"เหนื่อยกาย ไม่ได้แปลว่าทุกข์ สบายไม่ได้แปลว่ามีความสุข" ท่อนหนึ่งของบทเพลงที่ชื่อว่า มีความสุขหรือเปล่า ของวงร็อคสุดโปรด แบล็คเฮด วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่านับตั้งแต่ฉันได้ค้นพบคำตอบให้กับหัวใจตัวเอง จากการได้ไปเยี่ยมพี่สาวคนหนึ่งถึง อ.หนองสูงในครั้งนี้...
ใครหลายคนอาจจะคิดว่าการมีชีวิต ความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายอยู่ภายในเมืองกรุง เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแล้ว แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าสู่เส้นทางสายพอเพียงที่บ้านเกิดของตนเอง เช่นเดียวกับพี่เนตร ผู้ที่ตัดสินใจกลับไปที่บ้านเกิดเพื่อสานต่อความฝันของตัวเองในแนวทางที่อาจจะดูแปลกในสายตาคนทั่วไปในกระแสสังคม
6 เดือนแล้วสิ่นะที่ฉันไม่ได้พบเจอกับพี่สาวที่โชคชะตาผลักดันให้เรามาพบกันเมื่อปีที่แล้วในการออกค่ายที่จังหวัดเชียงราย จากมิตรภาพก่อเกิดเป็นความผูกพันและห่วงใยกันตามประสาพี่น้อง คิดถึงเสียงหัวเราะที่ทำให้คนรอบข้างหัวเราะตามจนแทบเสียสติของพี่สาว พอดีกับมีเวลาว่างเลยขอแวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนำข่าวคราวมาฝากเพื่อนฝูงที่ออกค่ายด้วยกันได้รับรู้เรื่องราวความเป็นไปของเธอ
ทันทีที่มาถึง อ.หนองสูง ฉันก็ได้สัมผัสกับชีวิตที่ไม่หยุดนิ่งของพี่เนตร นับตั้งแต่ตี 4 ครึ่งตื่นมาอุ่นอาหารให้ย่า 6 โมงครึ่งขึ้นดง หรือ สวนผัก เพื่อถางหญ้าและเก็บผัก บ่ายกลับมาทอผ้า ถึง 6 โมงเย็น เอากับข้าวไปให้ย่าและนอนค้างเป็นเพื่อนท่าน ชีวิตสิ้นสุดที่เวลา 2 ทุ่มเศษของแต่ละวัน ดูสิ่ อยู่ในเมืองตื่นนอนก็เวลาเท่า ๆ กัน นอนก็เกือบจะไล่ ๆ กัน ทำไมถึงทิ้งชีวิตในเมืองมาเหนื่อยหนักหนาสาหัสขนาดนี้ได้อย่างไร คำถามนี้ยังคงเก็บไว้ในใจไม่ได้ถามออกมาเพื่อเอาคำตอบจากพี่เนตร
ในวันที่ฝนตก ไม่ได้ออกไปเดินเที่ยวรอบหมู่บ้าน ที่ห้องครัวเจอ “ตะข้อง” แขวนอยู่ใกล้ ๆ ประตูครัว แต่มันแตกต่างจากตะข้องใส่ปลาทั่วไปตรงที่ “พุง” ของตะข้องมีช่องบานพับที่ทำจากอลูมิเนียมแผ่นบาง ๆ ดันเข้าได้จากด้านนอกเท่านั้น ขณะที่กำลังสงสัยว่าทำไมต้องเจาะพุงพี่เนตรก็เข้ามาคลายความสงสัยที่แสดงออกมาทางสีหน้าของฉันว่า “เอาไว้ดักกบ พ่อสานเอง แล้วยังมีที่ดักปลาด้วยนะแบบยาว ๆ ช่วงนี้ข้าวตั้งต้น น้ำเต็มนาแล้ว ก็จะเอาพวกนี้ไปดักกบดักปลาตามคันนา” แล้วในเย็นวันนั้นฉันก็ได้กินกบย่าง แล้วก็แกงที่มีปลาเป็นส่วนประกอบฝีมือของแม่ คู่กับข้าวเหนียวจิ้มแจ่ว ได้นั่งฟังพี่เนตรคุยกับย่ารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเพราะเป็นภาษาผู้ไทยแต่ก็สนุกเฮฮาดี แม้อาหารมื้อนั้นจะธรรมดาแต่ได้ใจฉันไปเต็ม ๆ เลยทีเดียวค่ะ
ฟ้าหลังฝนที่ อ.หนองสูง ช่างสดใสจนแทบอยากจะโบกโบยบินขึ้นไปไล่จับก้อนเมฆที่อยู่เหนือต้นจามจุรีออกดอกสีแดงแซมกับใบไม้สีเขียวสดในรั้วโรงเรียนข้าง ๆ บ้าน ขณะที่พี่เนตรกำลังทอผ้าห่มฉันชวนคุยแข่งกับเสียงกระทบฟืมให้เส้นฝ้ายแน่น สายตายังคงมองท้องฟ้าที่สดใสไม่วางตาแล้วก็พูดขึ้นมาว่า “อยู่แบบนี้ก็มีความสุขดีเนอะพี่เนตร ได้นั่งมองฟ้าใส ๆ ลมเย็น ๆ อยู่แค่หน้าบ้านก็มองเห็นภูเขา มองเห็นหมอกฝนที่ลอยเล่นกับยอดเขาหลังฝนตก เดินออกไปท้ายบ้านนิด ๆ ก็เจอทุ่งนาสีเขียวสดใสสบายใจดีเนอะ” พี่เนตรตอบกลับมาเพียงสั้น ๆ ว่า “นั่นไงล่ะ...แล้วแบบนี้จะให้ชั้นไปอยู่ที่ไหนได้อีก”
ถึงวันนี้การเก็บผักไปขาย และ ทอผ้า ของพี่เนตรจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เชื่อว่าการได้กลับมาอยู่กับพ่อ ได้กินกับข้าวฝีมือแม่ทุกวัน ได้ปรนนิบัติย่า ยาย ได้เห็นหน้าครอบครัว ญาติ พี่ น้อง อยู่กันพร้อมหน้า ถึงแม้จะเหนื่อยสาหัสกว่าอยู่ในเมือง แต่ต่างกันตรงที่ได้ใกล้ชิดคนที่เรารัก เชื่ออย่างเต็มหัวใจความรู้สึกมันต่างกันโดยสิ้นเชิง และก็คิดว่าพี่เนตรมีความสุขในการตัดสินใจกลับบ้านครั้งนี้มากกว่าใครอีกหลาย ๆ คนที่ยังคงดิ้นรนต่อสู้อย่างโดดเดียวอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างไม่รู้ว่า ที่สิ้นสุดนั้นอยู่ที่ใด สำหรับฉันแล้วไม่มีคำถามอีกต่อไปว่าทำไม... พี่เนตรถึงกลับมาอยู่บ้าน