Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
หน้าแรก » เนื้อหา » สิ่งแวดล้อม » หายนะจากทองคำ
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
Main Menu
Main Category
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
ลิงค์
สิ่งแวดล้อม
» EREC
» IPCC
ที่อยู่อาศัย
อาหารและยา
เครือข่าย
อื่นๆ
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท
สนับสนุนเรา

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

Technorati Profile

free counter with statistics

หายนะจากทองคำ

เขียนโดย tee
Friday, 29 January 2010


นอกจากเงินตราที่นำมาซึ่งหายนะและความเสียหายร้ายแรงแล้ว ทองคำก็ไม่เว้นด้วยเช่นกัน ผมยกบทความจาก "ทองคำกำลังสร้างความเสียหายร้ายแรง" โดย ไสว บุญมา เป็นเบื้องหลังกว่าจะได้มาซึ่งทองคำว่าทองคำที่เราหลงใหล นำมาซึ่งหายนะให้กับสิ่งมีชีวิตและโลกใบนี้ได้อย่างไร

ทองคำกำลังเป็นข่าวใหญ่รายวันเพราะราคาของมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นมันยังสร้างความเกรียวกราวเป็นครั้งคราวอีกด้วย เช่น เมื่อปลายปีที่แล้ว อินเดียซื้อทองคำจำนวน 200 ตันจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศมาเก็บไว้ในคลัง และเมื่อตอนต้นปีนี้ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงตามหาบัวได้ร่วมกันส่งมอบให้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทยอีก 450 กิโลกรัม
      
       การส่งมอบล่าสุดนี้นับเป็นครั้งที่ 15 ซึ่งเมื่อรวมกับครั้งก่อนๆ แล้ว ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงตาได้มอบให้รัฐบาลไทยแล้วถึง 11 ตัน ตามราคาทองคำที่ซื้อขายกันในปัจจุบัน ทองคำจำนวน 11 ตันมีค่ากว่าหมื่นล้านบาทซึ่งนับว่ามากโข แต่แน่นอน มันยังไม่มากเท่ากับสินทรัพย์ของ นช.ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากส่วนที่ศาลกำลังพิจารณาว่าได้มาด้วยความฉ้อโกงหรือไม่ก็มีค่ากว่า 7.6 หมื่นล้านบาทเข้าไปแล้ว
      
       ราคาที่เพิ่มขึ้นไปทำให้ผู้ที่ซื้อทองคำเก็บไว้เป็นเวลา 5 ปีมีความรู้สึกมั่งคั่งกันถ้วนหน้าเพราะค่าของมันเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าของ เงินทุน แต่พวกเขาคงไม่เฉลียวใจเลยว่าความมั่งคั่งนั้นวางอยู่บนฐานของความเสียหาย ร้ายแรงซึ่งมักไม่ค่อยเป็นข่าวใหญ่ การนำเรื่องความเลวร้ายของทองคำมาเล่าวันนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เราเห็นว่ามีค่านั้นอาจมีความเลวร้ายที่อาจมองไม่ค่อยเห็นแฝงอยู่ หรือถ้าจะพูดว่าทองคำอาจมีดอกผลที่คนจำนวนมากมองไม่เห็นเช่นเดียวกับความ ร่ำรวยของ นช.ทักษิณ ก็คงได้
      
       ผู้สนใจในเรื่องราวของทองคำคงทราบแล้วว่า ผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ได้แก่จีน แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย รัสเซีย และเปรู เมื่อเร็วๆ นี้มีสำนักข่าวหลายแห่งส่งพนักงานไปดูการทำเหมืองทองคำที่เปรูและนำ เรื่องราวมาเล่าไว้ในสื่อต่างๆ เนื้อเรื่องชี้ให้เห็นปัญหาของการทำเหมืองทองคำในเขตป่าอะเมซอนซึ่งผมเคยไป ดูมาจึงรู้ว่ามันมีผลเสียหายร้ายแรงขนาดไหน ป่าอะเมซอนเป็นป่าดงดิบขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ในเขตของประเทศบราซิลเป็นส่วนมาก นอกจากนั้นมันยังครอบคลุมไปถึงอีกหลายประเทศรวมทั้งเปรูและกายอานาอีกด้วย
      
       รายงานการทำเหมืองทองคำในเปรูไม่ต่างกับการทำเหมืองทองคำที่ผมเห็นใน กายอานายกเว้นมันมีขนาดใหญ่โตกว่าเท่านั้น นั่นหมายความว่าความเสียหายร้ายแรงที่ตามมาย่อมสูงกว่าในกายอานาด้วย ราคาของทองคำที่พุ่งขึ้นไปทำให้การขุดค้นหาทองคำและการทำเหมืองแพร่ขยายออก ไปอย่างรวดเร็ว
      
       การขุดค้นหาทองคำและการทำเหมืองดังกล่าวเป็นการทำที่ไม่มีใบอนุญาต และขาดการควบคุมของรัฐบาลและเป็นกิจการขนาดเล็กจำพวกร่อนทรายหาทองคำตาม ลำธารไปจนถึงการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ไถ ขุด เจาะพ่นน้ำและร่อนหาแร่ทอง พวกร่อนทรายไม่ต้องตัดต้นไม้หรือทำลายชายฝั่งของลำน้ำเพื่อค้นหาแร่ ฉะนั้นกิจการของพวกเขามักไม่มีผลกระทบทางลบในด้านการตัดไม้ทำลายป่า
      
       อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการแยกละอองทองคำออกจากทราย พวกเขาใช้ปรอทผสมกับทรายเพื่อให้ละอองของทองเกาะปรอท หลังจากแยกปรอทออกจากทรายซึ่งทำได้ไม่ยากนัก พวกเขาก็จะเผาปรอทโดยการเอามันใส่ลงในภาชนะจำพวกกระทะแล้วนำขึ้นลนไฟ ปรอทจะระเหยไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งทองไว้ที่ก้นภาชนะ ผู้เผาปรอทมักสูดควันอันแสนจะเป็นอันตรายเข้าไปในปอด นอกจากนั้นในกระบวนการนี้มักมีปรอทตกหล่นอยู่ตามต้นน้ำ สารอันเป็นอันตรายสูงนั้นจะถูกสัตว์น้ำตัวเล็กๆ กินเข้าไปและเมื่อปลาใหญ่กว่ากินปลาเล็ก ปรอทก็จะเข้าไปอยู่ในวงจรอาหารซึ่งในที่สุดชาวบ้านที่กินปลาจะได้รับอันตราย
      
       พวกที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่จะทำลายสิ่งแวดล้อมสูงมากเนื่องจากพวก เขาจะตัดต้นไม้ทำลายป่าดงดิบ ไถ ขุด เจาะพื้นดินและพ่นน้ำเข้าตามฝั่งลำธาร รายงานตามหนังสือพิมพ์มีรูปการพังทลายของพื้นดินประกอบและอ้างว่าถ้าอยากจะ เห็น “แผลเป็น” ของการตัดต้นไม้พร้อมกับการทำลายสิ่งแวดล้อมจะต้องนั่งเครื่องบินขึ้นไป วนเวียนดูจึงจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร
      
       ย้อนไปเมื่อสมัยผมไปกายอานาบ่อยๆ ผมนั่งเครื่องบินไปวนดู “แผลเป็น” ดังกล่าวจึงนึกออกทันทีว่ามันน่าวิตกขนาดไหน นอกจากจะตัดต้นไม้จนเตียนโล่งหมดแล้ว การขุดดินเป็นสระเล็กใหญ่ยังก่อให้เกิดการพังทลายจนสายน้ำลำธารกลายเป็นสี โคลนยังผลให้ปลาตายอย่างกว้างขวางอีกด้วย นักขุดแร่พวกนี้มักใช้วิธีแยกทองด้วยการใช้ปรอทเช่นกัน ฉะนั้น พวกเขาสร้างความเสียหายเช่นเดียวกับพวกร่อนทรายในด้านการทิ้งปรอทไว้ใน สิ่งแวดล้อม
      
       นอกจากการทำเหมืองที่ไม่มีใบอนุญาตและขาดการควบคุมจะสร้างผลเสียหาย ต่อสิ่งแวดล้อมและทำอันตรายให้แก่ผู้กินปลาที่มีปรอทอยู่ในตัวแล้ว การทำเหมืองแร่ที่มีใบอนุญาตก็อาจทำอันตรายได้สูงด้วยเช่นกัน ในกรณีที่ผมเห็นในกายอานา ผู้ประกอบการเหมืองทองคำใช้กระบวนการแยกทองที่ต้องใช้ไซยาไนด์ซึ่งเป็น อันตรายสูงมากในตัวของมันเองอยู่แล้ว กระบวนการนั้นเกิดน้ำผสมไซยาไนด์เป็นผลพลอยได้จำนวนมาก แต่หากทิ้งน้ำนั้นไว้ในสระที่ปลอดภัย สารไซยาไนด์จะค่อยๆ ระเหยไปโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง
      
       แต่ถ้าผู้ประกอบการมักง่ายและลักลอบปล่อยน้ำผสมไซยาไนด์ออกไปตาม แม่น้ำลำคลอง อันตรายร้ายแรงจะเกิดขึ้นกับสัตว์น้ำและคน หรือถ้าก้นของสระน้ำปูด้วยแผ่นพลาสติกที่ไม่หนาพอ เพียงไม่นานก้นสระนั้นก็จะรั่วยังผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงเช่นกัน
      
       ผู้ประกอบการในกายอานาไม่ได้มักง่ายเช่นนั้น แต่การที่กายอานามีฝนตกหนักเป็นครั้งคราว เมื่อฝนตกหนักเกินความคาดหมาย น้ำในสระที่มีไซยาไนด์ผสมอยู่ก็ล้นออกมา หรือเขื่อนรอบสระอาจจะพังทลาย ปล่อยไซยาไนด์ออกไปจำนวนมาก เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในกายอานา และในปี 2543 โรมาเนียก็ประสบปัญหาในทำนองเดียวกันเมื่อสระดังกล่าวแตก น้ำผสมไซยาไนด์ที่ไหลออกไปตามแม่น้ำลำคลองทำให้ปลาตายไปราว 150 ตัน นอกจากนั้นแหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ยังถูกทำลายไปจำนวนมากอีกด้วย
      
       ทองคำทำประโยชน์ได้หลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ นั่นหมายความว่าการทำลายสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นโดยไม่มีความจำเป็น ข้อมูลบ่งว่ามนุษย์เรานำทองคำออกมาจากแหล่งธรรมชาติแล้วประมาณ 1.6 แสนตัน เราใช้ราว 12% ในอุตสาหกรรมจำพวกอิเล็กทรอนิกส์และในการทำฟันราว 78% ทำเครื่องประดับและ 10% เก็บไว้ในรูปของทองแท่งทั้งในคลังของรัฐบาลและเพื่อการเก็งกำไรของเอกชน
      
       ในสมัยก่อนทองคำมีความสำคัญต่อระบบการเงินมากเนื่องจากรัฐบาลทั่วไป ตรึงค่าเงินไว้กับทองคำ และใครก็ตามที่มีเงินจะซื้อทองคำจากรัฐบาลได้ด้วยราคาตามที่กำหนด ฉะนั้น รัฐบาลจะพิมพ์เงินออกมาได้ก็ต่อเมื่อมีทองคำเก็บไว้ในคลังเป็นหลักประกัน แต่ในสมัยนี้ไม่มีการทำเช่นนั้นอีกแล้ว ทองคำจำนวนมากที่รัฐบาลทั่วโลกเก็บไว้จึงไม่มีความจำเป็นอะไรทั้งสิ้น
      
       นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว ราคาของทองคำที่พุ่งขึ้นไปยังอาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่เศรษฐกิจซึ่งเมื่อ ระเบิดออกมาจะทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงเช่นเดียวกับการระเบิดของฟองสบู่ อสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยเมื่อปี 2540 และในอเมริกาเมื่อปี 2550 นอจากนั้นราคาที่พุ่งขึ้นไปยังทำให้ผู้มีทองคำไว้ในครอบครองรู้สึกมั่งคั่ง ความรู้สึกนั้นมักนำไปสู่การใช้จ่ายแบบคึกคะนองซึ่งนำไปสู่การบริโภคแบบไร้ เหตุผลอันเป็นการทำลายทรัพยากรและก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน
      
       อีกด้านหนึ่งทองส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ทำเครื่องประดับซึ่งไม่ใช่การ บริโภคที่มีความจำเป็นเช่นกัน ร้ายยิ่งกว่านั้นมันอาจสร้างอันตรายจากพวกวายร้ายที่คอยจ้องแย่งชิง ยิ่งกว่านั้น ยังมีการสร้างตลาดค้าทองคำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน รวมทั้งตลาดล่วงหน้าซึ่งล้วนไม่สร้างประโยชน์มากนักนอกจากเป็นแหล่งแสวงหา รายได้ของนักเก็งกำไรเท่านั้น เมืองไทยจึงไม่ควรให้มีตลาดล่วงหน้าทองคำ แต่ก็มีจนได้
      
       เมื่อ รวมอันตรายและความเสียหายจากหลายด้านซึ่งทองคำทำให้เกิดขึ้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมองทองคำจากด้านนี้บ้างพร้อมกับหาทางจำกัดราคาของ มันโดยการเลิกใช้เครื่องประดับทำด้วยทองคำ และเลิกเก็บไว้ในรูปของทองแท่งเพื่อเก็งกำไรและในคลังของประเทศ นั่นจะเป็นการช่วยทะนุถนอมโลกใบนี้ให้มีโอกาสอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ลิงค์ถาวร

 
 

ตอบกระทู้
ชื่อ *
E-Mail
หัวข้อ *
บอร์ดโค้ด
สี ขนาด Close all tags
เนื้อหา
แสดงอารมณ์
B) ;) :) :P
:laugh: :ohmy: :sick: :angry:
:blink: :( :unsure: :kiss:
:woohoo: :lol: :silly: :pinch:
:side: :whistle: :evil: :S
:blush: :cheer: :huh: :dry:
Extreme
*
รูปภาพ
สามารถอัพโหลดรูปภาพได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องย่อก่อน ระบบจะย่อรูปให้โดยอัตโนมัติ
 
*
กรุณาพิมพ์ตามตัวอักษรเหล่านี้, ถ้าหากคุณอ่านไม่ออกให้กดส่งข้อความอีกครั้งเพื่อสร้างตัวอักษรใหม่
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net