ประสบการณ์จริงที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จะทำให้เราสามารถนำมาขีดเขียนได้อย่างรื่นไหล ผสานกับจินตนาการที่ได้รับรู้ชีวิตของผู้อื่นที่แวดล้อม ก็สามารถสร้างเรื่องที่ต้องการให้เป็นเรื่องแต่งได้ ไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า "คือความล้มเหลว" เป็นเรื่องแต่งที่มาจากความจริงบางส่วนของชีวิต บวกกับแรงแห่งจินตนาการ
คือความล้มเหลว
1.
ร่างเล็กผอมบางของหญิงชราก้มหน้าสัมผัสผืนโคลนบนท้องทุ่ง หันแผ่นหลังเป็นเส้นขนานกับแผ่นฟ้า นางใช้นิ้วมือเหี่ยวย่นแห้งกรังแยกต้นกล้าให้พอเหมาะสำหรับปักดำ อันเป็นความชำนาญมาตั้งแต่เป็นสาวรุ่น ก่อนจะกดนิ้วมือจมลงไปในแผ่นโคลน สัมผัสได้ทั้งความหยาบ ความละเอียดของผืนตม เมฆปกคลุมค่อนผืนนาเริ่มขยายวงกว้างก่อนฟ้าจะมืดสลัว ฝนเม็ดเล็กๆ ที่ไหลรินกลายเป็นหยดน้ำเม็ดใหญ่แผ่ทั่วท้องนา หญิงชรายังคงก้มหน้าก้มตาทำงานไปโดยไม่คำนึงถึงสภาพของดินฟ้าอากาศ
“ป้าสร้อย ยังไม่กลับเหรอ”
หญิงชราเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรก ยิ้มให้เพื่อนบ้านรุ่นลูกที่ยืนตะโกนถามอยู่อีกฟากคันนา
“ยัง เหลือกล้าอีกมัด กะจะดำให้หมด”
“ฉันไปก่อนนะป้า จะรีบกลับไปทำกับข้าว ป่านนี้ไอ้หนูมันคงตักน้ำนึ่งข้าวเสร็จแล้ว”
“ป้าสร้อยนี่แข็งแรงนะ ดำนาได้ทั้งวันไม่เหนื่อยเลย” หล่อนเดินจากไปพร้อมกับทิ้งคำพูดให้ปลิวไปตามสายลม
หญิงชราก้มหน้าปักดำต่อไปด้วยความเคยชิน อาการหลังขดหลังแข็งที่ติดตัวนางมา 50 กว่าปีไม่เคยจางหาย แต่มันก็คุ้มค่ากับสิ่งที่นางรอคอย
2.
หญิงสาวผิวพรรณเกลี้ยงเกลาหมดจด แม้โหนกแก้มและสันจมูกจะบ่งบอกถึงภูมิลำเนาอย่างชัดเจน แต่การไม่ได้ตากแดดกรำฝนมานาน ใบหน้าจึงเนียนเรียบผุดผ่อง หล่อนนั่งจมจ่อมกับงานตรงหน้ามาเกือบ 5 ชั่วโมง ไม่มีโอกาสได้ลุกไปยืดเส้นยืดสาย แม้จะเอี้ยวตัวเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ยังไม่มีพื้นที่ว่างให้ได้ขยับขยายร่างกาย
“ทำไมมันเยอะอย่างนี้ แค่ 5 ชั่วโมงยังเมื่อยโคตรขนาดนี้ แล้วหลังกูจะเดี้ยงไหมนี่” หล่อนนั่งพึมพำอยู่คนเดียวแบบนี้มาตั้งแต่ชั่วโมงแรกของการเริ่มงาน
หญิงสาวเรียนจบมา 5 ปีแล้ว แต่ลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้หล่อนต้องโยกย้ายงานถึง 10 กว่าแห่ง จนเพื่อนสนิทแต่ละคนระอากับความแปรปรวนรวนเร นานๆ ครั้ง หล่อนจะมีโอกาสติดต่อกับกลุ่มเพื่อนสนิท คำพูดแรกที่ได้ยินผ่านหูทุกครั้งหลังจากกดปุ่มรับโทรศัพท์ ไม่มีคำใดแตกต่างกันเพียงนิด
“ลาออกอีกแล้วเหรอ ทำไมไม่อดทนเลย ไม่พอใจก็ลาออก ๆ”
“ลาออกเพราะเขาให้แกเขียนบทความพ่วงโฆษณาเกินไปนี่นะ สมัยนี้อะไรๆ ก็ฮาร์ดเซลล์ทั้งนั้นแหละ ไม่ชอบก็เขียนๆ ไปเถอะ”
“คนที่แกต้องสัมภาษณ์ได้รับรางวัลเพราะเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ของหนังสือ แค่นี้ก็รับไม่ได้แล้ว เขาให้สัมภาษณ์ก็ทำไปเถอะ จะได้รางวัลเพราะอะไรก็ช่างหัวมัน ได้เงินก็น่าจะพอใจแล้ว”
“เจ้านายก็เป็นเจ้านายเขาก็อยากแสดงอำนาจบ้างซิ เขาจะด่าจะว่า แกจะสนใจไปทำไม เป็นกระโถนให้เขาแลกกับเงินเดือน ก็แค่นี้ คิดอะไรมากมายให้รกสมอง”
“อารมณ์ติสชึ่งมาเยี่ยมเยือนอีกแล้วซิ คราวนี้เป็นอะไรล่ะ เบื่องาน เซ็งเพื่อนร่วมงาน หรือไปด่าเจ้านายเข้า”
เฮ้อ...หล่อนก็อยากรู้เหมือนกันว่า การที่ใครสักคนลาออกจากงาน นอกจากปัจจัยสามอย่างนี้แล้ว จะมีอะไรอีกเล่า เพราะหล่อนก็ยังไม่เคยได้ยินสักทีว่า
“ฉันคิดว่างานดีเกินไปสำหรับสมองน้อยๆ อย่างฉัน ให้เขาหาคนที่มีคุณค่าเหมาะสมกว่าฉันดีกว่า”
แต่ไม่เคยมีคำพูดใดที่ทำให้หล่อนรู้สึกเศร้าใจกับความคิดในมุมแคบที่มีอยู่ในสมองของคนคนหนึ่ง เกินกว่าคำนี้อีกแล้ว “แกคิดว่าชีวิตตัวเองล้มเหลวไหม เพื่อนคนอื่นเขาเก็บเงินได้เป็นแสนๆ ซื้อรถผ่อนบ้านได้แล้ว แกยังเดินเข้าออกจากงานเป็นว่าเล่น เมื่อไหร่จะได้ปรับเงินเดือน มีรถ มีบ้านอย่างใครเขาสักที”
เออ! นั่นนะสิ เมื่อไหร่? แต่ทำไมต้องเป็นอย่างคนอื่นด้วย หล่อนมักจะตั้งคำถามกับตัวเองเสมอ ความเป็นตัวของตัวเองเต็มร้อย ความเป็นอิสระประมาณติสชึ่งครองใจ ไม่อยากถูกพันธนาการจากกรอบที่ผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจเป็นคนขีดเส้น หล่อนจึงกลับมาดำรงตำแหน่งคนว่างงานเป็นครั้งที่สิบกว่าเท่าไหร่แล้ว หล่อนก็ไม่อยากจำ หญิงสาวเพิ่งได้งานแห่งที่สิบกว่าเมื่อวานนี้เอง งานที่ต้องขะมักเขม้น เอาใจใส่อย่างยิ่งยวด
หากงานตรงหน้าทำให้หล่อนเป็นไทได้ ไม่ต้องอยู่ในกรอบขอบเขตของใคร หล่อนกับงานมีเพียงกันและกันเท่านั้น แต่
“พี่ รีบๆ หน่อยนะคะ เราต้องการใช้ด่วนเลย ถ้าพี่ทำไม่ทัน แย่แน่ๆ”
เสียงแว่วกระทบโสตประสาท เส้นอิสระในห้วงความคิดขาดผึงทันที
“จะมีอะไรสักอย่างไหม ที่กูสามารถทำได้โดยไม่ต้องได้ยินเสียงคนอื่นแบบนี้นี่”
หล่อนรู้สึกหัวเสียกับงานที่กองอยู่ตรงหน้า จนอดคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะล้มลงมาทับหัว(นิ้วเท้า) เข้าสักวัน แต่ความรู้สึกก็จางหายไปได้รวดเร็ว เพราะนานๆ ครั้งจะมีคนล้ำเส้นเข้ามาในกรอบของหล่อน ถึงงานจะมากมายก่ายกอง หญิงสาวก็มีจิตใจเสรีเพียงพอที่จะเหลือบมองเวลา
“อีกเพียงแค่ 7 ชั่วโมง ฉันก็จะไม่ต้องมานั่งอยู่กับแกแล้วนะนางกองพะเนิน พรุ่งนี้ค่อยมาลุยกันต่อ เพียงแค่ 7 ชั่วโมงเอง”
โอ้...ช่างเป็นคนที่มองโลกด้วยแว่นตาสีชมพูจริงๆ
3.
หญิงชราเงยหน้ามองฟ้าสีดำทะมึน พร่างพราวด้วยแสงดาวระยิบระยับทั่วแผ่นฟ้า นางเทียวลูบสิ่งของในกระเป๋าเสื้อผ้าฝ้ายสีดำหม่นเป็นระยะๆ โทรศัพท์เครื่องจิ๋วที่ลูกสาวเพิ่งซื้อให้เมื่อต้นฝนนี้เอง ทุกวันที่นางเดินกลับบ้าน จะเป็นเวลาที่ลูกสาวโทรศัพท์มาหา นี่ก็ใกล้วันแม่เข้าไปทุกที ลูกสาวจะต้องกลับมาเยี่ยมบ้านทุกปี นางเฝ้ารอเสียงโทรศัพท์มานานถึง 2 วันเต็ม แต่ไม่มีวี่แววจะได้ยินเสียง
“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้อีน้อยคงโทรมา”
หญิงชราคิดด้วยรอยยิ้ม นึกถึงวันที่นางยิ้มกว้างด้วยความสุขอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ชาวนาอย่างนางสามารถส่งลูกเรียนสูงๆ จนจบปริญญาเหมือนลูกเจ้านายหลายๆ คนในหมู่บ้าน แม้ลูกสาวของนางจะยังไม่ได้เป็นครูจริงๆ สักที แต่หล่อนก็ได้สอนในโรงเรียนเอกชนมีชื่อในกรุงเทพฯ
หญิงชรารู้ว่าลูกสาวมีปัญหาเรื่องงานอยู่บ้าง แต่หล่อนก็มีน้ำอดน้ำทนเยี่ยงที่นางอดทนทำงานหนัก นางหวังว่าสักวันหนึ่งลูกสาวจะสอบรับราชการผ่าน นางจะได้มีหน้ามีตาในหมู่บ้าน
หญิงชราไม่ต้องการเห็นเงินเดือนเป็นหมื่นๆ มากกว่าเห็นเงินหกพันห้าร้อยบาทต่อเดือน นางลูบหลังที่เริ่มปวดอย่างแผ่วเบา สิ่งที่นางรอคอยจะเป็นจริงในไม่ช้า
“ปีหน้าอีน้อยมันคงจะสอบบรรจุได้ ครูที่โรงเรียนบ้านโคกบางคนยังไม่จบปริญญาเลย แต่ลูกข้าจบแล้ว” นางเดินคิดไปยิ้มไปอย่างหมายมาดในสิ่งที่มุ่งหวัง
4.
อีกแค่ 2 ชั่วโมงหล่อนก็จะได้ลุกจากม้านั่งเตี้ยๆ ตรงนี้สักที หญิงสาวตั้งใจไว้ว่ารับเงินวันนี้แล้ว หล่อนจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีก จะไม่มาเจอะเจองานกองโตที่รอหล่อนเพียงคนเดียวมาสะสาง
“ถ้ากูลาออกจากที่นี่อีก คงไม่มีเพื่อนคนไหนมาว่าอีกหรอกนะ”
หญิงสาวเชื่อมั่นเช่นนั้น แม้จะเพิ่งทำงานได้แค่ 2 วัน หล่อนคิดว่าคงเป็นครั้งแรกที่เพื่อนจะไม่ประณามกับการลาออกจากงาน เพราะเหตุผลที่หล่อนจะยกขึ้นมาอ้างนั้นไม่ว่าใครก็ต้องยอมรับโดยดุษณี
“ฉันมันไม่ดีพอ ให้คนที่เขาเหมาะกับงานนี้มาทำดีกว่า”
หญิงสาวนั่งจมอยู่ตรงนี้มาเกือบ 10 ชั่วโมง งานตรงหน้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดปริมาณลง กลับมีเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ อาการปวดหลังเริ่มซึมซาบเข้ามาทีละน้อย จนส่อแววหนักสาหัส
“อีกแค่ 2 ชั่วโมง” หล่อนคิด แม่ทำนามาทั้งปีทั้งชาติยังไม่เคยปริปากบ่น เมื่อวานนี้เองที่
หญิงสาวได้ตระหนักกับอาการที่เรียกว่า หลังขดหลังแข็ง
“พรุ่งนี้ เราจบสิ้นกันเสียที”
การตัดสินใจที่แน่วแน่ทำให้หล่อนเลิกมุ่งมั่นกับงานตรงหน้า หันกลับมามองบรรยากาศรอบตัว ฟ้าสีดำทะมึน พร่างพราวด้วยแสงดาวระยิบระยับทั่วแผ่นฟ้า
ป่านนี้แม่คงกำลังกินข้าว ซดน้ำแกงผักร้อนๆ ที่ปลูกเองอย่างเอร็ด แม่คงนั่งยิ้มกับความหวังที่เพียรบอกให้หล่อนได้ยินทุกครั้งที่กลับบ้าน
แม่คงไม่รู้ว่าหล่อนไม่ได้เรียนครูอย่างที่แม่ต้องการ แต่ถึงจะเรียน สมัยนี้คนจบครูเป็นแสนๆ แข่งขันกันสอบ แย่งกันทำงาน ไม่เหมือนสมัยก่อน เรียนจบ ปกศ.สูงมาก็ได้เป็นเจ้าคนนาย
คนอย่างที่แม่หวังแล้ว
“ว่าแต่วันแม่ปีนี้ กูจะเอาเงินที่ไหนให้แม่ล่ะ”
หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า หล่อนหันกลับมามองงานตรงหน้าที่มีคนนำมาสุมเป็นกองพะเนินอีกครั้ง
“แม่ง จะแดกอะไรกันนักหนาวะ ตั้งแต่เช้าจนค่ำ...แล้วกูจะมานั่งล้างทำไมนี่”
หญิงสาวคิด หล่อนลืมไปว่า สมัยนี้คนจบปริญญามีเกลื่อนเมือง และงานแม่งก็โคตรหายาก...ฉิบ
|