|

ต่อจากเรื่องของการทำถังหมัก ต่อไปก็ว่าด้วยเรื่องของการหมัก กว่าที่ตัวเองจะได้ทำนั้นหาอ่านข้อมูลจากหลายสำนักมาก ได้รับความสับสนมาก็เยอะ ทั้งศัพท์ที่ใช้กันหลายแบบ บางครั้งยังไม่เข้าใจเรื่องง่ายๆ อย่างคำว่า "ปุ๋ย" เสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยหมักชีวภาพ น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ น้ำชีวภาพ น้ำสกัดชีวภาพ ก็ว่ากันแบบมือใหม่ในเรื่องของการทำเกษตรเลยทีเดียว
สิ่งแรกคือต้องทำความเข้าใจแยกกันก่อนระหว่างคำว่า "ปุ๋ย" กับ "น้ำหมักชีวภาพ"
"ปุ๋ย" เป็นคำเรียกอาหารสำหรับพืช เหมือนกับคนเราควรทานอาหารให้หลากหลายครบถ้วนตามแต่ร่างกายต้องการ หรือตามภาษาที่ใช้กันทั่วไปจะเรียกว่าทานให้ครบ 5 หมู่ และสำหรับพืชถ้าว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์อีกครั้งก็จะเรียกว่าทานอาหารให้ครบ 3 หมู่ คือ N (ไนโตรเจน) P (ฟอสฟอรัส) K (โปแตสเซียม) และแน่นอนว่าพืชแต่ละชนิดก็ต้องการและมีช่วงที่ต้องการสารอาหารแต่ละอย่างไม่เท่ากันเหมือนกับคนเราที่ต้องทานอาหารให้ถูกธาตุ
"น้ำหมักชีวภาพ" หมายถึง น้ำที่ได้จากกลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุอย่าง พืช ผัก หญ้า เนื้อสัตว์ มูลสัตว์ วัตถุใดๆ ที่มาจากธรรมชาติ เพื่อให้เป็นอาหารหรือปุ๋ยสำหรับพืช
ดังนั้นเวลาอ่านพบเจอหากมีคำว่า "ปุ๋ย" ให้เข้าใจไว้ก่อนเลยว่ามันมีสารอาหารสำหรับพืชด้วย ปุ๋ยจะอยู่ในสภาพที่เป็นน้ำหรือเป็นเนื้อก็ได้ ส่วนที่เหมือนกันของทุกสูตรน้ำหมักชีวภาพและต้องใช้คือ อินทรีย์วัตถุและน้ำตาล โดยที่น้ำตาลจะทำหน้าที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ เราสามารถใช้น้ำตาลอะไรก็ได้ แต่ในหลายสูตรจะแนะนำกากน้ำตาล กากน้ำตาลจะมีอาหารอื่นๆที่จุลินทรีย์ชอบปนอยู่ด้วย แต่กากน้ำตาลจะมีส่วนผสมของสารเคมีอื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตน้ำตาลที่เราไม่อาจรู้ได้ จึงไม่รับรองความปลอดภัยจากการปนเปื้อน อีกทั้งหากไม่หมักจนกากน้ำตาลย่อยสลายเป็นระยะเวลานานๆ อาจจะปีหรือครึ่งปีเป็นอย่างน้อย หากใช้ไปมากๆ กากน้ำตาลที่เหนียวอาจจะไปรบกวนระบบรากจนอุดตันได้ ส่วนอินทรีย์วัตถุคือวัสดุจากธรรมชาติ
กากน้ำตาลจะมีน้ำตาลอยู่ประมาณ 50% เมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายธรรมดาที่มีเกือบ 100% ต้องเข้าใจว่าจุลินทรีย์กิน "น้ำตาล" ไม่ใช่ "กากน้ำตาล" เหตุผลที่ส่วนใหญ่ใช้กากน้ำตาลเพราะมันราคาถูก แต่บางครั้งก็แพงเช่นเดียวกัน ได้ยินว่าแต่ก่อนโรงงานน้ำตาลต้องหาทางกำจัดกากน้ำตาลด้วยซ้ำไป แต่เดี๋ยวนี้ทั้งการเกษตร อุตสาหกรรม มีการนำไปใช้กันมากขึ้น เมื่อความต้องการสูงขึ้นมันจึงแพงขึ้น เราอาจหันไปใช้น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำตาลทรายธรรมดาก็ได้ผลเช่นเดียวกัน
ดังนั้นสำหรับผมแล้วจะแนะนำให้ใช้น้ำตาลทรายแดงแทน บางครั้งก็เรียกน้ำตาลแดงอ้อย น้ำตาลนี้มีประโยชน์เพราะเป็นธรรมชาติกว่าน้ำตาลทรายธรรมดา (ทั้งแบบฟอกสีและไม่ฟอกสี) ผ่านกรรมวิธีน้อยที่สุดมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสรรพคุณทางยา ดังนั้นในหมู่ผู้รักสุขภาพจะรู้ดีว่าหากเลือกได้ควรรับประทานน้ำตาลทรายแดงมากกว่า ในบางครั้งจึงมีราคาสูงกว่าน้ำตาลทรายธรรมดาอีกด้วย ส่วนจะแพงกว่ากากน้ำตาลหรือไม่ให้ลองพิจารณาดูว่าในท้องที่ น้ำตาลทรายแดงที่หาซื้อได้มีราคาสูงกว่ากากน้ำตาลเกินสองเท่าหรือไม่ ถ้าไม่ก็ควรเลือกใช้น้ำตาลทรายแดงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หากทำได้สามารถปลูกอ้อยเพื่อนำน้ำอ้อยมาใช้ทดแทนการซื้อน้ำตาลเพื่อการพึ่งตนเองครบวงจรไปอีกทางนึง
ส่วนในเรื่องของน้ำจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้แล้วแต่สูตรของมัน บางสูตรก็ต้องการความเจือจาง บางสูตรก็ต้องการความเข้มข้นไม่เท่ากัน
ข้อแนะนำอื่นๆ เกี่ยวกับน้ำหมักชีวภาพ
1. ถังหมักควรไว้ในที่ร่มตลอดทั้งวันหรือแค่แดดรำไร ฝนสาดได้บ้างไม่เป็นไร แค่ไม่ตากแดด ตากฝนก็พอแล้ว จุลินทรีย์จะตายหากโดนความร้อนสูง
2. ถังหมักไม่ควรปิดสนิทจนเกินไปเพราะภายในจะมีแก็สระหว่างการหมักอาจทำให้ถังหมักระเบิดได้ ควรปิดฝาให้มิดชิดเฉยๆ พอให้แก็สดันออกทางใต้ฝาได้บ้าง
3. ถังหมักสามารถเปิดใส่อินทรีย์วัตถุได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเต็ม ตลอดระยะเวลาของการหมัก
4. ควรหมักอย่างน้อยหนึ่งเดือนขึ้นไป ยิ่งนานยิ่งดี สามารถหมักได้เป็นปี
5. หากนำไปใช้รดน้ำต้นไม้ควรใช้เจือจางผสมน้ำ 1:500 หากเข้มข้นเกินไปความเป็นกรดจะทำให้ต้นไม้ตายได้
6. หากมีกลิ่นหอมหวานฉุน ถือว่าใช้ได้ หากได้กลิ่นบูดเปรี้ยวให้เติมน้ำตาลแล้วหมักต่อจนมีกลิ่นหอม กรณีที่หมักไว้นานก็อาจจะมีกลิ่นบูดเช่นเดียวกัน แก้ไขด้วยการเติมน้ำตาลเช่นกัน
7. กรณีเกิดหนอน ให้ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นมันจะตายไปเอง ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม และไม่พัฒนาต่อเป็นแมลงวัน
8. กรณีที่ใช้น้ำประปาควรใส่ภาชนะทิ้งไว้ค้างคืนก่อนนำมาใช้งาน
9. ควรใช้ร่วมกับปุ๋ยหมักหรือรดลงไปบริเวณที่มีอินทรีย์วัตถุมากๆ
10. งดหมักจำพวก น้ำมัน ของเน่าเสีย ส่วนพวกเนื้อสัตว์ควรทำให้สุกก่อน เพื่อลดภาระจุลินทรีย์
11. อินทรีย์วัตถุที่ใช้หมักควรหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อความรวดเร็วในการย่อยสลาย
เรื่องราวของน้ำหมักชีวภาพยังมีอีกมากมาย ตามแต่สารพัดสูตรและการประดิษฐ์คิดค้นสูตรด้วยตัวเองขึ้นอยู่กับว่าเราจะเร่งใบ เร่งดอกหรือเร่งผล หลังจากได้ทดสอบกับตัวเองแล้วจะนำมาเผยแพร่ต่อในภายหลัง สังเกตดูว่า สิ่งสำคัญทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่ความรู้แจ้งเป็นเหตุ หากเรารู้ตั้งแต่ต้นเหตุหรือกระบวนการผลิตทั้งหมดเราจะสามารถประยุกต์ด้วยปัญญาได้อีกเยอะ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือพื้นฐาน ไม่ใช่การทำตามตำราสารพัดสูตรโดยไม่ตั้งคำถาม มันก็ไม่ต่างจากการเรานำกฏของนิวตันมาแทนค่าแล้วตอบข้อสอบได้ โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมนั่นแล สิ่งสำคัญจึงต้องหัดสงสัยไว้ก่อนว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง ถึงจะว่าอย่างนั้นก็ยังนับว่าตัวเองยังอ่อนประสบการณ์อยู่มาก ดังนั้นตรงไหนที่เข้าใจผิดไปรบกวนผู้รู้ช่วยกันแก้ไขให้มันถูกต้องด้วยละกันครับ
ลิงค์ถาวร
|