|
กฎหมายจะมาช่วยอะไรได้ ไนเมื่อผู้ถือกฎหมายเอาเปรียบชาวบ้านธรรมดาๆ สามัญ ฉะนั้นวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกกระทำอย่างอยุติธรรม จะอยู่นอกเหนือกฎหมายจะเป็นไรไป ใครจะตัดสินว่าถูกผิดกับการแก้ปัญหาโดยวิถีแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะพ่อหลวงในเรื่องแต่งเรื่องนี้ ได้ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเอง
ควันสีขาวจากยาเส้นส่งกลิ่นฉุนกระทบจมูก กลุ่มควันลอยละล่องเคลื่อนพลิ้วไปตามแรงปลิวของลมจากป่าทึบ บรรยากาศยามค่ำคืนของเดือนแรมมืดสลัว ร่างสองร่างนั่งนิ่งสงบ สูดลมหายใจของกันและกันอย่างเข้าใจในความหมายของคำว่า รอคอย
เสียงฝ่าเท้าดังขึ้นในความเงียบของแนวไพร ฝ่าเท้าที่เหยียบย่ำใบไม้แห้งร่วงโรยจากต้นส่งเสียงดังกรอบแกรบ หนึ่งหนุ่มทิ้งก้นบุหรี่พร้อมกับใช้เท้าขย้ำดับแสงสีแดงริบหรี่ มือจับปืนที่เหน็บเอวทันทีทันใด อีกหนึ่งชายในวัยชราเริ่มขยับตัว มือที่โอบปืนไว้ในโอบแขนกระชับติดแผ่นอกแน่นขึ้น สายตาระแวดระวังสองคู่เริ่มสอดส่ายไปทั่วบริเวณป่ากว้าง
“มันคงมากันแล้วล่ะ อาด้ะ”
ชายชราพยักหน้า แม้ค่ำคืนจะมืดมิด แต่ทั้งสองคนก็มั่นใจว่าต้องเป็นเสียงฝีเท้าของฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากไม้ของป่าผืนนี้ ที่ชาวบ้านร่วมกันรักษาและหวงแหน
“ระวังตัวให้ดี มันมากันหลายคน”
“ทำไมอาด้ะต้องลงมือเอง เราน่าจะให้กฎหมายบ้านเมืองจัดการกับคนพวกนี้”
ชายหนุ่มหลุดคำถามนี้ออกมา ก่อนที่เขาจะรู้สึกว่ามันเป็นการตั้งคำถามโดยไร้ซึ่งการตรึกตรอง ทั้งๆ ที่เขาเป็นฝ่ายเสนอตัวเข้ามาในป่าทึบแห่งนี้เอง
คำถามของคนหนุ่มลอยหายไปกับเสียงสะท้านของเครื่องจักร ที่กำลังแผดก้องกลางไม้ท่อนใหญ่ แต่คำถามนี้กลับยังอยู่ในความคิดของอาด้ะผู้ชรา เขานิ่งเงียบไปสักพัก ในใจย้อนนึกถึงป่าที่เคยคุ้มครองอย่างศรัทธา แต่ไม่อาจรักษาให้คงอยู่ได้
--------------------------------------------------------
ยามดึกสงัดในคืนเดือนหงาย พระจันทร์ส่องแสงเต็มดวง เสียงหริ่งเรไรดังก้องกังวานทั่วดงดอยสูง ร่างของหนุ่มวัยฉกรรจ์นอนนิ่งแนบไม้ฟาก เขาหลับตาสนิทแต่หูกลับสดับเสียงรอบตัว เขาลืมตาขึ้นมาทันทีที่รู้สึกว่าไม้ฟากไหวด้วยแรงเหยียบของฝีเท้าใหญ่โต ยังไม่ทันเตรียมตัวคว้าปืนเหนือที่นอน วัตถุแข็งที่บรรจุลูกตะกั่วก็จ่อตรงขมับ
“นี่เป็นคำเตือน ถ้ายังขวางทางอีก มึงตายแน่”
คำพูดสุดท้ายที่ได้ยินก่อนจะถูกกระแทกด้วยของหนักจนไร้สติ หากเมื่อฟื้นตัวขึ้นมา ชาย หนุ่มไม่นำพากับคำคุกคามและการกระทำที่ป่าเถื่อน เขายังหนุ่มแน่น จิตใจยังเต็มเปี่ยมด้วยพลังที่จะดูแลผืนป่า ที่ชุมชนของเขาหวงแหนไว้เพื่อบูชาบรรพชน เขายังคงทำหน้าที่ผู้นำหมู่บ้าน นำพาชาวบ้านถนอมรักษาป่าแห่งนี้
“พ่อหลวงอย่าไปสู้กับมันเลย เราไม่มีอะไร แต่มันมีอาวุธเต็มมือ” แม้จะได้ยินคำทัดทานจากลูกบ้านวัยชราหลายคนที่เตือนด้วยความห่วงใย แต่ใจของชายหนุ่มก็ยังไม่ทดท้อ
“เรามีสิอาด้ะ เรามีจิตใจของความเป็นอาข่าที่จะต้องรักษาและสืบทอดความเป็นอาข่า ป่าผืนนี้ก็เป็นป่าที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้เรารักษา”
“แต่ถ้าเราต่อต้านเขาอีกครั้ง พ่อหลวงอาจจะไม่มีชีวิตปกป้องป่าผืนนี้ก็ได้” ชายชราหลายเสียงยังคงคัดค้าน
ชายหนุ่มยิ้มตอบ “จะกลัวอะไรล่ะ อาด้ะ บ้านนี้ ดอยนี้เป็นของเรา”
ใบหน้าชายหนุ่มยังคงยิ้ม เขาไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นกับสีหน้าวิตกกังวลของผู้เฒ่า เสียงเอะอะโวยวายจากประตูทางเข้าหมู่บ้าน ได้ยินมาถึงลานชุมชน ร่างของคนหนุ่มและคนแก่ยืนขึ้นพร้อมกัน ร่างชายวัยกลางคนในชุดสีกากีเต็มยศโผล่พ้นดงไม้ทึบตรงทางโค้ง ร่างหนึ่งพาพุงพลุ้ยก้าวนำหน้า อีกหนึ่งร่างผอมแห้งจนเห็นแก้มตอบโหนกสูง ทั้งสองร่างยืดอกกางแขนกว้างอย่างต้องการแสดงตนว่าเป็นผู้ทรงอำนาจ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกร้าว
“ใครคือพ่อหลวง”
สายตาของผู้ชราทั้งหลายมองหน้าผู้มาเยือนอย่างกระหายใคร่รู้ในจุดประสงค์ ก่อนที่จะชี้มือมายังชายหนุ่มที่ยืนเพ่งพิศแขกที่ไม่ได้นัดหมายด้วยแววตาไม่ไว้ใจ
“ผมสองคนมีหมายค้นบ้านพ่อหลวง มีคนแจ้งความว่า พ่อหลวงมีฝิ่นในครอบครอง”
ชายชราและชาวบ้านหลายเพศ หลายวัยที่มาต้อนรับเจ้าหน้าที่รัฐด้วยความสงสัย เริ่มส่งเสียงเซ็งแซ่ แต่ความหมายของคำพูดที่ฟังไม่ได้ศัพท์นั้นมีเพียงหนึ่งเดียว...ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวเชื่อคำพูดของตำรวจสองนาย ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
----------------------------------------------------------
เครื่องจักรเลื่อยไม้เงียบเสียงไปนานแล้ว เพราะเจ้าของมือที่จับเลื่อยสิ้นลมด้วยลูกตะกั่วในอ้อมกอดของชายชรา ควันสีขาวจากยาเส้นยังคงลอยละล่อง คล้ายจะไว้อาลัยแด่น้ำสีแดงที่เปื้อนทั่วผืนป่า
“แล้วอาด้ะมียาฝิ่นตามที่เขาแจ้งความไหม”
ชายชราผินหน้ามองผู้ตั้งคำถาม ด้วยแววตาเอ็นดูในความไร้เดียงสาทางกาลเทศะ
“ผมโดนข้อหายาฝิ่น ทั้งๆ ที่ไม่เคยสูบหรือขายยาฝิ่น คุณคงจะเดาได้ว่าทำไมยาฝิ่นถึงมาอยู่ในบ้านของผมได้ คนที่มีอิทธิพลจะทำยังไงก็ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาต้องการ”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจความหมาย
“ผมติดคุก 8 เดือน มันเป็นเวลานาน” ชายชราปล่อยควันสีขาวอย่างเหม่อลอย
“นานพอที่จะทำให้ผืนป่าที่พวกเราหวงแหนรักษาป่าผีของบรรพบุรุษโล่งเตียนไปในพริบตา”
ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย และซึมซับความรู้สึกที่หดหู่ของชายชรา
“แต่ผมก็มีวิธีจัดการกับคนพวกนี้ได้ด้วยวิธีของผมเอง คุณคงรู้แล้วนะว่า 20 กว่าปีมานี้ ผมรักษาผืนป่าไว้ได้หลายแห่ง ป่าที่จะต้องเก็บไว้บูชาบรรพชนของเรา”
ชายชราทิ้งก้นยาเส้นลงพื้น ก่อนจะบดขยี้ให้ไฟที่ส่องแสงริบหรี่มอดไหม้ แล้วกระชับปืนยาวไว้ในอ้อมแขนอีกครั้ง และมุ่งหน้าสู่ป่าผืนต่อไป
6 พ.ย. 48
|