|
ผ้าทอแต่ละผืน มิได้มีความหมายเป็นเพียงผ้าที่มีประโยชน์ใช้สอยเพียงภายนอกเท่านั้น แต่นัยสำคัญที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือ การแสดงถึงวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาของแต่ละชาติพันธุ์ ที่คิดค้นการทอผ้าขึ้นมา เฉกเช่น ผ้าฝ้าย ผ้าไหม หมักโคลน ถิ่นผู้ไทยเมืองหนองสูงแห่งนี้
ฉันกลับบ้านมาคราวนี้ ตั้งความหวังไว้เต็มเปี่ยมว่า จะเรียนรู้การทอผ้าฝ้าย ผ้าไหมมัดหมี่ โดยเริ่มจากผ้าฝ้ายก่อน ซึ่งขั้นตอนการทำง่ายกว่าการทอผ้าไหม จึงได้ไปสืบเสาะหาข้อมูลจาก ป้าๆ น้าๆ เพราะแม่ลั่นวาจาไว้แล้วว่าจะไม่สอน คนที่เป็นครูของฉันคือ ย่าเล็กน้องสาวของปู่ คนที่นั่งหลังงอทอผ้าอยู่ทุกเมื่อที่มีเวลาว่าง และย่าก็ว่างทุกเวลา
ป้าคนข้างบ้านของย่าเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้หมู่บ้านของฉัน โด่งดังไปไกล มีนักข่าว นักวิชาการ นิสิตนักศึกษามาเรียนรู้ผ้าผ้ายผ้าไหม ที่ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมของผู้เฒ่าผู้แก่ สร้างจุดขาย คือการย้อมสีธรรมชาติและการหมักโคลน โดยคนที่นำภูมิปัญญาเก่าแก่กลับมาสร้างเสน่ห์ให้ผ้าทอคือ นรินทิพย์ สิงหะตา หรือ สาววึ ฉันตื่นเต้นกับข้อมูลที่ได้รับรู้ ก่อนจะไปสืบสาว นอกจากอยากรู้ยังอยากขอเรียนด้วย
สาววึเล่าให้ฟังว่า ผ้าฝ้าย ผ้าไหมที่ทอมานาน ขายไม่ได้ดี หรือสร้างรายได้ไม่ตลอด เพราะส่วนมากผ้าฝ้ายก็ทอเป็นผ้าห่ม ผ้าสำหรับนุ่ง หรือของสมมา (เวลาแต่งงาน) ไม่ได้มีไว้ขาย ส่วนผ้าไหมก็เป็นผ้าสำหรับใช้ตัดเสื้อ กระโปรง ลายไม่ค่อยสวย ก็เลยมานั่งคิดว่าเป็นเพราะอะไร ถึงขายได้เฉพาะคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะวัยผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาวไม่ชอบ ผ้าไหมมัดหมี่ที่ใช้สีเคมีย้อม คนก็ไม่ค่อยสนใจ มองไปรอบๆ บ้าน ขับรถไปนาผ่านห้วยผ่านป่า เห็นพืชพันธุ์ไม้หลายชนิด บางอย่างก็ทิ้งไว้เฉยๆ ก็เลยลองเอามาย้อมดู อีกอย่างนึกถึงภูมิปัญญาดั้งเดิม เมื่อก่อนเห็นชาวบ้านนำแหไปดักปลา แหถักใหม่สีขาว ปลามองเห็นชัดเจน ก็ว่ายน้ำหนี ชาวบ้านเลยนำโคลนมาหมักแหเพื่อให้สีดำคล้ำ พ่อของเธอก็นำโคลนมาหมักแห พอตากแดด สีโคลนก็ยังติดอยู่ ใช้ไปได้นานไม่ตกสี ก็เลยลองเอามาหมักผ้า สีจะได้ติดทนนาน ไม่ซีดจาง
โคลนที่นำมาใช้ต้องเป็นโคลนจากหนองน้ำเมืองหนองสูง ที่มีอายุกว่า 200 ปี หนองน้ำมีอยู่มาก่อนที่บรรพบุรุษชาวหนองสูงจะอพยพมาจากเมืองวัง ประเทศลาว ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 อีกทั้งดินในหนองน้ำก็เป็นดินจากระเบิดที่ทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะทิ้งลงในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สาววึบอกว่า ดินที่หนองสูงเนื้อละเอียด ไม่มีเม็ดกรวดทรายเจือปน และต้องเป็นดินเหนียวกลางหนองน้ำเท่านั้น ถ้านำดินตรงริมหนองน้ำ หรือดินจากสระตรงจุดอื่น จะย้อมผ้าไม่ค่อยสวย
“ตอนที่ลากล้อเข็นมาจากหนอง มีแต่คนหัวเราะเยาะ เขาบอกว่าเป็นผีบ้า เฮ็ดแนวคนในบ้านมิเฮ็ด ถ้าเฮาคึดว่าละเฮ็ดผะเรอ กะต้องเฮ็ดให้ได้ มิต้องสนใจคนเขาว่า”
“บ้า” คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินทุกครั้งเวลาตัดสินใจกลับบ้าน คงเป็นสัจธรรมสำหรับคนที่คิดไม่เหมือนคนทั่วไป แม้สิ่งนั้นจะเป็นการแสวงหาหรือเรียนรู้ ต้องมีปฏิกิริยาตอบกลับทุกครั้งว่า บ้า นึกถึงเมื่อกลับถึงบ้านวันแรก เล่าให้ยายฟังถึงแผนการที่จะลงมือทำ ทั้งทอผ้า ทั้งทำการเกษตรยายหัวเราะจนสำลักข้าว กินน้ำตามแทบไม่ทัน
วิลเลียม ซาโรยัน เขียนไว้ในเรื่อง ฟ้ากว้างทางไกล ว่า “ไม่มีใครเชื่อว่าลูกจะไปถึงพระจันทร์ได้หรอก จนกว่าลูกจะไปถึงแล้ว เขาถึงจะเชื่อ คนเราก็เป็นอย่างนี้แหละ”
กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่าง อาเขยคนที่ได้รับรางวัล ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานดีเด่นระดับอำเภอ บอกว่าการทำเกษตร ต้องอดทน ถามใจตัวเองก่อนว่า พร้อมไหมและจิตใจมั่นคงหรือไม่ ไม่ใช่ทิ้งขว้างกลางคัน ฉันจะอดทน พยายามลบคำว่าบ้าจนคนรอบข้าง อย่างที่สาววึทำมาแล้ว
สาววึลองนำพืชพันธุ์จากป่า เช่น ต้นเข (ไม้มีหนามกลางป่า) ผลไม้ที่ตกหล่นทิ้งไว้โดยไร้ประโยชน์ เช่น ผลจามจุรี ผลคูน และเปลือกไม้อื่นๆ มาย้อมผ้า โดยต้มเปลือก แก่น ราก หรือผลของไม้เหล่านั้น ใส่เกลือเพื่อไม่ให้ยางจากไม้กัดผ้า แล้วเอาเปลือกออกก่อนน้ำผ้าไปย้อมประมาณ 30 นาที แล้วนำมาหมักโคลน โดยตักโคลนผสมน้ำแล้วกรองเอาแต่น้ำ หมักไว้ 3-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับต้องการความเข้มของสีมากน้อยแค่ไหน ก่อนจะตากแดดให้แห้ง ล้างน้ำให้สะอาด และตากอีกครั้ง ก่อนนำเส้นฝ้ายเส้นไหมไปทอ
พันธุ์ไม้ที่นำมาใช้ ให้สีธรรมชาติและเป็นเงาสวยงาม เช่น เปลือกเข ให้สีเหลืองทอง เปลือก ราก และแก่นของเพกา ให้สีเขียวและสีกากี เนื้อไม้มะม่วงให้สีเขียว เปลือกขนุนมีสีเหลือง เหลือง อมน้ำตาล เหลืองอมเขียว เปลือกและลำต้นประดู่ ให้สีชมพูอมแดง แดงอมน้ำตาล เนื้อไม้ไข่นุ่น (ต้นไม้ที่ปลูกริมห้วยกันตลิ่งพัง) ให้สีน้ำตาล ส่วนครั่งให้สีแดงอมม่วง และเปลือกต้นหว้า ให้สีเทา
การย้อมสีจากพันธุ์พืชจะให้สีตามธรรมชาติของพันธุ์ไม้ แต่การนำมาหมักโคลนอีกทีให้สีเข้มขึ้น เช่น ย้อมเปลือกมะม่วงให้สีเขียวอ่อน นำมาย้อมโคลนจะให้สีเขียวขี้ม้า แต่ผ้าทอของกลุ่มอาชีพทอผ้าดั้งเดิมกลุ่มนี้ บางผืนก็ย้อมเพียงสีธรรมชาติ บางผืนก็นำมาหมักโคลนด้วย เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายสำหรับลูกค้า
ผ้าฝ้ายและผ้าไหมที่ย้อมสีธรรมชาตินอกจากจะให้สีสันสวยงาม ออกโทนคลาสสิกอย่างที่สาววึบอกว่าลูกค้าชอบ ยังเป็นการนำมาใช้พืชพันธุ์ที่ไร้ประโยชน์มาทำให้เกิดประโยชน์ และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย
“กั๋นนะลองมาหมดแล้ว ลองผิดลองถืก กกไม้แถวป่า แถวเฮือน ลองแล้วกะจดไว้ว่ามะอันนี้ได้สีผะเรอ จนได้ออกมาเป็นสีซับๆ แนวโต๋เห็น” สาววึบอกว่าตัวเองลองผิดลองถูกมาเยอะ พันธุ์ไม้ไหนให้สีอะไรก็จดไว้ จนได้ผ้าย้อมสวยๆ อย่างที่ฉันเห็นบนราวไม้ไผ่ เธอยังบอกอีกว่า การทอผ้าแบบเดิมก็เป็นภูมิปัญญาและสวยงามไม่แพ้กัน แต่ขาดวิธีการนำเสนอ สาววึจึงหาจุดต่าง นำของดั้งเดิมปรับใช้ ผ้าหมักโคลนคือจุดขายหลัก เวลาไปขายตามงานต่างๆ ก็จะนำโคลนใส่ไหโบราณอันเล็กไปตั้งไว้ เส้นฝ้าย เส้นไหมที่หมักจนแห้งแล้ว ผ้าขาวม้า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ผ้าปูโต๊ะ ผ้าห่ม ผ้าถุง ที่ทอเสร็จแล้ว ก็ใส่พานไม้เก่าที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ภูมิปัญญา การหวนคืนสู่อดีต คือ เสน่ห์ของผ้าฝ้าย ผ้าไหม ที่สาววึนำมาสร้างจุดขาย เพื่อต้องการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน สำหรับฉัน ซึ่งไม่ใช่นักพัฒนา ไม่ได้มีอุดมการณ์ทำเพื่อชุมชน ฉันขอแค่ได้เรียนรู้ในภูมิปัญญา ขอแค่ทอผ้าเป็น...ก็พอ จะมีรายได้หรือไม่ค่อยคิดทีหลัง แต่แค่เริ่มต้น...ทำไมยากเหลือเกิน แต่ทุกอย่างก็ต้องมีการเริ่มต้น
ก่อนกลับบ้านหนนี้ เพื่อนคนหนึ่งเขียนข้อความดีๆ มอบให้ว่า
“ไม่มีความฝันใดที่ไม่ประสบความสำเร็จ มีแต่ความฝันที่เราล้มเลิก”
ใช่ ทุกอย่างต้องเริ่มต้น และจะคงอยู่ยาวนานถ้าไม่ล้มเลิกความฝัน |