|
บทความนี้ เห็นชื่อแล้วอย่าคิดว่าเป็น How to, คู่มือพ่อแม่ หรือทฤษฎีวิชาการอะไรเลย เพราะมันเป็นวิธีการส่วนตัว (ที่เก็บเล็กผสมน้อยมาจากหนังสือ บทความ และพัฒนาการทางความคิดของตัวเอง) ที่ดูตามพัฒนาการของลูก อุปนิสัย ความคิดอ่าน และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามวัย เรียกว่า designed for Numthang แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องเอาไปใช้นะ ใช้เหอะ ดี ขอบอก 555 (มั้ง)
แม่เริ่มสังเกต (ขอบอกว่าพิมพ์คำว่า 'สังเกต' ทีไร อิชั้นต้องถามอากู๋เพื่อความชัวร์ทุกทีว่าเขียนยังไง ถ้าไม่เรียนมาว่ามันเป็นคำที่มักเขียนผิด และจะต้องมีชาร์ตแบบที่ถูกกับแบบที่ผิดให้ดู มันเลยเห็นทั้ง 2 แบบ เพื่ออะไรเนี่ยยย ถ้ามันไม่บอก เขียนๆ มาแบบเดียวก็คงไม่รู้สึกคุ้นทั้ง 2 แบบหรอก >:( ) เห็นว่าระยะใกล้ 4 ขวบ มานี้ นำทางจะมีตรรกะ มีเหตุมีผล มากขึ้นกว่าเดิมมากกก ไม่ใช่แบบสอนหรือคุยอะไรกันแล้วฟังเหตุฟังผลนะ แต่ที่มากขึ้นมาคือพูดอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นตรรกะ ออกมาเอง "ถ้า...อย่างนั้น...ก็เป็น...อย่างนี้..." อะไรแบบนี้ แม่ไม่ได้ถาม ไม่ได้พูดถึง หรืออะไรก่อนเลย แต่พูดขึ้นมาเอง แม่ก็เลยเห็นว่า อืมมม...เริ่มคิดเป็นตรรกะแล้วหรอเนี่ย ทั้งๆ ที่ตอนก่อนหน้านี้ยังเล่นอนุกรมไม่ได้อยู่เลย 555 (คือได้ของเล่นที่เป็นอนุกรมมาจากคนอื่นตอนปีใหม่ ก็คือ 3 ขวบ 4 เดือน ก็เลยส่งให้ดูโดย เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นแบบนี้ แม่ไม่เคยให้เล่นมาก่อน ชีไม่เก็ต (อนุกรมแบบ ช้าง ม้า วัว แมว ช้าง ม้า วัว แมว เลย ไม่ใช่ ช้าง วัว ช้าง วัว) แล้วก็จะต่อหรือตอบด้วยความคิดของตัวเองที่พอแม่ลองถามดูว่าทำไมหนูว่าอย่างนี้ เธอก็มีเหตุผลของเธอที่ถูกต้องกับคำตอบของเธออยู่นะ เพียงแต่ผิดหากมันเป็นข้อสอบ :P) แม่ก็ไม่ได้ว่าไร อยากวางยังไงวางไป อยากมองแบบไหนมองไป แล้วแม่ก็เก็บ เพราะยังไม่ได้อยากให้เล่นอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ต้องการฝึกพวกนี้ก่อนวัยอันควร (6~7 ขวบ) แม่ก็เลยคิดว่า อืมมม...ยังเป็นวัยของซีกขวาจริงๆ ซีกซ้ายคงยังไม่ค่อยมา (ถ้าอยากให้มาแล้วฝึกเนี่ยมันจะเป็นการทำลายซีกขวาไป รอให้ถึงวัยที่เหมาะสมแล้วจะได้ดีทั้ง 2 ซีก)
แต่พอช่วงหลังนี้เริ่มมีตรรกะออกมา เลยลองแหย่รูปอนุกรมให้ดู แบบเล็กๆ นะ แค่ประมาณ 1 2 1 3 1 4 1 5 1 ... พอ เออ เก็ตนี่ แม่ก็จบแค่นี้ ไม่ลองแหย่มากกว่านี้นะ ไม่อยากให้คิดแนวนี้ :P ก็โอเคคงค่อยๆ มาขึ้นตามวัย นำทางซีกขวายังแรงจัดด้วย เพราะเป็นเด็กที่ได้ทำอะไรตามความคิดตัวเองเป็นส่วนมาก ไม่มีคนบอก ไม่มีคนควบคุม ไม่มีต้องทำตามๆ กันไปเหมือนในโรงเรียน และยังไม่ได้เรียนอะไรเสริมไม่ว่าจะดนตรี กีฬา ศิลปะ (ที่เจ้าตัวอยากเรียนแต่แม่ยังชั่งใจอยู่ ><) นอกจากเรียนรู้กับพ่อแม่และเหตุการณ์รอบตัวแต่ละวันล้วนๆ มีอย่างเดียวคือเรียนปั้นแป้งโดว์ซึ่งคุณครูน่ารักปล่อยให้นำทางคิดเองไม่ต้องทำเหมือนเพื่อนหรือตามหัวข้อครูได้ เลยไม่(ค่อย)มีกรอบความคิด วิธีการที่ได้รับการ 'บอก' กล่าว หรือแนวทางของคนอื่นมาครอบงำ ซึ่งแม่ยินดีมากที่ซ้ายของลูกเหมาะสมดีกับแค่มีเหตุมีผลเข้าใจเรื่องราวต่างๆ กับเวลาต้องคุยตกลงอะไรกันก็พอแล้ว (ว่าแต่อนุกรมกับตรรกะแบบคิดไรเป็นเห็นเป็นผลเนี่ย เกี่ยวกันปะ ^^? แต่ช่างมันเถอะ เพราะแม่เห็นว่ามีตรรกะและเหตุผล มีความคิด รู้จักแก้ปัญหา สำคัญกว่าทำอนุกรมหรือแบบทดสอบอะไรพวกนั้นได้)
ทีนี้ นำทางก็มีเรื่องที่ต้องปรับปรุงให้อีกหน่อย ก็คือเวลาหงุดหงิดงอแงมากๆ จะอารมณ์แรงบางครั้ง คือ กรี๊ดดัง แล้วก็เป็นพวกความรู้สึกไวมากกว่าปกติ (มีหลายอย่างที่ทำให้รู้ว่าเป็นลักษณะนี้ จากการพยายามค้นคว้าหาอ่านหาข้อมูลของแม่เอง และพอปรึกษาหมอ หมอก็บอกว่าเรื่องกรี๊ด 'อาจจะ' ปกติ ยังต้องดูต่อไปว่าแก้ไขแล้วจะดีขึ้นภายในระยะเวลาที่บอกมั้ย แต่เรื่องความรู้สึกที่ไวเกินไม่ปกติ) พอมาประกอบกัน ความรู้สึกที่ไวมากก็ทำให้รู้สึกอะไรมาก แม่เลยต้องหาทางแก้ไข ทำอยู่หลายอย่าง หาทางไปเรื่อยๆ ยังไม่ค่อยได้ผลดีนัก เพราะแรกสุดก่อนที่แม่จะรู้ว่าลูกมีความรู้สึกที่ไวมากเกินไป แม่ก็ไม่เข้าใจกับพฤติกรรมนั้นของลูก ทำให้พูดคุยกับลูกไม่ถูกทาง แต่พอรู้แล้วก็เลยยอมรับได้และคิดได้ดีมากกว่าเดิม
เห็นแล้วว่าโตขึ้นก็คิดอะไรได้มากขึ้น มีเหตุมีผลมากขึ้น ตอนนี้เลยพาให้ลูก "รู้จักคิด" มากขึ้น เพื่อให้เค้าได้หยุดอารมณ์ก่อน ถ้าปล่อยไปตามอารมณ์ รู้สึกและหมกมุ่นอยู่แต่กับความหงุดหงิดไม่พอใจนั้นมันก็จะมีแต่ หงุดหงิดๆ ไม่ชอบๆ แว๊กๆ แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรต่อเลยทีนี้ ไม่ได้หาทางออกให้ตัวเองทั้งการแก้ไขปัญหานั้นและทำให้ตัวเองหายหงุดหงิด และตัวแม่เองก็ต้อง "รู้จักคิด" มากขึ้นเช่นกัน
อย่างแรก แม่ต้องมีสติระลึกอยู่เสมอก่อนว่า ลูกมีลักษณะของลูกที่เป็นแบบนั้นเอง เค้าไม่ได้ตั้งใจหรืออาจไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ทำไมต้องไม่พอใจขนาดนี้
สอง แม่ต้องหัดคิดก่อนถึงจะฝึกให้ลูกคิดได้ พอหาแนวทางได้แล้วก็วางแผนไว้ในใจ ซ้อมในใจ และทำให้ตัวเองไม่ลืม เพื่อว่าจะหยิบออกจากลิ้นชักในสมองได้ทันทีเวลาเกิดเหตุ
แล้วก็มาขั้นตอนของการปฏิบัติ
• สอบถามปัญหา
• บอกความรู้สึก/ความคิดของลูกออกมา (ให้เค้ารู้จักอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง และแสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจ --- บทเรียนนำทาง : วิชารู้จักตัวเอง)
• แล้วลูกทำอย่างไร
• ถามให้คิดวิธีแก้ปัญหา/มีทางอื่นอีกมั้ย
• ถ้ามีปัญหากับคนอื่นก็ให้เค้าลองคิดว่าทำไมอีกฝ่ายถึงทำอย่างนั้น
• ลองเสนอทางเลือกอื่นๆ เป็นแนวทางว่า จะมีวิธีจัดการที่ดีกว่านี้ได้ยังไงหากเกิดขึ้นอีก
ประมาณนี้ (จริงๆ แล้วก็เหมือนแม่จะทำมานานแล้วตั้งแต่ยังบอกความรู้สึกเองไม่เป็น จนแยกแยะและบอกเองได้ละเอียด แล้วก็กระตุ้นให้คิดหาทางแก้ปัญหาก็ทำมาบ้างเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าการใช้คำพูด ขั้นตอน ความละเอียด และระดับมันต่างจากเดิม เล็กๆ จะเริ่มจากสอนให้รู้จักอารมณ์ ช่วยแก้ปัญหาให้ พอโตอีกนิดก็ให้ตัวเลือกในการแก้ปัญหา แล้วให้ตัดสินใจเองว่าเอาไงดี ต่อมาก็ต้องให้คิดเองมากกว่าเดิม) แต่ก็อาจจะไม่เป็นขั้นตอนแบบนี้เสมอไป แล้วแต่เหตุการณ์และเรื่องราว แต่ขั้นแรกต้องให้หยุดคิดก่อนให้ได้ และสุดท้ายต้องให้หาทางออกเองให้ได้ ดีหรือไม่ดี เราก็ฟังลูกไปก่อน และไม่แย้งลูก ถ้าแย้งก็จะไม่อยากพูดออกมาให้ฟังอีก เราค่อยเพิ่มเติมให้ก็ได้ว่า "หรอ ถ้าเป็นแม่นะ แม่จะลองทำแบบนี้" หรือหาทางสอนตอนอื่นที่ไม่ใช่ตอนเกิดเหตุ
ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ
อันนี้ให้ช่วยกันคิดหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ลูกมีปัญหาหรือหงุดหงิดอะไร

เมื่อเดือนที่แล้วตอนไปงานหนังสือเด็กฯ ตอนจะกลับจากงานหนังสือ โดนรปภ.ของ MRT ห้ามเข้าเพราะมีลูกโป่งมาด้วย ซึ่งเป็นลูกโป่งที่นำทางไปนั่งรอด้วยความอดทน รอจนเค้าเล่นเกมส์แล้วแจก ยกมือและเดินไปหน้าเวทีคนแรกเพื่อจะเอาลูกโป่งนี้ แต่กลับโดนห้ามเอากลับบ้านซะนี่ แรกทีเดียวนำทางก็บอกแม่ทันทีว่า "งั้นกลับแท็กซี่นะ" อืมมม...คิดได้นะลูก แม่ก็เห็นใจนะ ตั้งใจอยากได้มากมายขนาดนั้น ก็พากันออกไปยืนรอแท็กซี่ ฝนก็ลงเม็ดปรอยๆ พอเรียกแท็กซี่ก็ไม่ไป (ศูนย์สิริกิติ์ไปลาดพร้าวซอย 1 ไหวมั้ยล่ะ เวลา 6 โมงเย็นหนะ)
ยืนกันไปพักนึง แม่ก็คุยว่า "ถ้าเราไปแท็กซี่เนี่ยมันไกลมาก และรถติดมาก และค่าแท็กซี่เกินร้อยแน่ แต่ถ้านั่งรถไฟไม่มีรถติด แป๊ปเดียวถึงบ้าน ค่ารถไฟแค่ 33 บาทเองด้วย แล้วเนี่ย เรียกแล้วแท็กซี่ก็ไม่ไปเพราะว่ามันไกลมาก เค้าก็ไม่อยากไปหรอก จะยืนรอไปเรื่อยๆ ไม่ได้กลับบ้านแน่ หรือลูกจะตัดใจไม่เอาลูกโป่งกลับบ้าน แล้วเราก็กลับรถไฟกันดีล่ะ"
นำทางว่า "ลูกรู้แล้ว งั้นเดี๋ยวเราค่อยไปซื้อที่ร้านที่มีลูกโป่งแล้วเอากลับไปเล่นที่บ้านทับปริกกันดีมั้ย ลูกจะเอาลูกโป่งนี้ไปให้พี่คนที่ลูกเล่นด้วยเมื่อกี๊"
โอยยย แม่ดีใจมาก นึกว่าจะไม่ยอมตัดใจง่ายๆ เลยเดินกลับเข้าไปในงาน ไปตรงที่เล่นสไลเดอร์บ่อบอลเพื่อหาพี่คนนึงที่นำทางถูกใจมาก ชวนเค้าเล่นด้วยกันอยู่นานสองนาน แต่ไปถึงพี่เค้าไม่อยู่ซะแล้ว เลยให้พี่คนที่เจอแทน ถามแล้วพี่เค้าบอกว่ากลับรถยนต์ก็เลยให้ไป แล้วนำทางก็ยิ้มๆๆๆ หน้าบานนน ดูท่าทางดีใจมากที่ตัวเองยอมได้และหาทางออกได้
พอมาขึ้นรถไฟใต้ดินก็บอกว่า "ขึ้นรถไฟไม่เปลืองน้ำมันเพราะว่ามันยาวมากกก ไปกันได้หลายคน" แล้วพอกลับถึงบ้านก็ยังพูดถึงเรื่องนี้อีกว่า "ลูกสนุกแล้วก็ให้พี่สนุกด้วย" ^^
...............
อันนี้เหตุการณ์ที่ลูกหงุดหงิแล้ว

นำทางเล่นสี finger paint แล้วอยากจะปั๊มเท้าตัวเอง แม่ทำกับข้าวอยู่ในครัว เด็กร้องกระจองอแงเดินมาบอกว่า "แมมม่ ลูกปั๊มไม่ได้ แงงง" แม่ก้มมองดูเห็นร่องรอยว่าที่เท้าแทบไม่มีสีติด
แม่ : มันเป็นยังไงคะ
นำทาง : มันปั๊มแล้วก็ไม่ติดซักที แงงง
แม่ : วันก่อนหนูปั๊มใบไม้ยังไงนะ
นำทาง : ก็ทาสีแล้วก็ปั๊ม
แม่ : ทาสีที่ไหนคะ
นำทาง : (หยุดร้องแล้วนิ่งนิดนึงเหมือนคิดอะไรออก) ที่ใบไม้แล้วก็ปั๊มลงไป
แม่ : แล้วเมื่อกี๊หนูทาสีที่ไหนคะ
นำทาง : ที่กระดาษ
แม่ : แล้วทีนี้รู้ยังว่าจะทำยังไงดีให้ปั๊มเท้าติด
นำทาง : ทาสีที่เท้า
แม่ : เอ้า ไปลองดูสิว่าจะได้มั้ย
สำเร็จจนได้ แม่เลยลองถามว่า "แล้วหนูรู้มั้ยว่าทำไมทาที่กระดาษก่อนแล้วถึงปั๊มไม่ติด"
นำทาง : ไม่รู้
แม่ : ลองจับดูสิ สีที่กระดาษมันเป็นยังไง
นำทาง : มันแห้ง
แม่ : รู้แล้วใช่มั้ย ทาที่กระดาษสีมันแห้งเร็ว
นำทาง : อื้อ ทีนี้ลูกจะปั๊มมือบ้าง
...............
ส่วนนี่เหตุการณ์เมื่อวานนี้เอง พ่อลูกตอนแรกก็ทำด้วยกันดีๆ พักเดียวแว๊กมาหาแม่ซะแล้ว

คือคุณป๊ากับคุณลูกจะใช้เกรียงฉาบปูนทั้งคู่ ก็เลยเกิดปากเสียง ป๊าก็จำเป็นต้องใช้ ลูกก็อยากจะใช้ เริ่มมีเอ็ดกัน เมื่อตกลงกันไม่ได้ ลูกก็ร้องมาหาแม่ แม่ต้มข้าวโพดอยู่ เห็นลูกร้องง้องแง้งมาก็เลย "ทำตัวเองให้มีปัญหา" นิดนึง ด้วยการเอาช้อนเล็กตักฝักข้าวโพดในหม้อแล้วร้องขึ้นมา
แม่ :โอ๊ยยยยย ร้อนๆๆๆ ร้อนจังเลย ตักก็ไม่ได้ บลาๆๆๆ บ่นๆๆๆ (นาทีนี้ลูกเงียบแล้วตกใจแม่แทน 55)
แม่ : (นิ่งแว้บนึง) อ๊ะ คิดออกแล้ว (เดินไปหยิบทัพพีมาตักแทน โดยที่คุณลูกยังเงียบอยู่และมองตามตลอด) ค่อยยังชั่วหน่อย ตอนแรกมัวแต่โวยวายเลยคิดไม่ออกเลย พอหยุดคิดก็เลยคิดออก ... อ่ะ เมื่อกี๊ลูกว่าไงนะ มีอะไรคะ
นำทาง : ก็ลูกจะทาปูนแต่ป๊าก็จะเอาด้วย
แม่ : หรอ จะใช้พร้อมกันหรอ แล้วจะทำยังไงล่ะ
นำทาง : (พาเดินมาถึงตรงป๊า) งั้นลูกเอาอีกอันก็ได้
แม่ : (^____^) พอหยุดร้องก็คิดออกเลยใช่ม๊าาาาา ดีลูก จะได้ใช้กันคนละอัน
ป๊า : อีกอันหาไม่เจอ (อ่าว แป่ววว)
แต่ป๊าก็เปลี่ยนไปใช้เกรียงอีกแบบที่อันใหญ่กว่า แล้วให้ลูกใช้อันเล็กที่แย่งกันตอนแรก จบลงด้วยดี นั่งทำกระหนุงกระหนิงกันต่อ :)
ตอนนี้เลยได้ทำให้นำทางได้หยุดคิดบ้าง (แม้บางทีจะแว้งมาก่อนแล้ว ^^") แต่สงบลงได้เร็วกว่า เพราะเค้าจะเริ่มหยุดคิดหาทางออก และพอแม่วางแผนไว้ได้แล้ว ก็จะหยิบมาใช้ได้ไวกว่าเดิม พาลูกให้สงบและคิดหาทางออกเองได้ ไม่ต้องคิดแทนเค้า บางครั้งหากลูกคิดไม่ออกจริงๆ ก็แค่ช่วยไกด์ๆ อ้อมๆ ให้หน่อย ปล่อยให้ลูกได้คิดต่อ นอกจากจะรู้จักคิดแก้ปัญหาแล้ว คงจะช่วยให้ลูกภูมิใจในตัวเองด้วยที่หนูก็คิดเป็น พอเค้าคิดได้ แม่ก็ไม่ลืมที่จะแสดงความภูมิใจในตัวลูกและเอ่ยปากชื่นชมให้รู้ว่า "หนูทำไดดดด้ ปี๊บ ปี๊บๆ"
ลิงค์ถาวร
|