|
อย่างแรกที่ได้ยินว่า ไมเคิล เสียชีวิตแล้ว คือ ตกใจและเมื่อเห็นภาพข่าวเรื่อยๆ ก็เริ่มกลายเป็นขนลุก น่าเสียดายที่ไม่ได้ดูต่อ เนื่องจากต้องเดินทางขึ้นกรุงเทพวันนี้พอดี การตายครั้งนี้น่าจะเรียกว่าช็อค เพราะไปแบบไม่มีสัญญาณ ถึงแม้ดูสภาพเธอแล้วก็ไม่น่าจะคิดได้ว่าจะอายุยืนไปสักเท่าไร
ไมเคิล แจ๊กสัน ต้องบอกว่าน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งแรกๆ ในชีวิตของตัวเอง เนื่องจากว่าเป็นเพลงสากลอัลบั้มแรกสุดที่ได้ฟังและได้มี, ได้ซื้อเป็นเจ้าของ ชุดแรก เพลงแรกที่ฟังคือ Bad, Smooth Criminal และได้ติดตามย้อนกลับไป Thriller, Beat It, Billy Jean และติดตามมาตลอด จนมาถึงอัลบั้มที่คิดว่าเทห์ที่สุด เห็นจะเป็น Dangerous และเป็นอัลบั้มประวัติศาสตร์ของเมืองไทยกับ Dangerous Tour Live in Bangkok แต่ในใจตอนนั้นไม่ได้ฮือฮาอะไรด้วย เพราะไม่มีความคิดคลั่งไคล้ตัวบุคคล สนใจแต่เนื้อหาเท่านั้น
ที่บอกว่าเป็นจุดเริ่มต้นเพราะ เป็นจุดเริ่มต้นของการได้เริ่มฟังเพลงสากล ตอนนั้นพอมองไปรอบๆ ตัวกลับพบว่ามีอยู่น้อยมาที่จะนิยมฟังเพลงสากล แม้ว่าคนจะมีคนฟังไมเคิล แจ๊กสันอยู่ค่อนโลกก็ตาม แต่ในสังคมเล็กๆ อย่างโรงเรียนบ้านนอก ตัวเองก็เริ่มถูกคัดออกจากบัดนั้นเพราะเริ่มมีเรื่องคุยกับชาวบ้านได้น้อยลง หลังจากนั้นเรื่อยมาก็ฟังเพลงสากลมาตลอด
จนมาถึงวงที่เรียกได้ว่าเป็นจุดครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งคือ Manic Street Preachers วงนี้ได้ฟังเพียงแค่ครั้งเดียวก็รู้สึกตกตะลึงว่า นี่มันแตกต่างไปจากเพลง Pop, Soft Rock, Hard Rock, Heavy Metal ที่ได้เคยฟังมาเลย เหมือนได้ขยับไปสู่อีกโลกใบหนึ่งที่แตกต่างมากยิ่งขึ้น
สมัยนั้นถ้าได้ฟังอะไรจะต้องเอาเนื้อเพลงมาดูให้ได้ แน่นอน Manic Street Preachers มีเนื้อเพลงที่แตกต่างออกไป มีทั้ง Stalin, Yeltsin, Fuck Queen and country, Feudal serf to spender ยิ่งรู้สึกว่า โลกเริ่มเปิดกว้างขึ้น ไปหาหนังสือลัทธิคอมมิวนิสต์ มาอ่านเพื่อให้พ้องกันกับ The Manics
เพลงที่ฟังเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนมาสู่ Radiohead วงที่เรียกได้ว่าถึงจุดสิ้นสุดของการฟังเพลงไปแล้ว เหมือนๆ กับ เมื่อได้รู้จักว่านิพพานคืออะไรและเป็นอย่างไร และถือเป็นจุดสิ้นสุดของการคัดออกตลอดกาลเพราะเริ่มหาจุดตัดกับคนอื่นยากขึ้น ยากขึ้นมากจนเลิกใส่ใจไปแล้วว่าบุคคลและโลกภายนอกจะเป็นและดำเนินหมุนไปอย่างไร
กลับมาที่ "ไมเคิล แจ๊กสัน" มนุษย์ผู้มีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นของปลอมแต่ข้างในเป็นของจริง บุคคลผู้มีลีลาการร้องและเต้นได้เท่ห์และน่าทึ่งที่สุดของโลก เป็นผู้ที่ร้อง Heal the World แต่กลับเป็นบุคคลที่ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองมากที่สุดคนหนึ่งของโลก
แน่นอนว่าสำหรับตัวเองแล้ว มองแต่เพียงเนื้อหาเท่านั้น หาได้ใส่ใจในตัวบุคคลไม่ พอๆ กับไม่ใส่ใจว่า อัล กอร์ จะนั่งเครื่องบินส่วนตัวหรือไม่ การหัดมองแต่เพียงเนื้อหาที่น่าสนใจบ้างหลายครั้งก็จะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไป แม้ว่าการกระทำใดๆ ก็ตามไม่สามารถที่จะตัดสินตัวบุคคลได้ มีแต่ผลรวมของกรรมเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าพวกเค้าควรได้รับผลอย่างไร
สุดท้ายก็กลับมาจบที่เรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมะเข้าจนได้ ช่างไม่ได้เกี่ยวอะไรกันซะเลย
ลิงค์ถาวร
|