|
ตอนนี้จะพูดถึงนอกภาคการเกษตรกลุ่มคนที่ไม่ใช่เกษตรกร ส่วนใหญ่จะอยู่ในตัวเมืองทั้งต่างจังหวัดและเมืองกรุง สำหรับเหล่าลูกจ้าง ชนชั้นแรงงาน (ใครก็ตามที่หยุดวันแรงงานนั่นแหละชนชั้นแรงงานล่ะ) ชนชั้นล่าง ชั้นกลางขั้นต่ำป.ตรี ถึง ป.เอก ทั้งหลาย โดยหลักการแล้วก็คล้ายคลึงกัน ขาดแต่ทรัพยากรและความสามารถในการผลิตอาหาร (ผลิตนะไม่ใช่จ่ายเงินซื้อไปประกอบอาหาร) เพราะว่าภาคการผลิตแรงงานในโรงงานมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ได้ฝึกอบรมมาทางด้านนี้
ดังนั้นความสามารถในการพึ่งตนเองได้โดนตัดทิ้งไปอย่างนึงแล้วโดยกระแสหลักปัจจุบันที่ว่า "เงินคือพระเจ้า" ดังนั้นไม่ต้องคิดอย่างอื่นหาเงินอย่างเดียวเท่านั้นแหละดี คนกลุ่มนี้จะไม่สามารถหาอาหารยัดปากตัวเองได้ถ้าขาดเงินซื้ออาหารกิน วันนี้คนกลุ่มนี้อ่อนเปลี้ยเสียความสามารถอันสำคัญของมนุษย์ไปแล้ว ความจริงที่หดหู่ยังมีตามมาอีก เพราะไม่ใช่แค่ต้องหาเงินมาซื้ออาหารเท่านั้น ยังต้องหาเงินมาซื้อกิเลสและอื่นๆ อีกมากมายที่คิดว่าจำเป็น ก็ยิ่งทำให้เกิดทุกข์มากขึ้น (กลับไปอ่าน สมการความเครียด)
แล้วสงครามแย่งชิงทรัพยากรเงินตราก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อทุกอย่างถูกซื้อได้ด้วยเงิน คนกลุ่มนี้ต้องยึดเป็นสรณะเลยว่าต้องหาเงินเท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้ อันความเป็นจริงของเงินแล้วเงินในระบบไม่ได้มีน้อย มันมีเยอะมากแต่ความสามารถในการหาเงินไม่เท่ากัน เงินมันไปกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่เปอร์เซนต์เท่านั้น เพื่อความอยู่รอดในปัจจุบันทุกคนจึงได้พยายามแย่งเศษเงินแลกกับหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองเพื่อให้ได้เงินมาเพื่อความอยู่รอดจากกลุ่มคนไม่กี่เปอร์เซนต์ นี่คือความจริงอย่าหลอกตัวเอง เจอสงครามมหึมาขนาดนี้แล้วเศรษฐกิจพอเพียงมันผ่ามาจากไหนกันนะที่จะเข้ามาขัดขวางหนทางแห่งชีวิตของคนกลุ่มนี้ไปได้
คนกลุ่มนี้ไม่มีทางเลือกมากนักและมีความเสี่ยงสูง เพราะเงินตราอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นที่สุด ไม่มีเงินเป็นอดตาย ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ อดออม ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่สร้างหนี้ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเพื่อทำการค้าหรือธุรกิจ มีเงินแค่ไหนทำแค่นั้น ค่อยๆก้าวสะดุดหกล้มจะได้ไม่เจ็บตัวมากนัก โดยเฉพาะการสร้างหนี้ที่ก่อเกิดจากกิเลสด้วยแล้วยิ่งไม่เด็ดขาด มีเงินแล้วค่อยซื้อ ถ้าไม่จ่ายได้ก็ยิ่งดี และต้องไม่ใช้จ่ายพอดีตัว (ไม่เหลือพอให้เก็บ) ใช้ให้น้อยเท่ากับมนุษย์ที่จำเป็นต้องใช้ ความมั่นคงของคนกลุ่มนี้คือเงินตราเท่านั้น ดังนั้น จงอดออม ลดกิเลส และอย่าคิดว่าตัวเองจะมีเงินเข้ามาอยู่ตลอด หยุดงาน ตกงาน บริษัทเจ๊ง จะเคว้งทันที อยู่เฉยไม่ได้ต้องรีบหางานใหม่ทันที นี่เป็นความชอกช้ำของคนกลุ่มนี้
"เศรษฐกิจพอเพียง" ต้องมีพื้นฐานอยู่ที่ความพอเพียงของคนในสังคม เพราะถ้าทุกคนต่างไม่พอเพียงแล้ว หายนะจะเกิดกับทุกๆคนได้เท่าเทียมกัน เมื่อมีปัญหาการเหลื่อมล้ำกันของสังคม คนจนคนรวยย่อมอยู่ไม่สุขพอๆกัน คนจนต้องต่อสู้เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดแม้ว่าจะต้องปล้นชิง คนรวยต้องคอยระแวงกลัวการจี้ปล้นทรัพย์สมบัติที่ตัวหามาได้ เมื่อคนส่วนใหญ่รู้จักพอเพียงการแก่งแย่งจะไม่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าทุกคนบริโภคน้อย ภาคการผลิตก็จะลดน้อยลง กระบวนการจ้างงานลดน้อยถอยลง เศรษฐกิจก็จะถอยลง (อันนี้ใครว่าไม่ดีผมว่าดี) เมื่องานน้อยเศรษฐกิจถอยคนก็เข้ามาเบียดเสียดในเมืองน้อยลง คนแย่งงานกันน้อยลง การเบียดเบียนแรงงานก็น้อยลง การเดินทางก็จะน้อยลง การขุดเจาะน้ำมันก็น้อยลง การเผาผลาญทรัพยากรเพื่อใช้ในการผลิตน้อยลง เมื่อการเผาผลาญน้อยลง อัตราการทำลายล้างโลกก็น้อยลง คนกลับไปสู่กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมคือผลิตเพื่ออยู่เหมือนกับสัตว์โลกทั่วๆไป
จะว่าไปทุกวันนี้ชักจะแยกไม่ออกซะแล้วกับปัญหาของเกษตรกรและกลุ่มคนในเมืองอาจเป็นเพราะโลกานุวัตรพาเราไปทางเดียวเหมือนๆกันหมด
* การอ้างถึงคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เหล่านี้ไม่ได้ตีความตามแนวพระราชดำริโดยตรงเพราะทั้งหมดเป็นนิยามในแบบฉบับของตัวเองทั้งสิ้นแต่ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับความหมายตามแนวราชดำริอยู่บ้าง
ลิงค์ถาวร
|