|
ไม่รู้ว่าจะได้จบจริงๆ ดังว่าหรือเปล่าพอดีมีคนจุดประกายเพิ่มอีก พร้อมๆ กับที่ตัวเองเขียน หลายๆคนรวมทั้งผมเอง ทุกวันนี้ชักจะเริ่มเลี่ยนคำว่า "พอเพียง" กันเหลือเกิน พาลจะไปต่อต้านคำๆนี้ด้วยซ้ำ ไม่ว่าคำใดถ้าถูกใช้ (โดยเฉพาะพวกพ่อค้าและนักการเมือง) อย่างพร่ำเพรื่อโดยหาสาระอะไรไม่ได้นั้น ไม่นานคำๆนั้นก็จะหมดความน่าเชื่อถือไปเอง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถลบล้างความหมายแต่ดั้งเดิมไปได้ เพียงแต่เลิกฮิตกันไปเท่านั้นเอง อย่างคำว่า "คอมมิวนิสต์" หลายคนก็ไปผูกกับจีนและโซเวียตซึ่งเหล่านั้นไม่ใช่สาระที่แท้จริงแถมยังบิดเบือน ทำให้คำๆนี้หมดความนิยมไปอย่างรวดเร็วในหมู่คนที่นิยมความฉาบฉวย รวมทั้งคำว่า "ประชาธิปไตย" ด้วยเช่นกัน
"เศรษฐกิจพอเพียง" ตามความหมายของผมนั้นไม่เปิดช่องให้สะสมกิเลส ลองถ้าเปิดช่องให้กิเลสแล้วความพอเพียงไม่บังเกิด ถ้าคิดจะพอเพียงต้องตัดกิเลส ดังนั้นการที่จะรวยได้แบบไม่เบียดเบียนผู้อื่นออกจะขัดกับทุนนิยมอย่างไปกันไม่ได้อย่างเด็ดขาด ดังนั้นคำพูดที่ว่า "เศรษฐกิจพอเพียงไม่ขัดกับทุนนิยม" หรือ "ทุนนิยมแบบพอเพียง" สำหรับผมแล้วไม่มี เข้าทำนองมือถือสากปากถือศีล เศรษฐกิจพอเพียงก็จะเอา(หรือแค่พูด) ความเชื่อมั่นต่างชาติก็แคร์ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างชาติ มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อแนวทางคนละเรื่องเลย
"เศรษฐกิจพอเพียง" ไม่ได้ห้ามคนร่ำรวย ของแพงๆมีได้ แต่ความร่ำรวยนั้นต้องไม่ได้มาด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น ความร่ำรวยที่ไม่ได้เบียดเบียนใครดูออกจะเป็นความร่ำรวยในอุดมคติอยู่สักหน่อย หากคำพูดนี้เป็นจริงได้ ก็ออกจะสงสัยว่าคงเป็นความร่ำรวยแบบพออยู่พอกินซะมากกว่าที่จะเรียกว่าความร่ำรวยแบบตะกละตะกรามอย่างที่เห็นกันตามแวดวงนักการเมืองและพ่อค้า เพราะไม่อย่างนั้นแล้วความร่ำรวยที่ว่าจะต้องมีการเบียดเบียนคนอื่นไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอย่างแน่นอน แต่เอาเหอะ ความร่ำรวยมันวัดกันไม่ได้ คนบางคนมีเป็นหมื่นล้านยังไม่พอใช้เลย คำพูดที่ว่าไม่ได้ห้ามคนร่ำรวยนั้นเปิดช่องให้ความร่ำรวยทุกอย่างดำเนินต่อไปได้ตามปกติ เพราะถ้าปล่อยให้คนทั่วไปตีความความหมายของสิ่งนี้ อย่างที่ว่า "ไม่ได้ห้ามคนร่ำรวย" นั้นอันนี้พอเข้าใจได้ แต่อันหลังที่ว่า "โดยไม่เบียดเบียนคนอื่น" นั้น อันนี้ยังไงก็ไม่เข้าใจเว้ย ตัดทิ้งไปช่างหัวมันเพราะว่าอย่างน้อย "กูก็พอเพียงเหมือนกันเพราะเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ห้ามกูรวย วะฮ่าฮ่า"
"เศรษฐกิจพอเพียง" เน้นไปที่ การบริโภคน้อย (รวมทั้งการกินและการใช้สอย) พอเหมาะพอควรสำหรับมนุษย์ไม่ใช่สำหรับตัวเอง เพราะถ้าบอกว่าพอเพียงให้สมกับฐานะของตัวเองก็จะเปิดช่องให้คนมีหมื่นล้านก็จะมีรถร้อยล้าน คนมีพันล้านก็จะมีรถสิบล้าน คนมีร้อยล้านก็จะมีรถหลายล้านเอาไว้อำนวยความสะดวก ซึ่งไม่ว่าจะฐานะเพียงใดก็ตามความจำเป็นของมนุษย์ย่อมเท่าเทียมกัน นอกล้นไปจากนั้นนั่นคือกิเลส
"เศรษฐกิจทุนนิยม" เน้นไปที่ การบริโภคให้มาก ใช้จ่ายให้มาก ใช้สินค้าให้มาก เพื่อจะได้เพิ่มกำลังการผลิต ยิ่งเพิ่มก็ยิ่งได้มาก อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยิ่งเติบโต ยิ่งจับจ่ายมาก ยิ่งรวยมาก ก็จะยิ่งได้รับการนับถือและชื่นชมจากบริษัทขายสินค้าและกระบวนการทำให้ลูกค้ากลายเป็นพระเจ้าของบริษัทขายของ ยิ่งผลิตมากยิ่งเกิดการจ้างงานมากขึ้น การถูกกดขี่ของแรงงานก็มีมากขึ้นจากการแข่งขันกันของบรรษัท ในเมื่อกระบวนการทุนนิยมสามารถทำให้ทุกคนเป็นพระเจ้าได้ แล้วใครล่ะที่ไม่อยากจะลองเป็นพระเจ้าดูบ้าง
ถ้าใครจะเรียกร้องเศรษฐกิจทุนนิยมแบบพอเพียง ผู้นำต้องมีจริยธรรม รู้จักพอ จ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและให้สวัสดิการที่เหมาะสมแก่ลูกจ้างนั้น ความยากอยู่ที่ถ้าไม่ลดต้นทุนเพื่อแข่งขันกับชาวบ้านแล้วจะอยู่ได้อย่างไร และถ้าใครจะมาบอกว่าพนักงานถือเป็นต้นทุนทรัพยากรอันมีค่าของบริษัทแล้วทำไมคนเค้าถึงชอบลดต้นทุนส่วนนี้ก่อนเป็นส่วนแรก การเรียกร้องความเป็นธรรมจากทุนนิยมทำได้ยาก เพราะสถานการณ์มักบีบบังคับให้ตัดแขนขาทิ้งเพื่อรักษาร่างกายเสมอ อันที่จริงธุรกิจเพื่อสังคมไม่ใช่ไม่มีซะทีเดียวแต่คงต้องงมเข็มกันหน่อยล่ะ เอาไว้จะหามาคัดค้านสะกิดข้อเขียนนี้ได้บ้าง
ดูๆ แล้วมันจะมีอะไรที่ไปกันได้บ้างล่ะ หืมม
* การอ้างถึงคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" เหล่านี้ไม่ได้ตีความตามแนวพระราชดำริโดยตรงเพราะทั้งหมดเป็นนิยามในแบบฉบับของตัวเองทั้งสิ้นแต่ก็มีส่วนคล้ายคลึงกับความหมายตามแนวพระราชดำริอยู่บ้าง
ลิงค์ถาวร
|