หนึ่งเดือนเต็มๆ ตั้งแต่ออกพรรษา ฤดูเก็บเกี่ยวก็ผ่านพ้นไป เหลือเพียงซังข้าวให้วัวเฒ่าหนุ่มและเล็ม และความสนุกสนานที่อยู่ในความทรงจำ
ออกพรรษาได้เพียงหนึ่งวัน ข้าวดอ (พันธุ์ข้าวที่จะสุกก่อนพันธุ์ข้าวชนิดอื่นๆ) ก็สุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยว ข้าวเหนียวกอเดียว (ชื่อพันธุ์ข้าว) ที่ผ่านคมเคียวและไม้ฟาดข้าวก็ถูกลำเลียงเข้ายุ้งในสัปดาห์ต่อมา ข้าวเจ้าดอสุกพอเหมาะในช่วงต้นหนาว เช้าวันนั้นอากาศแจ่ม ฟ้าใส ไร้ปุยเมฆสีขาว แต่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไปตามภาวะแวดล้อมของโลกเป็นแน่ ช่วงเย็นของวันนั้นฟ้าใสก็กลายเป็นสลัวก่อนจะมืดดำและฝนพรำลงมาเม็ดใหญ่ และตกติดกันอีกหลายวัน กอข้าวเจ้าที่เราเกี่ยวยังเปียกอยู่กลางทุ่ง ตาตัดสินใจมัดข้าวและพวกลูกๆ หลานๆ ก็ช่วยกันแบกมัดข้าวที่เปียกมาไว้กลางลานข้าว ปกติมัดข้าวก็หนักพออยู่แล้ว ข้าวเปียกแบบนี้ แบกมาหลังแทบหัก ฮาจริงๆ...
ตาไม่รอตากข้าวให้แห้ง แต่ตัดสินใจนำเครื่องสีข้าว (เครื่องที่ใช้สีเม็ดข้าวออกจากมัดข้าว ไม่ใช่เครื่องเกี่ยวข้าว ปกติบ้านเราใช้แรงในการฟาดข้าว นอกจากกรณีจำเป็นจริงๆ เช่นนี้จึงใช้เครื่องสี) มาใช้ เม็ดข้าวจาก 1200 มัดเสร็จในเวลา 1 วัน (ปกติถ้าใช้แรงคนฟาดข้าวหลายๆ คน ก็ฟาดข้าวเสร็จในเวลาหนึ่งวันเช่นกัน) เราบรรจุข้าวใส่กระสอบนำมาตากไว้ใต้ถุนบ้านรอวันฟ้าแจ่ม แดดจ้า ก็ขนกระสอบข้าวไปตากกลางแดด พอตกเย็นก็ตักข้าวใส่กระสอบขนมาไว้ใต้ถุนบ้านเช่นเดิม แบกไปแบกมาอย่างนี้อยู่ 3 วันเต็มๆ กระสอบข้าว 70 ใบ กับวัน 3 วัน วันละ 2 เที่ยว เหนื่อยกว่าเกี่ยวข้าว ฟาดข้าวอีกนะนี่ ฮาอีกแล้ว...
สัปดาห์ถัดมาข้าวเหนียวกอขอก็สุกแต่ฝนที่ตกหลงฤดูเมื่อสัปดาห์ก่อน นำมาสายลมมาพัดกอข้าวจนนอนราบไปกับท้องนา แต่ไม่ได้สามัคคีกันล้ม แต่ล้มไปคนละทิศละทาง อีกทั้งฝนที่ตกกระหน่ำหลายวัน แทนที่จะได้เกี่ยวข้าวตั้งกอและเหยียบดินแห้งตามฤดูกาลที่ควรจะเป็น กลับต้องเกี่ยวข้าวแบบเตะตะกร้อ ใช้หลังเท้าเกี่ยวกอข้าวขึ้นมาแล้วค่อยเกี่ยว ทั้งปวดขา ปวดหลัง แถมยังต้องเหยียบน้ำลุยตมอีกต่างหาก พอขึ้นมาจากทุ่งนา นึกว่ามาดำนาซะอีก ต้องเกี่ยวข้าวแบบนี้อยู่ 4 วัน เต็มๆ ฮามั้ยล่ะ...
ส่งท้ายการเกี่ยวข้าวด้วยสายฝนกลางลมหนาวเดือน 12 เสียงโห่ฮิ้วดังมาแต่ไหลจากผืนนาสักแห่งที่อยู่ติดกันเป็นพืด ภูเขาที่อยู่ล้อมรอบท้องทุ่งขาวโพลนด้วยเม็ดฝน มองไม่เห็นแม้สีเขียวของแมกไม้ เพราะธรรมชาติคือสิ่งที่เรากำหนดไม่ได้นั่นเอง พวกเราถึงไม่หงุดหงิด แต่ยังยิ้มและหัวเราะกับฝนที่โปรยปรายเกาะเม็ดข้าว และยังคงเกี่ยวข้าวจนหมดทุ่ง ปล่อยให้ข้าวตากแดดสักสองสามแดด พ่อก็มัดข้าวและพวกเราก็แบกใส่รถเข็นที่ต่อกับรถไถ (ปัจจุบันเราสบายใช้รถไถขน ถ้าเมื่อก่อนคงต้องแบกจนหลังแทบหัก) ปิดท้ายการเก็บเกี่ยวยังมีฝนมาช่วยสร้างบรรยากาศ ฮาอีกรอบ...
แม่เล่าว่า สมัยเด็กๆ ที่ฝนฟ้าอากาศเป็นไปตามฤดูกาลไม่ได้แปรปรวนเช่นทุกวันนี้ เมื่อแต่ละครอบครัวขนข้าวเข้าลาน ก็พากันกองมัดข้าวหลายพันมัดนั้นในสวยงามเป็นรูปทรงต่างๆเช่น เรือ ภูเขา เป็นต้น แล้วก็ตระเวนไปเยี่ยมชมกองข้าวของครอบครัวอื่นว่าจะสวยงามและยิ่งใหญ่เพียงใด กองข้าวไว้อวดกันอยู่หลายวัน ชื่นชมด้วยสายตาจนสำราญใจแล้วจึงจะฟาดข้าว เป็นการทำนาแบบค่อยเป็นค่อยไปตามฤดูกาลไม่รีบเร่ง เพราะฝนไม่ตกกลางลมหนาวแบบปัจจุบันเป็นแน่ เพราะฉันเกิดช้าไป เรื่องนี้ถึงไม่ฮา
มือที่จับจอบเสียมถางหญ้าช่วงฝน มาจับเคียวและไม้ฟาดข้าว หยาบกระด้างกว่าเดิม ก็ปล่อยให้มือแข็งไปเถอะในเมื่อกลับมาอยู่บ้าน สนุกสนานเฮฮาซะขนาดนี้