|
ตามทัศนคติแบบผมแล้ว "ไม่มี" (ฟันธงยิ่งกว่าข้อเสียของโฮมสคูลเสียอีก) ถามว่าทำไม เพราะการศึกษานั้นหลากหลายมากๆ แต่กลับถูกจำกัดอยู่เพียงไม่กี่เรื่องและการเรียนแบบปรนัย (ข้อสอบแบบชอยส์ ก ข ค ง) นั้นไม่น่าจะใช่การเรียนที่ดีนัก คำตอบที่ตายตัวเพียงหนึ่งเดียวนั้นทำให้เราติดกรอบที่จะคิดและวิเคราะห์ เพราะถ้าผิดไปจาก ก ข ค ง แล้ว ทำให้เราเชื่อว่าไม่มีคำตอบอื่นและมีคำตอบอยู่เพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้เราได้แต้มคือ "ถูกทั้งข้อ ก และ ข จ้ะ" จะเห็นว่า การศึกษายุคปัจจุบันทำให้ติดอยู่กับตรรกะ (logic) มากจนเกินไป จนทำให้มองดูทุกอย่างเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไปเสียหมด ที่มองว่า จริง (true) หรือ เท็จ (false) สิ่งที่นอกไปจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์รู้จึงไม่จริง เข้าทำนองยิ่งเรียนยิ่งโง่เหมือนคอมพิวเตอร์ (ไม่รู้ว่าจะมีใครทำนองด้วยหรือเปล่า)
การศึกษาที่เหวี่ยงแหแบบไม่ได้อะไร ลองนึกภาพวิชาเรียนที่ตัวเองคิดว่ามันน่าเบื่อสิว่ามีกี่วิชา ในรายชื่อวิชาเรียนนั้นโดยหัวข้ออาจน่าสนใจอยู่แต่การเรียนการสอนนั้นผิดวิธี ถามว่าเราจะต้องการรู้ไปทำไมว่า พระสงฆ์มาชุมนุมกันหนึ่่งพันสองร้อยห้าสิบรูปในวันอะไร วันที่เท่าไร เวลาเท่าไร ถ้านึกไม่ออกก็ลองเปิดทีวีดู "ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ปอสี่" หรือ "เกมเศรษฐี" นั่นประไร ความรู้ของเราจึงหยุดอยู่แค่เกมโชว์ สิ่งที่เราควรรู้คือวิธีคิดว่า "ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น" ซึ่งเป็นอัตนัย (แบบบรรยาย) แต่ถึงแม้นานๆ ครั้งจะเป็นอัตนัยบ้างก็ไม่ตรงจุดเพราะสุดท้ายแล้วเราก็ต้องการเขียนคำตอบที่เป็นหนึ่งเดียวอยู่ดี เราไม่กล้าพอที่จะเขียนอะไรที่เรานึกคิดเองนอกไปจากตำราอยู่ดี เพราะมันไม่ได้แต้ม อะไรล่ะที่ทำให้เราติดกรอบขนาดนั้นถ้าไม่ใช่ระบบการเรียนปัจจุบันที่ผิดพลาด
ความพร้อมของตัวผู้เรียน เวลาเรียนที่ตายตัวแปดโมงครึ่งถึงสี่โมงเย็น (ถ้าคุณอยากมีอิสรภาพ มากับเราสิ เพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้นอาจเปลี่ยนชีวิตคุณได้ตลอดกาล ;P) สำหรับตัวผมเองโคตรขี้เกียจและเกลียดการตื่นนอนไปโรงเรียนมากๆ เลย นั่นหมายถึงความไม่พร้อม เมื่อไม่อยากเรียนก็มักจะเอาเวลาเรียนไปทำอย่างอื่นที่สนุกกว่า แต่นั่นยิ่งกลับทำให้ตัวเองเป็นปมด้อยมากขึ้นเมื่อเรียนหนังสือได้เกรดแย่ๆ ก็ในเมื่อมัันไม่สนุกนี่หว่า และที่น่าสนใจคือเด็กเรียนแย่เยอะกว่าเด็กเรียนดีเสียด้วย ซึ่งผมเป็นคนส่วนใหญ่นั้น ก็ลองคิดดูแล้วกันว่าทำไมเด็กจึงไม่อยากเรียนหนังสือ ถ้าใครคิดออกแล้วเราจะส่งลูกไปทรมานอย่างเราได้อย่างไรกัน แต่ถ้าใครรักการไปโรงเรียนก็ไม่ว่ากันนะครับ
ในระบบโรงเรียนเราอาจมีเด็กที่เก่งๆอยู่บ้างที่รู้จักคิดและวิเคราะห์ได้ด้วยตัวเองแต่นั่นเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะตรัสรู้ได้ด้วยตัวเอง ที่เหลือขอก็อย่างพวกผมเนี่ยแหละ เพียบ ถ้าคนส่วนใหญ่ไร้คุณภาพ นั่นหมายถึงความไม่สมดุล อย่างน้อยก็ต้องทำให้คนด้อยคุณภาพลดเหลือครึ่งหนึ่งไม่ใช่ 90% หรือมากกว่าอย่างทุกวันนี้
ข้อดีที่เห็นได้ชัดสำหรับเรื่องนี้คือดีกับพ่อแม่จะได้มีเวลาว่างมากขึ้น (หรือน้อยลงไม่แน่ใจ เพราะต้องหาสตางค์มาส่งลูกเรียนอีก เหนื่อย) ส่วนข้อดีอื่นๆ ที่หลายคนมองเห็น ไม่ว่าจะเป็นเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน รู้จักการต่อสู้ อยู่ร่วมกับสังคมที่หลากหลาย แต่เราอาจไม่เคยคิดว่าลูกของเรานั้นมีภูมิคุ้มกันที่ดีพอหรือยังในการผจญกับโลกที่หลากหลาย ถึงเวลาอย่าโทษเด็กละกันว่า ฟุ้งเฟ้อ ไม่รักอ่าน อ่อนแอ ตามเพื่อน เชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ แต่ลืมโทษตัวเองที่ไม่เสริมภูมิคุ้มกันให้กับลูกก่อนจะไปผจญกับโลกกว้าง สำหรับผมอาจจะนับให้เป็นข้อดีได้เหมือนกันแต่ไม่คุ้มกับเวลา 20 ปีที่แลกมากับความรู้กระจ้อยร่อย (แถมยังโง่ลงเป็นของแถม) เสียเท่าไร
ลิงค์ถาวร
|