|
ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขากลม อยู่ห่างจากบ้านนำทาง 19 กม. แล้วก็เลยหาดนพรัตน์ธารา (แม้จะคนละเลี้ยว) ไปอีกนิดเดียวเอง เมื่อวันศุกร์เราก็เลยพากันไปทัศนศึกษากันมา ได้เทคนิคดีๆ และไอเดียแจ่มๆ กลับมาด้วย ชอบใจขนาดต้องถ่ายรูปผ่านหน้าต่างรถในทันทีที่ไปถึงแม้ว่าฝนกำลังเทก็ตาม


รีบเก็บภาพจะเอามาฝากคนที่ชอบบอกว่า "ไม่มีที่ปลูกๆ" (แต่แหมไม้ดอกไม้ประดับปลูกได้เนอะ) และก็สำหรับบ้านนำทางเองที่ประสบปัญหาหมาไก่ตามเหยียบผักต้นน้อยประจำ เลยไม่ค่อยกล้าเอาผักลงพื้นดินต้องใส่กระถางไว้ให้นานที่สุด วางกันไว้จนเต็มบริเวณเพาะกล้าแล้ว
เคยคิดแต่จะทำสวนผักแนวตั้งแบบที่ใช้ไม้ระแนง หรือจะเอาไม้ไผ่มาทำเป็นแผงแล้วเอากระถางหรือภาชนะเพาะปลูกน้ำหนักเบาแขวนๆ ติดไว้ก็คงงามดี (ถ้าคิดไม่ออกให้นึกถึงป้ายรถเมล์ในกทม.) แต่สรุปก็ยังไม่ได้ทำซะทีหนะนะ เพราะพื้นก็ยังว่างอยู่ พอได้เห็นไอเดียน่ารักๆ เพิ่มมายิ่งอยากทำ ผักต้นน้อยติดดินจะได้ปลอดภัยจากหมาจากไก่ซะที
แบบแรกคือรางไม้ไผ่ แต่ต้องหาท่อนใหญ่หน่อยสิ ท่อนเท่านี้หายากนะเนี่ย แล้วในกรุงจะหาได้มั้ย เอาเป็นท่อ PVC เจาะรูแทนดีมั้ย แต่ก็คงดูไม่เนียน ไม่เข้ากับต้นไม้รึเปล่า เอาเป็นว่าท่อนหรือท่อหรือรางอะไรก็ได้ที่หาได้ เหลือใช้ มาเจาะรูป แล้วจัดการทำเป็นที่ปลูกผัก (พวกที่ไม่ใหญ่โตนักนะจ๊ะ) ทำหลายชั้นก็ได้แล้วแต่ความสูงเสา ทำรอบบ้านเป็นรั้วกินได้อีกแบบที่ดูน่ารักน่ากินจริงๆ



หลังจากปิ๊งๆ กับรางผักไปแล้ว เข้าไปข้างใน โอววว...เมพอีกแล้ว นึกไม่ถึงอย่างแรง

ไม่ใช่ยางรถนะ อันนั้นเห็นบ่อยแล้ว แต่ที่แขวนอยู่นี่สิ...

ตะแกรงหน้าพัดลมค๊าาา แหม...ทำไปได้ (ว่าแต่ไปหามาจากไหนเยอะแยะเนี่ย ^^")

เค้าเรียกว่า "การปลูกผักไฮโซ"

แขวนยาวเป็นรั้ว กับยางรถเป็นกระถางด้านล่างอีก สวยมากๆ รั้วสดใสดูมีชีวิต

นั่งพูดคุยกับอาสงวน (ผอ. หรือผู้ก่อตั้งศูนย์นี่เอง) อายุ 50 ปี ฟังแกเล่าเรื่องจุดหักเหจากคนทำงานกินเงินเดือน 28,000 แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ มีคนเคยเขียนเล่าไว้แล้วก็ขอก๊อปข้อมูลมาลงเลยแล้วกัน
---สงวน มงคลศรีพันเลิศ ผู้บุกเบิกศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงบอกเล่าถึงความเป็นมาของศูนย์แห่งนี้ว่า เริ่มต้นมาจากปี 2540 ตัวเองเป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งใน จ.ปราจีนบุรี มีรายได้ถึงเดือนละ 28,000 บาท แต่ไม่เคยมีเงินเหลือเก็บ คิดถึงในหลวงสอนให้คิดเรื่องกินก่อนคิดเรื่องเงิน จึงตัดสินใจกลับบ้านที่ จ.กระบี่ เริ่มต้นทำเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีต้นทุนอยู่ที่ดิน 8 ไร่ ศึกษาและเรียนรู้เองจนตกผลึกทางความคิดว่า เมื่อจะทำเกษตรแบบพอเพียงต้องสร้างโรงปุ๋ยก่อน ประกอบกับพื้นที่เป็นสวนปาล์ม ทางปาล์มมีเยอะเป็นอาหารของวัวที่มีด้วยกัน 4 ตัว โดยใช้ทางปาล์มซึ่งชาวสวนต้องตัดทิ้งอยู่แล้วนำมาเข้าเครื่องบดเป็นอาหารให้วัว เมื่อวัวถ่ายออกมา นำมูลของมันหมักในบ่อก๊าซชีวภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซหุงต้ม ส่วนขี้วัวที่เหลือยังไปทำเป็นอาหารปลาและปุ๋ยหมักได้ โดยมีการคำนวณว่ามูลวัว 1 ตัว จะมีปริมาณถึง 2 ตันต่อเดือน ได้แก๊สชีวภาพ 15-16 กิโลกรัม---
คุยกันไปได้ข้อสรุปตรงกันว่าพวกเรามันพวก "ขี้คร้าน" ไม่อยากทำงานนั่นเอง 555 คุณอาแกก็ว่าแกขี้คร้าน ป๊านำก็บอกว่าขี้คร้าน พวกคนขี้คร้านเลยลาออกจากงานมาทำน้อยๆ อยู่ไปชิลล์ๆ แต่ก็มีกินมีเหลือ! เดี๋ยวนี้แกมีเงินเหลือปีละเป็นล้าน อย่างนี้ต้องเรียกขี้คร้านจนได้เรื่อง
ที่เราคุยกับคุณอาแกก็พูดถึงเรื่องความคิดในการที่จะทำ แกถามเราว่าจะเริ่มทำแบบนี้เนี่ยมันยากตรงไหน ทำไมคนทำกันไม่ได้ เราว่า "ยากตรงที่คิดจะเริ่ม" คนมันเริ่ม มันเปลี่ยนแปลงอะไรกันยากเหลือเกิน แกถามว่าแล้วทำไมถึงคิดจะทำ ป๊าบอกว่าเพราะมัน "ต้องทำ" แกหัวเราะชอบใจ
---หลายคนตั้งคำถามกับตัวเองว่าเศรษฐกิจพอเพียงทำไม่ได้ เพราะไม่มีที่ดิน ไม่เคยทำเกษตรมาก่อน แต่สงวนบอกว่าเหล่านี้เป็นเพียงแค่ข้ออ้าง ที่ดินที่มีขอแค่ สัก 1 งานพอจะมีไหม อันดับต่อมาสมาชิกในครอบครัวที่จะมาร่วมแรงร่วมใจกัน สุดท้ายน้ำแสงแดดไม่ต้องหาประเทศไทยมีหมด เหลืออย่างเดียวกระบวนการคิด ซึ่งต้องเรียนรู้ออกแบบเศรษฐพอเพียงให้เหมาะกับตัวเอง ความคิดความรู้จึงเป็นเรื่องสำคัญ---
เอาเข้าจริง ต่อให้มีไม่ถึงงาน หรือจะอยู่ทาวน์เฮ้าส์ เราก็คิดว่าเราจะทำบ้างนะ ไม่สามารถมีไม้ใหญ่นัก อย่างน้อยก็พืชผักสวนครัว มันก็ไม่ได้ต้องการที่อะไรมากมาย เพียงแค่เลาะกระเบื้องออก เอาไม้ดอกไม้ประดับแทนที่ด้วยของกินได้ รั้วก็ปลูกผักที่เป็นไม้เลื้อยพันตามรั้วไปด้วย แล้วยิ่งมีไอเดียสวนแขวนติดกำแพง สวนลอยฟ้าแบบนี้ยิ่งได้อีกโข แค่นี้ก็ไม่ต้องซื้อไปหลายอย่างแล้ว (ก็ผักในตลาดมันก็มีอยู่ไม่กี่อย่างเอง ซ้ำๆ กันทั้งเพ)
คุยกันสักพักเราก็ไปเดินชมรอบๆ ศูนย์กัน ซึ่งที่นี่มีจุดเรียนรู้ต่างๆ ถึง 22 จุด (แต่พวกเราก็ไม่ได้ดูทุกจุดหรอก อะไรที่ต้องใช้เครื่องจักร เลี้ยงวัวอะไรก็ข้ามไปก่อน ขอเรื่องเกี่ยวกับเพาะปลูกก่อน)

จุดที่ 1 การเลี้ยงวัว, แพะ (สัตว์ 4 กระเพาะ) ครบวงจรโดยไม่กินหญ้า ใช้ทางปาล์มน้ำมันมาบดและหมักเพื่อใช้เป็นอาหารแพะและวัวแทนหญ้า
จุดที่ 2 การทำปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศ
จุดที่ 3 การปลูกผักระบบใต้ดิน (ปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ)
จุดที่ 4 การผลิตอาหารสัตว์จากทางปาล์มน้ำมัน
จุดที่ 5 การปลูกพืชผสมผสาน จำนวน 5 ไร่ แก้จน
จุดที่ 6 การเลี้ยงปลาแบบบ่อ 3 ด้าน โดยการทำบ่อปลาติดผนังบ้าน หรือโรงเรือนต่างๆ เพียง 3 ด้าน เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย
จุดที่ 7 การทำน้ำส้มควันไม้ครบวงจร ได้จากการสกัดน้ำจากควันไม้ประเภทส้ม
จุดที่ 8 การอบสมุนไพร
จุดที่ 9 การทำและการเลี้ยงจุลินทรีย์โดยใช้ภูมิปัญญาไทย
จุดที่ 10 การเลี้ยงเป็ด, ไก่ (คอล่อน)
จุดที่ 11 การทำเตาก๊าซชีวภาพกลายเป็นแก๊สหุงต้มโดยใช้มูลสัตว์
จุดที่ 12 การทำน้ำมันไบโอดีเซลโดยใช้ภูมิปัญญา
จุดที่ 13 ตู้อบสมุนไพร
จุดที่ 14 การทำน้ำยาล้างจาน
จุดที่ 15 การทำอาหารปลาดุก
จุดที่ 16 การทำน้ำมันนวด
จุดที่ 17 การทำเห็ดอบโอ่ง
จุดที่ 18 การปลูกพืชตีกลับ คือการปลูกกล้วยโดยนำเอาส่วนยอดลงเพื่อเพิ่มจำนวนของหน่อที่จะเกิดขึ้น
จุดที่ 19 การเพาะถั่วงอก
จุดที่ 20 การทำถังแก๊สขนาดย่อม
จุดที่ 21 การทำปลาเค็มอบดิน
จุดที่ 22 การทำน้ำจุลินทรีย์หน่อกล้วย
เล้าเป็ด อันนี้เราก็จะเลี้ยงกันอยู่ แต่จะเลี้ยงแบบปล่อยเค้าอิสระในบ่อที่กำลังจะขุด และเราจะเลี้ยงแค่พอประมาณเก็บไข่ได้

มีเลี้ยงผึ้งด้วย

ตรงนี้ติดสวนยาง(คนอื่น) อากาศชื้น โดนยุงกัดตัวลายกันเลย

กรงเลี้ยงแพะ มีหลายตัวเชียว ซึ่งแพะกินทางปาล์มบด แล้วก็เอาขี้แพะ(อัดเม็ดออกมาจากตัวให้เสร็จ)ไปเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้พืชผัก แต่แพะนี่เราขอข้ามไปไม่คิดเลี้ยง เนื่องจากซนมาก ชอบปีนป่ายต้นไม้เล็กๆ จะหักพังหมด แล้วถ้าจะให้เลี้ยงแบบขังอย่างนี้ก็ไม่เอา สงสารเค้าอีก

ลูกเป็ดหลงทาง หลุดมาจากเล้า

กรงไก่ก็มี แต่ที่เห็นอยู่นี่ไม่รู้ว่าปล่อยมาหย่อนใจ หลุดมา หรือว่าบ้านอื่น (นำทางก็กำลังจะเลี้ยงไก่นะ รอป๊าทำเล้าไก่อยู่เนี่ย)

ฐานการเรียนรู้พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน แต่พวกใช้เครื่องจักรเนี่ย พวกเราขอละไป ไม่ได้สนใจในรายละเอียด (ป๊ากะว่าตำแล้วบีบน้ำมันกับมือกันเลย ^^")





ไฮไลท์ของที่นี่ที่ทำให้คนมาดูกันมากคือ การปลูกพืชตีกลับ ปลูกกล้วยโดยเอาส่วนยอดลงดินแทนฝังราก ผลการปลูกแบบนี้คือต้นจะเตี้ยกว่าเดิม ให้ผลผลิตเร็วกว่า และมากกว่าเดิม (วันนี้พวกเราก็ทดลองกันไปเรียบร้อยกับกล้วยไข่ 1 ต้น รอดตายแล้วจะมาเล่าให้อ่าน ^^)
---ในบรรดาจุดเรียนรู้ต่างๆ นี้ น่าสนใจเรื่องการปลูกพืชตีกลับ ซึ่งคุณสงวนได้โชว์ให้เห็นด้วยการนำหน่อชี้ฟ้าเอาส่วนต้นที่มีใบลงดินว่า ถ้าปลูกกล้วยโดยนำหน่อหรือโคนลงดินเหมือนที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปจะได้ต้นกล้วย 1 ต้น เมื่อออกลูกจะได้เครือหนึ่งประมาณ 7-8 หวี แต่ถ้าปลูกเอาปลายลง จะได้ต้นกล้วย 3-4 ต้น ได้กล้วย 3-4 เครือ แต่ละเครือจะได้กล้วยถึง 10 หวี วิธีนี้สามารถใช้ได้กับกล้วยได้ทุกชนิด
หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วต้นไม่ตายหรือ คุณสงวนตอบแบบติดตลกว่า "กล้วยมันมีปัญหาเลยเรียกประชุมกันด่วนว่าทำไมมั่วจังเลย เกิดสึนามิหรือเปล่า ประมาณ 15 วัน มันจะรีบขึ้นมาอย่างน้อย 3-4 ต้น พร้อมกันเลย พอมันขึ้นมาแล้ว มันจะพึ่งตัวเองคือมันจะกินตัวมันเองที่มีจุลินทรีย์เราไม่ต้องใส่ปุ๋ย"
ทั้งนี้ ต้นกล้วยที่ได้จะมีความสูง ไม่เกิน 1.50 เมตร และจะออกเครือเร็วกว่ากล้วยที่ปลูกด้วยการนำหน่อลงดิน ที่สำคัญขนาดของลูกจะใหญ่ขึ้น
นอกจากนี้ คุณสงวนยังมีวิธีการเพิ่มมูลค่าของกล้วยด้วยวิธีการแต่งกลิ่นเข้าไป อยากได้กล้วยรสทุเรียน รสสตรอเบอรี่ รสวานิลลา หรือรสสละก็สามารถทำได้ตามใจชอบ จากเดิมขายกล้วยได้หวีละ 10 บาท แต่พอแต่งกลิ่นและรสชาติพวกนี้แล้วสามารถขายได้ถึงหวีละ 45 บาท
สำหรับวิธีการทำนั้นคุณสงวนบอกว่าไม่ยากเลย พอตอนกล้วยออกปลีก็ไปเจาะหรือกรีดลำต้นเป็นรูปสามเหลี่ยมจนถึงไส้ทำให้เกิด แผล จากนั้นนำหัวเชื้อเข้มข้นและกลิ่นต่างๆ ที่ต้องการ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ในท้องตลาดจำพวกเดียวกับที่ใช้ทำกลิ่นไอศครีม ตกขวดละ 10 กว่าบาท นำมาชุบสำลีแล้วยัดเข้าไปในไส้ต้นกล้วย จากนั้นปิดไส้ต้นกล้วยให้เหมือนเดิม สักสองเดือนกล้วยก็สุกและจะได้กล้วยตามกลิ่นที่ใส่เข้าไป---


เดินรอบศูนย์ฯนี้จะนึกอยากกินสลัดขึ้นมา ผักสด ไร้สาร งามๆ ได้ปุ๋ยจากน้ำบ่อเลี้ยงปลาและขี้แพะ

สวยด้วย กินได้ด้วย ปลูกผักก็ดูเป็นไม้ประดับได้ถ้ารู้จักคิดซะอย่างหนะนะ




สุ่มไก่ก็ปลูกไม้เลื้อยสวย ^^



"เห็ดอบโอ่ง" เห็ดเป็นอะไรที่อยากได้มาปลูกมาก แต่ก็ยังหาที่ซื้อถุงเห็ดไม่ได้ซะที ถามที่นี่เค้าก็ยังไม่มีแจกไม่มีขาย รับจากที่อื่นมาอีกทีเหมือนกัน

มีกล้าไม้ขายนิดหน่อย เราก็เลยได้มะละกอสีทอง, มะละกอสีเขียว (แขกดำ) กับแปะตำปึง ติดไม้ติดมือกลับบ้าน


เดินกันจนรอบแล้ววกกลับเข้ามานั่งคุยกันต่อ แวะพักทายาให้นำทางเนื่องจากตุ่มยุงเต็มตัว Y_Y


ไปดูการปลูกแบบใต้ดิน (อยู่ต่ำกว่าระดับพื้นเดิม เหมือนเป็นบ่อที่มีคันโดยรอบ) แล้วก็กางมุ้งไว้ด้วย ริมทางเดินด้านนอกก็จะมีผักหวานปลูกไว้ยาวเป็นแนว แซมด้วยอย่างอื่นบ้าง

การปลูกโดยมีคันดิน (ลึกลงไปประมาณ 2 เมตร) แบบนี้อาสงวนบอกว่าจะช่วยกันมรสุมให้กับผัก และมุ้งจะช่วยชะลอฝนแรงๆ ให้ค่อยๆ ลงมาเป็นฝอย น้ำในนี้จะไม่มีท่วมขัง


ของเด่นของแปลกอีกอย่างที่เราเข้ามาดูในนี้คือการปลูกมะละกอแนวราบ พอมะละกอซักประมาณนี้ ให้จับเอนลงติดพื้น จะทำให้ออกลูกเร็วขึ้น (แกบอกว่ามันกลัวตายเลยรีบออกเร็วๆ 55)



อันนี้รุ่นเก่าๆ ที่ยังไม่ได้ทำแนวราบ แต่ก็ลูกดกกันถ้วนหน้า

วันนั้นมีเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่งมาเรียนรู้อยู่ด้วยตรงจุดบ่อปุ๋ยหมักแก๊ส ซึ่งติดกับโรงเลี้ยงวัว เอาขี้วัวมาใช้ได้สะดวก




น้องวัวตัวนี้ตากลมใส ดูน่ารักมากเลย (นำทางบอกว่าจะขี่วัว แต่พอเจอวัวใหญ่บอกว่า "ต้องให้น้องนำตัวใหญ่เท่าวัวก่อนถึงจะขี่วัวได้" ตัวเองเคยขี่แล้วก็จำไม่ได้อีก ^^")

จากนั้นก็ลากลับเพราะเห็นแกสอนเด็กอยู่ แต่ไว้จะต้องมาอีกแน่นอนเพื่อเก็บรายละเอียดเพิ่ม มาแบบมาฟังอบรมด้วยเลย เป็นโปรแกรม 3 วัน 2 คืน (สำหรับคนต่างถิ่นก็มาค้าง เราก็ไปกลับเฉยๆ) แต่แกบอกว่าเต็มหมดแล้วถึงเดือนธันวาคม ... โอว แม่แจ้า T T
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :
ติดต่อ : 08-9590-6738
บ้านเขากลม หมู่ 7 ต. หนองทะเล จ. กระบี่
ตามไปดูกล้วย "รสทุเรียน-สตรอเบอรี่" เกษตรกรดีเด่นแนะปลูก "ผักไฮโซ"
ลิงค์ถาวร
|