|
ต่อจากตอนที่แล้ว ว่ากันด้วยเรื่องบ่นๆ ว่าๆ สอนๆ ไปแล้ว แล้วถ้าไม่(จำเป็นต้อง)บ่นไม่(จำเป็นต้อง)ว่าล่ะ คือแม่ก็ได้รับคำครหามาจากน้านำทางอีกเหมือนกันหละ บางทีน้าก็ "แม่มาจัดการสิ" "แม่สอนลูกบ้างสิ" ... บางทีการไม่สอนก็คือสอนแล้วหนะ :)
เด็กแต่ละช่วงวัยจะมีพฤติกรรมที่ต่างกันไป พัฒนาไปตามอายุ ไม่ว่าจะพัฒนาขึ้นหรือพัฒนาลงก็ตาม มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ว่ากันด้วยพฤติกรรมด้านลบละกัน ซึ่งก็คงสามารถยกตัวอย่างได้แต่ของนำทางหละ ปัญหาหลักๆ ที่พบเจอในแต่ละช่วงก็มี...
ตอนช่วง 1+ ขวบ ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือกินอาหารยาก กินน้อยมากกก กลุ้มบ้างแต่ก็ไม่ได้ไปบังคับขู่เข็นหรือกดดันลูกนักหนา เพราะรู้ว่านำทางติดนมแม่ ติดมากๆ และอยู่ด้วยกันตลอด สามารถกินได้ตลอดเวลา เลยไม่ง้ออาหารอื่นเท่าไหร่
ตอนช่วง 2+ ขวบ การกรีดร้องเสียงดังๆ และร้องไห้นานๆ เป็นเรื่องที่กดประสาทแม่ที่สุด ถ้าไม่พอใจหนักๆ ก็จะยืนร้องมันไปอยู่นั่นนานสองนาน อันนี้แม่ก็จัดการแตกต่างกันไปตามแต่เรื่องราว(และอารมณ์) แต่ก็ไม่เอามากลุ้มมาเครียดอะไรมาก เพราะรู้ว่าวัยนี้เริ่มคิดอะไรได้เยอะ แต่ยังไม่สามารถสื่อสารออกมาได้ตรงใจตัวเองหมด ยังไม่สามารถจัดการนั่นนี่อะไรด้วยตัวเองได้อย่างดีนัก อะไรๆ มันไม่ได้ดั่งใจหนะว่างั้น เลยหงุดหงิดและใช้เสียงร้องแทน
ตอนช่วง 3+ ขวบ เริ่มเก่งมากละ ทำอะไรๆ เองได้เยอะละ เรียนรู้อะไรก็ทำได้ไว พัฒนาการปรู้ดๆๆ แต่...คนอื่นไม่ทันใจ และต้องการความสนใจในสิ่งที่พูดที่ทำอย่างมาก แม่ก็พยายามใส่ใจและโต้ตอบเสมอๆ แต่ในยามที่ไม่สามารถตอบสนองได้ทันควันหรือไม่ตรงใจดังที่เจ้าตัวเค้าคิดไว้เอง ก็จะหงุดหงิดขัดใจ ง้องแง้ง งุ่นง่าน และเวลามีเรื่องอะไรที่อยากพูดก็จะเวียนบอกกับทุกคนที่อยู่ด้วยเหมือนเดิมเป๊ะๆ ทุกคนต้องฟังและตอบรับ ไม่งั้นจะเริ่มพูดใหม่แต่ต้น! แม่ก็จัดการไปตามสถานการณ์อีกหนะแหละ แต่ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะรู้ว่าเรื่องนั้นๆ มันจำเป็นสำหรับลูก ลูกต้องการแสดงออกให้เห็น ลูกต้องการพูดคุยตอบโต้อย่างมากกกกกกกก
จะเห็นได้ว่ามันก็ดูเหมือนแย่นะ ดูเหมือนหนักนะทุกปัญหาที่ว่ามา แต่วันนึง พฤติกรรมนั้นๆ มันก็ผ่านไปตามวัย เรื่องเดิมหมดไปมีเรื่องใหม่มาแทน (หากได้รับการตอบสนองต่อพฤติกรรมนั้นๆ อย่างเหมาะสม ถ้าไม่เหมาะสมมันก็คงสะสมเพิ่มพูนทั้งเก่าทั้งใหม่หละทีนี้) ให้คนเป็นแม่ได้ใช้สมองและสองมือ (ในการโอบกอดหนะ ไม่ใช่ตบตี) อย่างหนักที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต ดังนั้น บางทีไม่ต้องไปเครียด ไปคิดกลุ้มให้มันมาก ไปทำให้เป็นเรื่องใหญ่อะไรนักก็ได้ แค่เข้าใจลูกบ้าง เห็นมั้ยว่ามันก็มีเหตุผลในตัวมันเองว่าเค้าเป็นแบบนี้ๆ เพราะอะไร บางครั้งแม่ก็ไม่ดุไม่ว่าไม่พูดอะไรเลย แค่กอด หอม อุ้ม อยู่กันเงียบๆ ก็ได้ บางครั้งก็ชวนพูดคุยอย่างอื่นปกติก็ได้ ไม่ต้องให้มันเป็นเรื่องไปซะทุกครั้งหรอก แม่คิดว่าการบ่นมากไป ดุมากไป ห้ามมากไป มีกฎเกณฑ์มากไป มันจะทำให้การดุไม่ศักดิ์สิทธิ์หนะ พอจำเป็นต้องดุต้องห้ามต้องสอนเรื่องสำคัญกันจริงๆ มันก็กลายเป็นการบ่นๆๆๆ แบบปกติไปซะแล้ว ลูกไม่ใส่ใจจะฟังหรอก เงียบไปแค่ตอนโดนดุแล้วเดี๋ยวก็ทำใหม่ แต่ถ้าดุเมื่อเป็นเรื่องจำเป็นจริงๆ เป็นเรื่องที่ต้องพูดจริงๆ เค้าก็จะรู้ว่านี่ไม่ได้ละ แม่จริงจัง แม่ไม่พอใจมาก นี่เป็นเรื่องที่เค้าไม่ควรทำจริงๆ
หรือกรณีที่เด็กๆ มักงอแงมาก เช่น ง่วงนอน หิว ฯลฯ และมักจะทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องพานอนพากินให้หาย เด็กง่วงนอนแล้วไม่ยอมนอน ติดเล่น หรือห่วงทำอย่างอื่น ก็มักจะหาเรื่องร้องอยู่เรื่อยๆ นิดหน่อยก็ร้อง อะไรก็ร้อง บางทีไม่มีอะไรก็หาเรื่องให้มีได้ เด็กอารมณ์นี้จะไปหาเหตุหาผลพูดให้หายงอแงเป็นไม่มี จะดุก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร จะมาบอกให้พูดดีๆ ก็ทำไม่ได้ สติสตังแทบไม่มีแล้วหละ ได้แต่ยอมรับว่านี่เด็กง่วง -.-
บางครั้งเมื่อนำทางมีปัญหากับคนอื่น เช่น อากง น้าโบว์ เด็กๆ ด้วยกัน ฯลฯ ส่วนใหญ่แม่มักจะปล่อยให้เคลียร์กันเอง แม้จะไม่ถูกใจกับการจัดการของคนอื่นบ้าง แต่ก็ให้เค้าเรียนรู้เอาเองว่าอยู่กับใครควรทำอย่างไร ใครชอบไม่ชอบแบบไหน ให้รู้ว่าแต่ละคนก็ต่างกันไป ไม่ใช่ว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันจากทุกคน แม่เลยไม่ค่อยแทรกแซง ไม่ไปพูดไปสอนไปจัดการอะไรให้ เพราะการวางเฉยของแม่ในการนี้ก็คือสอนแล้วในอีกทางหนึ่ง และถ้าเราไปจัดการด้วยอีก เด็กก็จะเหมือนถูกรุม แทนที่เค้าจะมีปัญหากับคนเดียวก็กลายเป็นต้องมาฟังหลายคน ยิ่งทำให้อยากจะเม้งแตกเข้าไปใหญ่ ถ้าแม่อยากสอนจริงๆ แม่จะเลี่ยงไปตอนอื่น ตอนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นแล้ว และหาทางสอนผ่านอย่างอื่น ชวนเล่าชวนคุยไปแบบเนียนๆ ยกตัวอย่างที่เหมือนเป็นคนอื่น หรือเล่านิทาน อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องก็ได้ (ถ้ามี) เขาจะฟังมากกว่า และบางทีก็ไม่ต้องสอนเองหมด ตั้งคำถามกับลูกก็ได้ เล่าๆ เรื่องไป แล้วถามให้ลูกคิดต่อว่าถ้าเป็นเค้าจะทำยังไง หรือว่านี่มันถูกผิดยังไง เราก็ได้รับฟังลูกด้วย อาจจะเข้าใจมากขึ้นว่าเค้าคิดยังไงถึงทำแบบนั้น เข้าอกเข้าใจและยอมรับความคิดเค้า ส่วนเหตุผลจะควรไม่ควรก็ค่อยเสริมกันไป
ตอนหน้าขอเป็นตอนสุดท้ายละ มาว่ากันด้วยเรื่อง "ชมให้มีค่า" กันบ้าง
ลิงค์ถาวร
|