Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
Numthang.org กับ "โครงการอาสาสร้างบ้าน(ดิน)นำทาง" รับอาสาสมัครมาสร้างบ้านดินในทุกๆ วันเสาร์-อาทิตย์เป็นต้นไป จนกว่าบ้านจะเสร็จ กดเข้าไป อ่านรายละเอียดได้ที่นี่
หน้าแรก » Blogger » Blog เลย » เส้นฝ้ายแห่งสายสัมพันธ์
ค้นหา
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
    Host Unlimited Domains on 1 Account
ลิงค์
สิ่งแวดล้อม
» EREC
» IPCC
ที่อยู่อาศัย
อาหารและยา
เครือข่าย
อื่นๆ
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

free counter with statistics

เส้นฝ้ายแห่งสายสัมพันธ์

เขียนโดย เนตร
Tuesday, 03 June 2008


แสงแดดยามสายของฤดูร้อน ลอดผ่านใบลำไยหน้าบ้าน ส่องกระทบฝ้ายสีขาวที่ขึงเป็นเส้นบนกี่ มือที่เคยจับกระสวยลอดผ่านเส้นฝ้ายสีขาวอย่างเงอะงะเมื่อสัปดาห์ก่อน เริ่มส่งกระสวยได้เร็วขึ้น ฝ้ายสีแดงในกระสวยที่ลอดผ่านฝ้ายสีขาว ที่ควรจะเรียงกันเป็นเส้นตรงกลับเป็นเส้นห่างบ้างถี่บ้าง ขึ้นอยู่กับแรงและจังหวะของมือในการกระทบฟืม การทอผ้าครั้งแรกของฉันกับผ้าพันคอ 8 ผืน ผืนละ 150 เซนติเมตร จึงผ่านไปด้วยการตามใจมือฉัน

“มือยังมินิ่ง จับฟืมกะยังมิตรง เพงๆ แมะ (จับตรงๆ สิ) จับตรงกลางกระทบเข้ามาเฮ้อท้อเดียว (ให้เท่ากัน)
คำแนะนำจากยายที่อยู่คุ้มกลาง เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านฉันที่อยู่คุ้มใต้
“สอดกระสวยผิดเส้นเด๊ะนี่ ลายมันกะมิถึก” ยายคนข้างบ้านที่เดินมาขอผักชะอมหลังบ้านของฉันแวะมาดู แค่เพียงฝ้ายสีแดงขึ้นมาอยู่บนเส้นสีขาว ทั้งๆ ที่ควรจะอยู่ด้านล่าง เพียงจุดเดียวจากฝ้ายสีขาวเป็นร้อยๆ เส้น ถ้ายายไม่บอก ฉันก็คิดว่าตนเองทำถูกแล้ว
ฉันจำวันที่ไปคุยกับย่า บอกถึงความตั้งใจที่จะหัดทอผ้า เพื่อทอให้เป็น ท่านเต็มใจจะสอน เพราะอยากให้ฉันมีอาชีพ มีงานทำ มีรายได้เลี้ยงชีพ ท่านเป็นห่วงว่าการที่ฉันไม่ได้ทำงานเป็นเจ้าคนนายคน จะทำให้ลำบาก แต่ยังมิวายเทศนากัณฑ์ใหญ่ตามประสาของผู้เฒ่าที่เป็นห่วงลูกหลาน
“จั๊กล่ะมาเอ็ดเอ็ดเผอ เฮียนมากะสูง เอ็ดงานสบายๆ มิมัก มักทก” ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ฟังความตั้งใจของฉัน ก็จะพูดเหมือนที่ย่าพูดกับฉัน
“ไม่รู้จะมาทำทำไม เรียนมาก็สูง ทำงานสบายๆ ไม่ชอบ ชอบลำบาก”
ความคิดเช่นนี้ ทำให้อาสะใภ้ถึงขั้นจะพาฉันไป “สูดรดน้ำ” อาจะเตรียมขันธ์ 5 ทั้งดอกไม้ และเทียน อย่างละ 5 คู่ เทียนไขที่ลนจากขี้ผึ้งนำมาพันรอบเส้นฝ้าย วัดความยาวของเทียนรอบศีรษะและจากคอลงไปสะดือ เรียกว่า “เทียนฮอบโหแทะคีง”  เตรียมถังน้ำใส่ใบส้มป่อย เพื่อไปถวายพระสงฆ์ ให้ท่านสวดมนต์และจุดเทียนขี้ผึ้งลงในถังน้ำ เพื่อให้ฉันนำน้ำมนต์มาอาบ ฉันจะได้ไม่คิดบ้าๆ แบบนี้ แต่ก็เป็นแค่การเตรียมการ เพราะฉันไม่ได้บ้าถึงขั้นต้องเข้าวัดเข้าวานี่
“หัดไปกะจั๊กล่ะเป็นอยู่บ่อ ยากฮาวผะเรอน่ะ” ย่าบอกว่าหัดไปก็ไม่รู้จะเป็นหรือเปล่า เพราะมันยากมากๆ
ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้เฒ่าในหมู่บ้านส่วนมาก ถึงชอบพูดคำที่ตรงข้ามกับความรู้สึกออกมาก่อนการให้กำลังใจเสมอ
“คึดจะเอ็ดนั่นเอ็ดนี่ กะยังดีกว่าอยู่สะซื้อ หัดไว้ก็ดีจะได้ไปสอนคนอื่น เอ็ดซับกะได้ผู้ซื้อ” นี่คือกำลังใจที่ฉันได้รับหลังจากโดนเทศนาแล้ว ย่ายังมองเห็นความตั้งใจของฉันว่าเป็นสิ่งที่ดี การที่ฉันอยากทำโน่นทำนี่ ดีกว่าอยู่เฉยๆ ถ้าทำเป็นจะได้สอนคนอื่นๆได้ และถ้าทอสวยก็จะมีคนซื้อ
ฉันบอกตนเองว่า  ไม่ได้วางแผนไกลถึงขั้นทำเป็นอาชีพจริงๆ จังๆ และการทอผ้าให้สวยต้องอาศัยการฝึกฝนที่ยาวนานเพื่อความชำนาญ ย่าก็บ่นไปกระบุงใหญ่ว่าลงทุนไปเสียเปล่า ไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา คนทอผ้าก็ต้องหวังอยากขายได้เงินมาเลี้ยงชีพ
“ก็มันมาเฮียน ลงทุนทอผ้าตอนนี้ ไม่ได้เงิน แต่มันก็จะเอาความรู้ที่ได้ไปขายเป็นตัวหนังสือ” น้าสาวที่อยู่ข้างๆ พูดได้กินใจเป็นที่สุด
ทุกๆ สิ่งที่เราลงมือทำ ต้องมีจุดมุ่งหมายและไม่มีอะไรสูญเปล่า ฉันทอผ้าไม่สวย ทอไม่ได้ แต่ฉันก็ได้ทำ และหวังว่าน่าจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปสู่การเป็นตัวหนังสือ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจ แต่ไม่ว่าความตั้งใจใดๆ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ทั้งพิสูจน์ฝีมือและวัดใจของฉัน ว่าจะอดทนพอที่จะนำความรู้ไปเป็นตัวหนังสือได้หรือไม่
วันแรกฉันนั่งทอผ้าด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ บอกตรงๆ เหมือนเด็กได้ของเล่นถูกใจ แต่การนั่งไปสักพักมือที่สอดกระสวยสัมพันธ์กับเท้าที่เหยียบฟืมลงทีละข้าง และสายตาที่มองดูเส้นฝ้าย ของเล่นถูกใจก็เริ่มสร้างความทรมานกาย อาการปวดเมื่อยหลังเริ่มรุกล้ำ ฉันถึงได้รู้ถึงสัจธรรมที่ได้ยินมาตลอดว่า ความตั้งใจจริงจะเอาชนะอุปสรรค และฉันยังเชื่อมั่นในความคิดของตนเองตลอดว่า การทำสิ่งใดก็ตาม จะทำให้เราได้เรียนรู้จากสิ่งนั้น การทอผ้าก็ทำให้เรียนรู้ว่า เราเอาชนะความเหนื่อยกายได้ถ้าไม่เหนื่อยใจ
ผ้าพันคอ 8 ผืนที่ทอสำเร็จ คือก้าวแรกของความตั้งใจ แม้หลายๆ คนจะบอกว่าฉันยังทอผ้าไม่เป็นต้องหัดอีกหลายครั้ง ฉันก็พร้อม เพราะยังมีผ้าอีกหลายชนิดที่ต้องเรียนรู้ ถ้ายังไม่ท้อใจเสียก่อน
การทอผ้าครั้งแรกที่ฉันมุ่งมั่นตั้งใจทำจนสำเร็จ ทำให้ฉันอุ่นใจมากขึ้น และกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในที  ว่าไม่ยากอย่างที่คิด จนฉันลืมไปว่าปัจจุบันหมู่บ้านของฉันไม่มีการปลูกฝ้าย ฝ้ายที่นำมาทอผ้าเป็นฝ้ายจากโรงงาน หรือดูดีๆ ช่างเหมือนเส้นด้ายยังไงยังงั้น ฉันถึงไม่รู้ถึงความยากอย่างที่คิด จนย่าบอกว่า เมื่อก่อนย่าต้องปลูกฝ้ายเอง ตั้งแต่เดือน 6 ช่วงเดียวกับปลูกพืชไร่ พวกบวบ ฟักแฟงแตงไทย  หรือข้าวโพด โดยหว่านฝ้ายลงไปบนพื้นที่ที่ปลูกพืชผักเหล่านี้ จะเก็บเกี่ยวอีกทีก็เดือน 11 ช่วงเกี่ยวข้าว จากเมล็ดที่หว่าน รอต้นฝ้ายผลิใบให้ดอกสีเหลืองชูช่อก่อนร่วงหล่น และออกผลอ่อนจนแก่ และฝ้ายสีขาวก็ค่อยๆ ผลิออกมาตามรอยแตกของผลแก่
“เก็บฝ้ายเอามาตากแดด นำมาอิ้ว อิ้วแล้วกะดีด ดีดแล้วกะม้วน ม้วนแล้วกะมาเข็น เข็นแล้วกะไปต้มน้ำข้าว”
ฉันฟังแล้วแม้จะดูยาก แต่ก็นึกภาพออก เพราะสมัยเด็กๆ เห็นย่าทำและเคยช่วยย่าอิ้วฝ้ายด้วย ถ้าแค่ฟังก็ไม่รู้ ถ้าอยากรู้ก็ต้องลงมือทำ

ฉันเริ่มเก็บฝ้ายที่ย่าปลูกไว้มาตากแดด และเอาเมล็ดออกโดยใช้ “หีบฝ้ายหรืออิ้ว” เรียกว่า “การอิ้วฝ้าย” วันต่อมาฉันนำฝ้ายไร้เมล็ดไป “ดีด” ด้วยที่ดีดฝ้ายคล้ายคันธนู เรียกว่า “ขันโต้ง” มือซ้ายจับคันไม้ประหนึ่งว่ากำลังจับคันธนู มือขวาจับไม้ไผ่ปล้องเล็กๆ เหมาะมือดีดเส้นเอ็นจนฝ้ายกลายเป็นปุยนุ่น พร้อมที่จะให้เราม้วนฝ้ายเป็นอันเล็กๆ เท่านิ้วนางยาวประมาณ 1 คืบ เรียกว่า “การล้อฝ้าย” การดีดฝ้ายบางคนบอกว่าฉันคงทำไม่ได้ เขาทอผ้ามาตั้งหลายผืน ยังดีดฝ้ายไม่เป็น แต่วันต่อมาฉันก็นำฝ้ายที่ดีดแล้วม้วนไปหัด “เข็นฝ้าย” กับเครื่องมือที่เรียกว่า “หลา”

                                     
การล้อฝ้าย                                    การเข็นฝ้าย
หลา และเข็นฝ้าย สองคำนี้ฉันคงจำไปจนวันตาย หลามีล้อเหมือนจักรยาน ตรงล้อมีที่จับเพื่อหมุน อีกด้านของหลาเป็นเหล็กเรียวยาวเรียกว่า “ไน” ใช้สำหรับใส่ฝ้ายที่ม้วนแล้ว มือขวาหมุนที่จับหลา มือซ้ายจับฝ้ายที่ม้วนแล้วใส่ในไนแล้วดึงออก ฝ้ายสีขาวก็หลุดจากม้วนกลายเป็นเส้น ดึงเส้นฝ้ายที่ออกจากม้วนมาแล้วเข้าไปเรียงไว้ในไน คล้ายกับเส้นฝ้ายที่อยู่ในกระสวย
วันแรกผ่านไปกับการฝึกเข็นฝ้าย ย่าต้องมานั่งเข็นเส้นที่ฉันหัดไว้ซะจนหลุดลุ่ย วันที่สองผ่านไปก็เช่นเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้นจนฉันชักท้อใจ
“ถ้าเป็นเด็กน้อย จะจับนั่งตัก จับมือเข็น” ย่าพูดขณะที่นั่งดูฉันดึงม้วนฝ้ายออกจากไน ความไม่เป็นทำให้ฝ้ายที่ฉันเข็นเป็นเส้นหนามากแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นเส้นฝ้าย จนย่าต้องนำเส้นฝ้ายที่ขาดไปรวมกันแล้วเข็นใหม่ทุกครั้ง
“เอาฝ้ายไปทำทาน คนซื้อคงจะว่าเนาะ เดี๋ยวเส้นเติ๋น (เส้นหนา) เดี๋ยวเส้นแลบ (เส้นบาง) เส้นไม่เสมอกันเลย” ฉันได้ยินย่าพูดแล้วยิ่งโมโหตัวเอง
“ย่าจะเอาไปทำทานติ๊ ถ้าอย่างนั้นหนูกะมิเอ็ดล่ะ ตอนแรกจะหัดเข็นฝ้าย ถ้าย่าเสียดายฝ้าย ย่านเขาว่า หนูกะหย่า” ฉันบอกว่าถ้าย่ากลัวคนว่าเส้นฝ้ายไม่สวยแล้วยังมาทำทาน ฉันก็จะเลิกทำ
ย่าคงสามารถเดาอาการของฉันได้ จึงดึงเส้นฝ้ายที่ฉันเข็นแล้วพูดยิ้มๆ ว่า “ย่าก็เคยซื้อฝ้ายวัด เส้นเป็นแบบนี้แหละ โอ๊ย เว้าในเจอ (พูดในใจ) ว่า อันนี้แหละ ฝ้ายคนหัดเข็น คนกะยังเอามาทำทานได้”
ผู้ใหญ่เขาช่างมีคำพูดที่ทำให้เรามีกำลังใจ ย่าไม่ปลอบใจพร่ำเพรื่อ แต่ยกตัวอย่างให้เห็นความจริง แต่ฉันสัมผัสได้ถึงการปลอบโยน
“คนหัดเข็นฝ้าย ได้เผอเข็นมิเป็นอยู่บ่อ” ฉันถามเสียงอ่อยว่า คนที่หัดทำมีใครเข็นฝ้ายไม่เป็นบ้างไหม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ฉันหน้าบูดบึ้งด้วยความโมโห แหกปากด้วยความไม่สบอารมณ์ หมุนหลาเร็วๆ จนเส้นฝ้ายพันกันแล้วย่าต้องมานั่งแก้จนเมื่อย
ย่าบอกว่า ทุกคนที่หัดเข็นฝ้าย ไม่เคยมีใครเข็นไม่เป็น เพราะถ้าทำไม่เป็นก็ไม่มีเสื้อผ้าใส่ สมัยก่อน เสื้อหรือผ้าซิ่นทำจากผ้าทอทั้งนั้น ไม่มีตลาดเหมือนในปัจจุบัน ที่มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปขาย เวลาทอผ้าเส้นฝ้ายหนาบ้างบางบ้างก็ขาดออกบ่อย ต้องอดทนทอ ไม่เหมือนสมัยนี้ เส้นฝ้ายก็มีขาย เส้นเหนียวไม่ขาดง่าย และไม่ต้องปลูกฝ้ายให้เหนื่อยและเสียเวลา ในอดีตถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน ถ้าไม่ทอผ้าก็ไม่มีนุ่ง คนรุ่นก่อนจึงมีความชำนาญในการหาอยู่หากิน หาใช้ และมีความเพียรพยายาม อดทน มุ่งมั่น ที่จะต้องทำทุกอย่างที่ควรจะเป็นให้เป็น
แต่สมัยนี้...เคยเป็นกันบ้างไหม บางเรื่องบางอย่าง ต่อให้เราพยายามแค่ไหน มุ่งมั่นตั้งใจมากเพียงไร ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ยอมทิ้งความตั้งใจ ไม่มีคำว่าอดทน เพียงเพราะรู้ตัวว่า ทำไม่ได้
หรือเพราะฉันมีทางเลือกหรือเปล่านะ ถึงอดทนไม่เพียงพอ ฉันเข็นฝ้ายไม่เป็น ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ก็ไปซื้อที่ตลาด แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ฉันก็คิดว่า ตนเองไม่กล้าพอที่จะยอมรับความจริง ฉันไม่มีความอดทน จนต้องอ้างเหตุผลว่า เพราะฉันมีทางเลือก

ไม่ว่าย่าจะทอผ้าเป็นด้วยความอดทนหรือจำต้องอดทน แต่ฉันก็ถือว่าการทอผ้าเป็นอุบายของคนสมัยก่อนที่สอนให้ลูกสาวเติบโตเป็นหญิงสาวที่มีความอดทน เพราะทุกขั้นตอนถ้าไม่เพียรก็เลิกทำเอาได้ง่ายๆ
แต่ถึงฉันจะไม่มีความอดทน แต่การได้ลองทำในทุกๆ ขั้นตอนที่ย่าสอน ทำให้ฉันมองว่าการทอผ้ามีนัยที่ลึกซึ้งกว่าการเป็นผ้าทอ นึกถึงภาพย่านั่งตักย่าทวด มือต่อมือของแม่ลูกประสานกัน นึกถึงย่าช่วยฉันขึงเส้นฝ้ายบนกี่ การทอผ้าคือ การสร้างสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว
สำหรับฉัน ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นฝ้ายที่เราปลูกครั้งอดีต หรือเส้นฝ้ายสำเร็จรูปจากร้านค้าในปัจจุบัน หรืออยู่ที่การทอเพื่อให้ได้ผ้ามานุ่งห่มหรือเป็นอาชีพ หากแต่คือมือที่ช่วยกันจับเส้นฝ้าย กลายเป็นเส้นใยคล้องความสัมพันธ์ที่อบอุ่น  ระหว่างแม่กับลูก ย่า ยายกับหลาน ต่างหาก
10 พ.ค. 51

อ่าน ดาวน์โหลดเวอร์ชันเต็มมีรูปด้วย
 
   

 Golf


บุคคลทั่วไป
ความคิดเห็นที่ 1 Re: เส้นฝ้ายแห่งสายสัมพันธ์
เฮ้อ อ่านแล้วอยากกลับไปอยู่บ้านจังเลยอ่ะ ครูเนตร
ผู้โพสต์ : Golf [Mon, 07 Jul 2008 00:11 202.91.18.205]
 
หน้า : 1

ตอบกระทู้
ชื่อ *
E-Mail
หัวข้อ *
บอร์ดโค้ด
สี ขนาด Close all tags
เนื้อหา
แสดงอารมณ์
B) ;) :) :P
:laugh: :ohmy: :sick: :angry:
:blink: :( :unsure: :kiss:
:woohoo: :lol: :silly: :pinch:
:side: :whistle: :evil: :S
:blush: :cheer: :huh: :dry:
Extreme
*
รูปภาพ
สามารถอัพโหลดรูปภาพได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องย่อก่อน ระบบจะย่อรูปให้โดยอัตโนมัติ
 
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net