ความเดิมตอนที่แล้วคือรอเกี่ยวข้าวอีกรอบต้นปีหน้า เมื่อทำใจรับสภาพได้แล้วว่าต้องรอไปอีกรอบ ระหว่างนั้นพี่หมูจาก "กระจกเงา" เรียกตูนไปช่วยงานที่เชียงรายเป็นล่ามให้กับอาสาสมัครชาวสิงคโปร์ที่มาทำงานอาสาให้กับหมู่บ้านรวมมิตร ช่วงเดือนธันวาฯประมาณ 20 วัน จริงๆ ก็ขี้เกียจเดินทางอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยสภาพที่ต้องการฆ่าเวลา ประกอบกับสภาพที่อึดอัดภายในบ้าน ผมจึงตอบตกลงแบบไม่ต้องคิดมาก ถือว่าออกไปเปลี่ยนบรรยากาศด้วยก็ดีเหมือนกัน
ตอบตกลงแล้วก็เตรียมวางแผนเที่ยวคือไปเยี่ยมญาติที่เชียงใหม่สัก 2-3 วัน ประกอบกับช่วงนั้นมีงานพืชสวนโลกทางนั้นก็มีบัตรฟรีชวนกันไปด้วย ผมได้เข้าไป 2 รอบ ทั้งที่ในใจต่อต้านและรู้สึกชิงชังงานมหกรรมของพวกนักจัดงาน นักสัมปทาน เสร็จแล้วไม่รู้จะคิดจุดประสงค์อะไรก็เอาในหลวงเนี่ยแหละฟังดูชอบธรรมดีบอกว่าเป็นการเฉลิมพระเกียรติ แต่จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้ไม่เคยอยู่ในหัวนอกจากเม็ดเงินที่จะได้จากการจ้างงานและการหาแดกจากสัมปทานรัฐเท่านั้น หลังจากกลับมาจากเชียงรายคราวนั้น เราได้ "นำทาง" กลับมาด้วย ระหว่างนั้นก็ฆ่าเวลาอีกด้วยการไปฝากท้องที่กรุงเทพฯ แล้วถือโอกาสพักที่กรุงเทพฯ ต่อสัก 2-3 วันหรือเกือบอาทิตย์ ด้วยว่ามันรู้สึกสบายตัวกว่าเยอะเลยกับการที่ได้อยู่บ้านของตัวเอง ความรู้สึกนี้คนที่ไม่เคยอยู่บ้านคนอื่นเป็นเวลานานๆ จะไม่สามารถรับรู้ได้เลย ช่วงต้นเดือนกุมภาฯ ผมฆ่าเวลาต่อไปอีกด้วยการไป อาสาสมัครทำกุฏิดิน อีกเกือบสัปดาห์ กลับมาบ้านที่แปดริ้วอีกครั้งข้าวเริ่มออกรวงสีเขียวแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์ก็ได้เวลาเกี่ยวอีกครั้ง หนนี้เราตั้งท่าอยู่แค่ 2-3 วันก็ได้เอ่ยปากถามป้าเรื่องที่ดิน เสียงตอบรับ "เดี๋ยวป้าจัดการเอง มึงไม่ต้องไปพูดอะไรอีก" เอาล่ะปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ประมาณ 2-3 วันป้ามาบอกว่าพรุ่งนี้เรียกธงชัย(รับจ้างขุดที่)ให้มาดูที่แล้วขุดได้เลย 4 ไร่ อา ช่างเป็นสิ่งที่อยากได้ยินมานานเหลือเกิน เลยโทรไปติดต่อธงชัยทันทีและธงชัยนี่แหละที่เป็นปัญหาตัวที่สามของเรื่องนี้ อารมณ์ชักจะเหมือนเรื่อง A Series of Unfortunate Events (อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย) เข้าไปทุกที