Numthang Community
 
  Numthang.Org
    อ่านว่า "นำทาง"
หน้าแรก » Blogger » Blog เลย » หนังสือต้องห้าม
สมัครรับข่าวสารจากทางเรา

ลงทะเบียน ยกเลิก
Main Menu
Main Category
User Menu
E-Mail

รหัสผ่าน

จดจำการล๊อคอิน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
   
ผู้สนับสนุน
ลิงค์
สิ่งแวดล้อม
» EREC
» IPCC
ที่อยู่อาศัย
อาหารและยา
เครือข่าย
อื่นๆ
รับบริจาค
$5 US
$10 US
$15 US
50 บาท
100 บาท
200 บาท


สนับสนุนเรา

สมุนไพร เครื่องสำอางค์ ของกิน ของใช้ ปลอดภัย ราคาถูก

Technorati Profile

free counter with statistics

หนังสือต้องห้าม

เขียนโดย เนตร
Wednesday, 24 October 2007


เสวนาเรื่อง "วิเคราะห์ความจริงของหนังสือต้องห้าม สังคมไทยควรรูหรือลืม ความรู้ที่ขาดหายไปในประวัติศาสตร์" วันที่ 20 ตุลาคม 2550 ณ ป๋วยเสนาคาร โดยสุลักษณ์ ศิวรักษ์ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ธนาพล อิ๋วสกุล ดำเนินรายการโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

สืบเนื่องจากอ่านบทความเรื่อง หนังสือต้องห้าม ของคุณธนาพล อิ๋วสกุล ที่ตีพิมพ์ในสารคดี ฉบับเดือน ตุลาคม 2549 พอมีเสวนาก็เลยไปฟัง และสรุปประเด็นเฉพาะที่จำได้และจดทัน

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : หนังสือและภาษาในหนังสือ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อรับใช้เฉพาะชนชั้นปกครอง หนังสือต้องห้ามในตอนแรกของสังคมไทยคือ หนังสือกฎหมายที่นายโหมด อมาตยกุล เป็นคนพิมพ์แจก รัชกาลที่ 3 ทรงกริ้วมาก เพราะถ้าชาวบ้านรู้กฎหมายก็ทำให้หมอความรู้ความมากขึ้น ก่อความเดือนร้อนให้ประชาชน อ.สุลักษณ์บอกว่า หนังสือต้องห้าม ห้ามเพราะข้อความขัดกับชนชั้นปกครอง เพราะกลัวประชาชนรู้ความจริงและไม่เกรงกลัวอำนาจของผู้ปกครอง สมัยรัชกาลที่ 5 ใครพิมพ์หนังสือท้ายทายชนชั้นปกครอง ก็ถูกจับขังคุก เห็นชัดเจน คือ เทียนวรรณ และ กศร.กุหลาบ

สังคมจะเดินไปข้างหน้าได้ต้องมีการท้าทาย ด้วยหนังสือต้องห้าม สำคัญที่สุดคือ คนเล็กๆ ที่กล้าหาญ ต่อสู้ท้าทายอำนาจอันอธรรมของรัฐโดยสันติวิธี หนังสือต้องห้ามต้องใช้วิธีการแบบอหิงสธรรมมากขึ้น แล้วอาจารย์ก็ยกตัวอย่างหนังสือที่ออกมาใหม่ 3 เล่ม และหนึ่งในนั้นก็ถูกสันติบาลห้ามจำหน่ายแล้วด้วย ทั้งที่ๆ ที่อีก 2 เล่ม อาจารย์บอกว่าแรงกว่าเล่มที่ถูกห้ามอีก จริงๆ แล้ว อ.สุลักษณ์พูดเยอะมาก มัวแต่ฟัง จดไม่ทัน บางเรื่องก็ไปถึงสถาบัน (ซึ่งพาดพิงบ่อยมาก) ประมาณว่าขาทั้ง 2 ข้าง จะเข้าไปอยู่ในคุกได้เลย

สุชาติ สวัสดิ์ศรี : หนังสือเมื่อมีการพิมพ์เผยแพร่ ชนชั้นปกครองกลัวประชาชนรู้ทัน กลัวประชาชนไม่ยอมรับใช้ตนเอง เมื่อมีความรู้แล้วแสดงออกก็ถูกห้ามปราม จริงๆ แล้ว สังคมไทยน่าจะเป็นไปในทางที่ดี ถ้าไม่ถูกตัดต่อความทรงจำ หลัง 2475 เกิดการรัฐประหาร กบฎ มากมาย หนังสือดีๆ ก็ถูกตัดต่อความทรงจำที่คนรุ่นหลังจะรู้และเรียน ทำให้เกิดรอยต่อที่ขาดหายไปทุกยุกสมัย หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ ของศรีบูรพา อักษรสาส์น ของ อ.สุภา ศิริมานนท์ เป็นต้น ถ้าไม่มีการห้าม นักคิดนักเขียนทั้งรุ่นเก่าและใหม่คงสร้างรอยต่อแห่งความทรงจำเชื่อมโยงถึงกันได้ หนังสือต้องห้ามคือหนังสือที่เป็นภัยต่ออำนาจรัฐ เห๋นชัดคือ กรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 หนังสือที่สื่อถึงอุดมการณ์การเมืองซ้าย หรือการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบเจ้า

สุชาติ ยกตัวอย่างว่า ตนเองเข้าเรียนที่ธรรมศาสตร์ปี 2505 แต่ไม่รู้จักอ.ปรีดี ซึ่งเป็นผู้ประศาสน์การ หรือว่า มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก) มีบทบาทกับังคมไทยอย่างไร หนังสือของศรีบูรพาในห้องสมุด มีแต่ข้างหลังภาพและสงครามชีวิต กว่าเขาจะรู้จักแลไปข้างหน้า หนังสือเอกของศรีบูรพา ก็ใช้เวลาปะติดปะต่อความทรงจำถึง 10 ปี ทำให้คนรุ่นใหม่ในแต่ละรุ่น แต่ละสมัยต้องหวนไปทำความเข้าใจกับความทรงจำที่เกิดมาแต่ละช่วงสมัย โดยใช้เวลาหลายปี สุชาติบอกว่าแม้พยายามปะติดปะต่อก็ได้บ้าง แต่ไม่ทั้งหมด เขาเสนอความเห็นว่า ถ้าสังคมมีความเข้มแข็งทางปัญญาจริง ก็น่าจะเปิดเสรี เพราะสังคมที่มีศักยภาพทางปัญญา ก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เลือกรับสิ่งดีและปัดสิ่งที่ไม่ดีอยู่แล้ว ในสังคมที่มีหนังสือต้องห้าม แต่สังคมไทยเป็นสังคมลักลั่น

ธนาพล อิ๋วสกุล :

- หนังสือไม่ใช่ความบันเทิงอย่างเดียว แต่คือความขลังด้วย

- หนังสือโป๊ ในความหมายของยุคกลาง ไม่ใช่หนังสือลามก แต่คือหนังสือต้องห้ามเพราะไปเปลือยความเน่าเฟะของศาสนจักร เพราะรัฐศาสนามีอำนาจที่สุดในยุคนั้น พอมีคนเขียนหนังสือตั้งคำถามการดำรงอยู่ของผู้ปกครอง (ศาสนจักร) ก็เกิดการห้าม เพราะผู้ปกครองกลัวผู้อยู่ใต้ปกครองรู้ความจริง ไม่นับถือ ไม่ศรัทธา แต่เมื่อห้ามในขณะที่คนเริ่มรู้ ก็ยิ่งทำให้คนอยากรู้ เกิดการตั้งคำถามถึงความเป็นจริง หนังสือต้องห้ามก็ตามมาด้วยการปฎิวัติฝรั่งเศส

- การเผาหนังสือ เป็นการแสดงอำนาจให้คนกลัว ธนาพลบอกว่า ถึงแม้จะมีการจัดบหนังสือต้องห้าม ไม่ว่าจะเป็นยุคฮิตเลอร์หรือยุคไหนๆ ไม่มีทางที่จะจับหนังสือได้หมดทุกเล่ม แต่ให้นึกภาพหนังสือกองโตที่มีไฟลุกท่วม ให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน ไฟนั้นแสดงถึงคนมีอำนาจได้แสดงอำนาจ แต่เจ้าของหนังสืออาจจะเกิดความกลัว จนไม่กล้าเก็บไว้ การห้ามหนังสือในเมืองไทยก็เป็นการแสดงอำนาจของคนมีอำนาจเช่นกัน

- แต่บางครั้งระบบการปกครองก็ห้ามในตัวของมันเอง ในสมัยสฤษดิ์ซึ่งเรียกว่าเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ มีหนังสือต้องห้ามแค่ 2 เล่ม ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือแลไปข้างหน้า (ศรีบูรพา) และหนังสือแปลของหลู่ซิน ไม่จำเป็นต้องห้าม แต่อำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ทำให้คนกลัว ไม่มีคนเขียน และถึงเขียนก็ไม่มีคนพิมพ์ ถึงพิมพ์บางทีก็ไม่มีร้านขาย เป็นต้น

- หนังสือต้องห้ามไม่ใช่ว่าจะเป็นหนังสือที่ดีทุกเล่ม แต่เป็นหนังสือที่ขัดต่ออำนาจของผู้ปกครองในยุคนั้นๆ พร้อมกับยกตัวอย่างหนังสือเล่มหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์คอมมิวนิสต์จีน เป็นหนังสือต้องห้ามในรัฐบาลชุดนี้ พอไปอ่านก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย นักคิดนักเขียนยุคก่อนๆ ก็เขียนถึงแล้ว และที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ก็มีขาย แต่ที่ห้ามเพราะทำเพื่อเอาใจจีน ประกาศออกมาว่าเป็นหนังสือต้องห้ามและส่งจิ้มก้อง (บรรณาการ) ไปที่รัฐบาลจีนว่า รัฐบาลไทยทำเพื่อคุณ ให้คุณพอใจแล้ว ฮา...เพิ่งรู้ว่าสมัยนี้ก็ยังมีแบบนี้อยู่

- แต่การห้ามโดยรัฐอาจจะรู้สึกแย่น้อยกว่าห้ามโดยประชาชนกันเอง หนังสือวิทยานิพนธ์เล่มหนึ่ง (การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี) ได้เขียนถึงท้าวสุรนารี และถูกห้ามจากประชาชนชาวโคราช ถึงขั้นขู่ทำร้าย เรียกร้องให้เผาหนังสือ (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง) ทั้งๆ ที่การวิจัยนั้นก็มาจากการค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เป็นสิทธิเสรีภาพของนักเรียนประวัติศาสตร์ที่จะสืบค้นสิ่งที่สงสัย แต่การยึดถือตัวบุคคลเป็นหลัก ทำให้เกืดการห้ามจากประชาชนครชั้นเดียวกันเกิดขึ้น และที่ธนาพลยิ้มไม่ออกก็ตงเป็นการห้ามจากเอกชน ถ้ารัฐบาลห้ามพิมพ์ คนพิมพ์หนังสือสามารถเรียกร้องได้ว่า ขัดต่อเสรีภาพในการจัดพิมพ์ แต่ถ้าเอกชนไม่จำหน่ายให้ คนจัดพิมพ์หนังสือก็ไม่รู้จะนำสิทธิส่วนไหนไปเรียกร้อง เหมือนกรณีศูนย์หนังสือจุฬาฯ ไม่จำหน่าย ฟ้าเดียวกัน ให้ ...เพิ่งรู้อีกแล้ว

จบจ้ะ นั่งฟัง 4 ชั่วโมง สรุปประเด็นได้แค่นี้

ลิงค์ถาวร

 
   

 tee
Numthang.Org

ผู้ดูแลเนื้อหา
ความคิดเห็นที่ 1 Re: หนังสือต้องห้าม
เอาไปเลย download เก้าบทวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์

อีกตัวของ ส. ศิวรักษ์ ภาคที่ 1 สถาบันกษัตริย์กับรัฐธรรมนูญ

ขอบคุณ คุณ คนชายขอบ ที่ขยันรวมรวมให้

ส่วนหนังสือของฟ้าเดียวกัน อันนี้ น่ะเหรอ ไม่ชอบใจเท่าไร เหมือนถูกรวมเป็น pop culture สถาบันไปด้วย แต่ก็อธิบายสังคมไทยได้เยอะทีเดียว
ผู้โพสต์ : tee [Thu, 25 Oct 2007 14:24 203.113.80.16]
 
หน้า : 1

ตอบกระทู้
ชื่อ *
E-Mail
หัวข้อ *
บอร์ดโค้ด
สี ขนาด Close all tags
เนื้อหา
แสดงอารมณ์
B) ;) :) :P
:laugh: :ohmy: :sick: :angry:
:blink: :( :unsure: :kiss:
:woohoo: :lol: :silly: :pinch:
:side: :whistle: :evil: :S
:blush: :cheer: :huh: :dry:
Extreme
*
รูปภาพ
สามารถอัพโหลดรูปภาพได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องย่อก่อน ระบบจะย่อรูปให้โดยอัตโนมัติ
 
*
กรุณาพิมพ์ตามตัวอักษรเหล่านี้, ถ้าหากคุณอ่านไม่ออกให้กดส่งข้อความอีกครั้งเพื่อสร้างตัวอักษรใหม่
หน้าแรก :: กระดานสนทนา :: เกี่ยวกับเรา :: ติดต่อเรา
© 2007 Numthang.org อ่านว่า 'นำทาง' โดย Free Developer Foundation.
No Rights Reserved. This site is licensed under a Creative Commons Public Domain License. RSS Generator by FeedCreator

Thank to Inspros.net