนั้น เท่ากับฉันบกพร่องต่อหน้าที่
นอกจากเหตุผลของความสวยงามแล้ว ก็คงเป็นเหตุผลของมารยาทสากลด้วยกระมัง เพราะตามร้านอาหารหรูๆ ตามงานเลี้ยงของคนมีระดับ อุปกรณ์ต่างๆ บนโต๊ะอาหารก็เข้าชุดกันทั้งนั้น ช่างท้าท้ายการรับรู้จริงๆ ว่า ถ้าอุปกรณ์บนโต๊ะไม่ผสมกลมกลืน ดูไม่เป็นศิลปะ ไม่เป็นไปตามมารยาททางสังคม ผู้มีเกียรติทั้งหลาย ที่แม้จะหิวจนท้องกิ่ว จะรับประทานอาหารกันได้หรือไม่ เพราะไม่เคยมีคนทำงานหน้าที่นั้นคนไหน ได้ท้าท้ายกรอบหรือมารยาททางสังคมที่กำหนดไว้ ฉันจึงไม่เคยตั้งคำถามว่า ทำไมฉันและคนอื่นๆ ที่แวดล้อมฉัน ถึงกินข้าวได้อย่างเอร็ดอร่อย ดื่มกาแฟได้อย่างสบายใจ แม้ว่าถ้วยกาแฟเป็นรูปดอกไม้ และจานรองจะเป็นรูปลิง เพราะสถานภาพของบุคคลแตกต่างกันนี่เอง
“ตอนเช้าฉันก็เตรียมชุดกรวดน้ำ มีขวดน้ำ แก้ว และชามใหญ่รองน้ำ พอคุณผู้หญิงรับอาหารเช้า ก็จะกรวดน้ำอุทิศบุญกุศล”
เพื่อนสาวคนเดิมยิ้มเยาะ เธอบอกว่าการทำบุญที่เธอคิดมาเสมอคือ ต้องมีความอดทน มีความตั้งใจที่จะทำ อดทนที่จะตื่นแต่เช้า เพื่อตั้งใจมาทำอาหารถวายพระ
“ถ้าอย่างนั้นคนที่ซื้อกับข้าวถุงที่ร้านข้าวแกง ที่เขาเตรียมไว้ชุดละ 20 บาท ก็เสียเงินฟรีๆ น่ะสิ เพราะคนที่ได้บุญคือคนที่ทำอาหารถวายพระ” เพื่อนสาวตั้งข้อสังเกตตามวิสัยของคนเป็นอาจารย์
“ได้เท่าๆ กันแหละ คนซื้อก็ต้องทำงานด้วยแรงกายและสมองแลกเงิน เอามาซื้อกับข้าวตักบาตร ถ้าจะพูดถึงการลงทุนเพื่อได้บุญ ก็ลงทุนทั้งสองฝ่าย” เพื่อนอีกคนตัดบท แล้วหันมาพูดกับฉันเพื่อเบี่ยงประเด็น ไม่ให้มีการต่อความยาว
“งานแกก็ไม่หนักเท่าไรนะ ก็คงพอมีเวลาว่าง ใช่ไหม”
ฉันแทบสะอึก เกือบพ่นน้ำเสาวรสออกมา “แกนึกว่าบ้านเขาหลังเล็กเหมือนบ้านแกหรือไง งานสามสี่อย่างก็เถอะ”
ฉันนึกถึงบ้านหลังใหญ่บริเวณกว้างขวาง กะตามสายตาน่าจะราวๆ 3 ไร่ แค่ต้นไม้ใบหญ้าที่ต้องรดน้ำ ก็กินเวลาทำงานของฉันเป็นชั่วโมง ผ้าอีก 4 ตะกร้าที่ต้องซักรีดทุกวัน ฉันทำงานส่วนนี้ตั้งแต่สายถึงบ่ายแก่ๆ ไม่รวมเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในยามตะวันคล้อยกับการจัดการใบไม้ที่ผลัดใบอยู่รอบๆ บ้าน สรุปคือฉันทำงานทั้งวัน
“เขาอยู่กันกี่คนทำไมต้องซักรีดทุกวัน” คราวนี้เพื่อนสาวของฉันถามพร้อมกัน
“ก็ 4 คน แต่รวมกันก็เยอะ ถ้าซักวันเว้นวัน งานหนักเลย เขาไม่ได้ใส่เสื้อผ้าวันละชุดเหมือนพวกแกนี่ ผ้าเช็ดตัว 1 ผืน ผ้าเช็ดหน้า 1 ผืน เปลี่ยนทุกวัน ชุดทำงาน 1 ชุด ตอนเย็นถ้าออกไปธุระข้างนอกก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอีก แล้วก็ชุดนอนอีก วันหนึ่งคนละสองสามชุดก็เยอะนะ เสื้อผ้าของน้องหมาด้วย”
นอกจากพระ คน ต้นไม้แล้ว หน้าที่ของฉันก็คือ ดูแลน้องหมาอีก 2 ตัว นอกจากหาข้าวหาน้ำให้แล้ว ก็ต้องพาไปเดินเล่น รวมถึงดูแลเรื่องระบบขับถ่ายของน้องหมาตัวเล็กด้วย หลังจากอุ่นอาหารในไมโครเวฟให้เขาเสร็จเรียบร้อย ฉันมีหน้าที่พาเขาไปทำธุระส่วนตัวที่สนามหญ้าหลังอาหารทุกมื้อ
“แกเข้าใจไหม เขาดูแลเอาใจใส่น้องหมาเหมือนลูก ฉันก็ต้องดูแลลูกเขาเป็นพิเศษ ก็เหมือนแกดูแลปลานั่นแหละ แกก็เรียกน้องปลา”
“ฉันไม่เห็นว่าเขาจะดูแลตรงไหน แกต่างหากเป็นคนดูแล เจ้านายแกเขาแค่พาขึ้นไปนอนในห้องด้วยเท่านั้น”
“ค่าอาหารน้องหมาไง แล้วที่เขาพาไปนอนที่ห้องก็เลี้ยงดูฟูมฟักจะตาย แกยังว่าเขาไม่ดูแลอีกเหรอ บางวันฉันพาน้องหมาไปขี้ที่สนามหญ้าแล้วเขาขี้ไม่ออกนะ เจ้านายฉันเขาก็มีวิธีทำให้น้องหมาขี้จนได้ ดูแลกันขนาดนี้เลย”
ฉันนึกถึงประโยคที่เจ้านายฉันถามว่า วันนี้น้องหมาถ่ายหรือเปล่า พอเขารับรู้ เขาก็บอกว่า “ไม่เป็นไรเดี๋ยวพาไปเอง”
“เออ เก่งนะ หมามันไม่ขี้ยังทำให้มันขี้ได้” เพื่อนทั้งสองของฉันพูดพร้อมกัน
“ถ้าน้องหมาไม่ขี้เขาก็จะงอแงทั้งคืน เจ้านายฉันก็ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ก็ต้องดูแลเขา”
ฉันนึกถึงวันที่น้องหมาไม่ยอมขี้ และฉันก็ได้รับรู้ผลจากการที่ฉันไม่สนใจและไม่พยายามจะทำให้เขาขี้ ได้สร้างความเดือดร้อนให้เจ้านายฉันมากเพียงใด วันนั้นฉันรู้สึกผิดที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น และฉันก็กังวลที่ทำหน้าที่ของตัวเองไม่สมบูรณ์
“การทำให้หมาขี้คือหน้าที่ของแกด้วยใช่ไหม น่าอิจฉานะ แต่ละวันได้ทำงานให้สิ่งมีชีวิตครบถ้วนเลย ทั้งพระ คน ต้นไม้ และหมา”
“แต่ก็บ่อยครั้งที่ฉันทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ หมามันไม่ขี้จะบังคับให้มันขี้ได้ยังไงใช่ไหม ขนาดตัวเองขี้ไม่ออกยังบังคับไม่ได้เลย อย่างว่าแหละ หมาจะขี้หรือไม่ขี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับฉัน เรื่องที่ไม่สำคัญสำหรับเรา เราก็ไม่สนใจใช่ไหม ทั้งๆ ที่เรื่องนั้นอาจมีความสำคัญต่อคนอื่นมาก”
ประเด็นนี้ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในที่ทำงานเดิม วันนั้น ช่างแอร์มาซ่อมแอร์ซึ่งอยู่เหนือโต๊ะของพี่คนหนึ่ง แต่ความไม่ระมัดระวังที่แม้จะเป็นช่างก็พลาดได้ เขาทำน้ำที่เอ่อล้นอยู่บนฝาปิดแอร์หกเลอะเทอะโต๊ะของพี่คนนั้น น้ำกระเซ็นไปถูกหนังสือเกือบทุกเล่มบนชั้นวางหนังสือที่อยู่ใกล้โต๊ะ พี่อีกคนหนึ่งในที่ทำงานจึงพูดขึ้นว่า
“โต๊ะพี่เขาเปียกหมดเลย ไม่เป็นไรเช็ดได้ แต่หนังสือสิ” เธอเดินไปที่ชั้นวางหนังสือ “น้ำกระเด็นนิดหน่อย ไม่เปียกมากเดี๋ยวก็แห้ง ดีนะวันนี้พี่เขาไม่อยู่ เลยทำงานได้สบาย”
พอวันรุ่งขึ้น พี่เจ้าของโต๊ะมาทำงาน เธอมองดูโต๊ะด้วยใบหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงที่พูดไม่มีแววโกรธขึ้ง แต่เนื้อหาที่เธอเอ่ย ทำให้เรารู้ว่าเธอไม่สบอารมณ์นัก
“ถ้าต่อไปจะให้ช่างมาล้างแอร์ ช่วยแจ้งพี่ล่วงหน้าก่อนนะ พี่จะได้เคลียร์ของรอบๆ โต๊ะออกให้หมดเลย”
เธอพูดพร้อมกับมองหนังสือที่เปียกน้ำและแห้งแล้ว “หนังสือชั้นนี้คือชีวิตของพี่เลยนะ”
ขณะที่คนหนึ่งมองว่าการที่พี่คนนี้ไม่อยู่ เป็นความสะดวกสำหรับช่างแอร์ ในขณะเดียวกันเจ้าของโต๊ะเห็นว่าถ้าเธออยู่จะเป็นผลดีมากกว่า อย่างน้อยหนังสือชั้นนั้นซึ่งคือชีวิตของเธอก็คงไม่เปียก แม้ว่ามันจะเปียกนิดหน่อยในความรู้สึกของคนที่ไม่ใช่เจ้าของหนังสือ
“แล้วหมามันขี้เองไม่ได้หรือไง” เพื่อนฉันถาม หลังจากที่เงียบไปนาน
“เขาตัวเล็ก อายุเยอะแล้ว ขาไม่ค่อยแข็งแรง บริเวณบ้านกว้างจะตาย ถ้าเดินไกลเขาก็เหนื่อย ก็ต้องอุ้มไป”
“เลี้ยงหมาเหมือนลูก แต่คนป้อนข้าวป้อนน้ำกลับเป็นแก เหมือนคนสมัยนี้เลี้ยงลูกเลยนะ พี่เลี้ยงเป็นคนดูแลเรื่องป้อนข้าว ดูแลเรื่องขี้เยี่ยว”
“ก็ถ้าคนเขามีเวลาทำงานเองหมดทุกอย่าง แกคิดดูว่าคนทำงานแม่บ้านอย่างฉันทั้งประเทศนี้จะไม่มีงานทำกี่คน เผลอๆ เยอะกว่าคนอีกหลายอาชีพด้วยซ้ำ”
“ฉันไม่นึกเลยว่าคนใจร้อน หงุดหงิดง่าย โมโหร้าย ไม่เคยสนใจความรู้สึกของใครอย่างแก จะทำงานนี้ได้ แกอดทนจริงๆ” ฉันดีใจที่เพื่อนสาวมีแววตาชื่นชม และน้ำเสียงทอดอ่อนไร้แววประชดประชัน
ฉันนึกถึงความเป็นตัวของตัวเอง เมื่อก่อนฉันเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ เพื่อนบางคนเคยเตือนให้ฉันเพลาอารมณ์ร้อนๆ ลงบ้าง เพราะจะเป็นผลเสียทั้งต่องานและสุขภาพ ฉันกลับตอบอย่างไม่ใส่ใจ น้ำเสียงแข็งกระด้างว่า
“มันเรื่องของฉัน แกเป็นอะไรกับฉันนี่”
เพราะความไม่พอใจที่เขาเสนอความเห็นด้วยความเป็นห่วง แต่ความห่วงของเขาก็ถูกปิดกั้นจากการรับรู้ของฉัน เพราะเป็นคำพูดที่ขัดหูขัดใจฉัน เท่านั้นเอง
เมื่อก่อนฉันไม่ยอมทำอะไรที่นอกเหนือจากสิ่งที่ตนเองเชื่อถือและยึดมั่น ครั้งนั้นหัวหน้างานให้ฉันไปสัมภาษณ์ผู้มีอันเหลือกินท่านหนึ่ง เพื่อเขียนเป็นคอลัมน์สัมภาษณ์บุคคลในนิตยสาร ฉันเคยไปสัมภาษณ์คนคนนี้ที่บ้านของเขาแล้ว แต่ไปในฐานะผู้ช่วยคนสัมภาษณ์อีกที เพื่อลงในนิตยสารฉบับอื่น หัวหน้าฉันเห็นว่า บางเรื่องราวในชีวิตของเขาน่าสนใจ เขาเป็นบุคคลที่ทำงานอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในหลากหลายสาขา ทั้งด้านธุรกิจ การศึกษา หรือแม้แต่การเมือง
หัวหน้าฉันบอกว่าการได้สัมผัสกับเรื่องราวของบุคคลที่แตกต่างจากเรา วิถีชีวิตตรงข้ามกับเรา จะทำให้เราได้เห็นหรือมองอะไรๆ ได้ในมุมกว้าง แต่จิตใจของฉันปิดประตูกั้นคนคนนี้ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในบ้านของเขาแล้ว ชายสูงอายุผมสีดอกเลาในชุดเสื้อเชิ้ตและกางเกงผ้าสีครีม ลงมาจากรถที่คนขับรถในชุดซาฟารีเปิดประตูให้ คนทำงานเป็นหญิงวัยกลางคน และเด็กสาวอีกประมาณ 3 คน แต่งกายด้วยเสื้อสีขาว ผ้าซิ่นสีน้ำเงินคล้ายกัน ตอนนั้นฉันนึกเพียงแต่ว่า นี่ไม่ใช่ละครใช่ไหม
ฉันปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล โดยบอกเหตุผลไปว่า ฉันไม่ค่อยชื่นชมอะไรๆ ที่เป็นศักดินา ได้ยินคำว่าคุณผู้หญิง คุณผู้ชายแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี แต่ตอนนั้นฉันก็ต้องไป เพราะงานก็คืองาน หน้าที่ในวันนั้นฉันทำด้วยความอึดอัดใจ แต่วันนี้ฉันก็มาทำงานในสิ่งที่ฉันเคยต่อต้าน ในบ้านของคุณผู้หญิงที่มีรถยุโรปจอดในบ้าน 6 คัน มีคนขับรถ 2 คน
การทำงานเป็นแม่บ้านทำให้ฉันเรียนรู้ว่า สถานภาพทางสังคมของคนมีช่องว่างกว้างเช่นเดียวกับสถานภาพทางเศรษฐกิจ ระบบเจ้าขุนมูลนายไม่เคยจางหายไป และผู้คนที่มีทางเลือกน้อยหรือเต็มใจที่จะเลือกทางสายนี้ ก็ยังคงอยู่ในบทบาทของบ่าว ไม่แตกต่างจากการเลิกทาสที่ทาสพร้อมใจยู่ในสถานภาพของไพร่ แทนที่จะเป็นไทแล้วออกไปอดตาย ต่างกันเพียงสถานภาพของแม่บ้านในปัจจุบันคือ เป็นการทำงานในฐานะลูกจ้างแล้วได้รับเงินเดือน ไม่แตกต่างกับลูกจ้างที่ทำงานบริษัทเอกชนหรือในโรงงาน รวมถึงอาชีพข้าราชการ ที่ทุกคนก็อยู่ในสภาพของลูกน้องและมีเจ้านาย แต่คำว่าลูกน้องกับเจ้านายฟังดูดีมีภาษีกว่าคำว่า คนรับใช้กับคุณผู้หญิง คุณผู้ชาย หรือคุณหนู
ฉะนั้น ฉันถึงไม่แปลกใจเลยกับคำถามที่ว่า “จบปริญญาแล้วมาเป็นคนใช้ได้ยังไง”
มีคนเคยถามว่า ฉันรู้สึกแพ้ไหม ที่ยอมจำนนหรือยอมก้มหัวให้กับสิ่งที่ฉันเคยต่อต้าน มันไม่ใช่การยอมแพ้ ก้มหัว หรือยอมจำนน แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การอยู่กับสิ่งที่ไม่ศรัทธา ไม่เคยชื่นชอบ หรือถึงขั้นต่อต้านได้นาน นานจนคนอื่นหรือแม้แต่ตนเองคาดไม่ถึง เกินกว่าที่ตนเองคิดว่าจะรับไม่ได้ แต่ฉันก็ทำได้ ฉันถือว่าตัวเองชนะ...ชนะอย่างใสๆ ด้วย
การพ่ายแพ้หรือมีชัยในชีวิตของคนเรานั้น ไม่มีใครเป็นกรรมการได้ดีเท่ากับความรู้สึกของตัวเอง หากแต่ต้องยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงๆ โดยไม่หลอกตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ฉันชนะใจตัวเองได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณผู้หญิงของฉันใจดี
แต่ฉันก็ยังเป็นคนเดิมว่ะ แม้ว่าทัศนคติจะเปลี่ยนไป แต่วาจาก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง “แม่ง กูชนะแล้วโว้ย”
|